โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตไทย-กัมพูชา กระทบความเชื่อมั่นนักธุรกิจ ไทย-ต่างชาติ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 16.29 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 23.30 น.

นางสาวพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหารแบรนด์ชาตรามือ ทายาทรุ่นที่ 3 กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบเพราะตลาดกัมพูชาเป็นตลาดหลักในอาเซียน โดยรวมบริษัทยังเดินหน้าได้ แต่ถ้าเกิดเลวร้าย เกิดการปิดด่านคงได้รับผลกระทบมาก แต่ก็ได้เตรียมแผนรับมือคือ สาขาใหม่ในต่างประเทศอื่นๆ

โดยปีนี้จะไปที่สปป.ลาว เวียดนาม เม็กซิโก และมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในตลาดต่างประเทศได้ สิ้นปีนี้ร้านชาตรามือมีประจำ 14 ประเทศทั่วโลก พร้อมกับจำนวนสาขา 130 แห่ง

“เห็นได้ชัดว่าการขยายตลาดไปทั่วโลกกลายเป็นเป้าหมายหลักสำหรับชาตรามือตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าตลาดในประเทศอิ่มตัวแล้ว เพราะจริงๆ แล้วร้านชาตรามือยังไปไม่ถึงทุกจังหวัด ยังขาดอีกหลายสิบจังหวัด ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ที่ในประเทศเองก็ยังมีพื้นที่ให้ขยายได้อีกมาก

ส่วนการเติบโตที่ต้องการไปให้ถึงเป้าหมายก็จำเป็นต้องขยายไปตลาดต่างประเทศควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ยอดขายในประเทศตอนนี้อาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ยังโตได้ต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่คนยังนิยมทานอยู่ ชาตรามือก็ยังมีจุดเด่นในเรื่องของราคาที่ไม่แพงเกินไป ทำให้เข้าถึงได้ทั้งกลุ่มคนกลางและกลุ่มคนที่มีรายได้สูงขึ้นไป ในอีก 2 ปีข้างหน้า( ปี 2570)ชาตรามือตั้งเป้ารายได้ถึง 5,000 ล้านบาท”

ด้านนายรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกจากตลาดสินค้าความงามและธุรกิจโดยรวม แต่ก็ยังคงมีความท้าทายสำคัญที่ต้องระวัง โดยเฉพาะในเรื่องของ “สงครามการค้า” และ “ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

รวมถึงประเทศไทย การขนส่งและต้นทุนค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องจับตามอง ก่อนหน้านี้ค่าระวางเรือเคยพุ่งสูงถึง 2,000 ดอลลาร์ (70,000 บาท) จากเดิม 400 ดอลลาร์ (14,000 บาท)

ส่วนแนธุรกิจโดยในปี 2568 พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าดูแลผิวพรรณ หรือสกินแคร์ ได้รับความสนใจมากขึ้น เช่น มอยส์เจอร์ไรเซอร์บางตัวที่เติบโตสูงถึง 128% ซึ่งบ่งชี้ถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งในกลุ่มสินค้าสกินแคร์

อีกทั้งบริษัทกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น แป้ง รองพื้น คุชชั่น และเมกอัพ รวมถึงสินค้ากันแดด ส่วนแบรนด์ “มัลตี้” อยากให้สร้างแบรด์ให้เป็นที่รู้จักและครองใจผู้บริโภคในตลาดสินค้าความงามเกาหลี

รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ให้เติบโต โดยบริษัทยังมีแผนเปิดร้าน “มัลตี้” เพิ่ม 2-3 สาขาในปีนี้ จากที่ได้เปิดไปแล้ว 5 สาขาในปี 2567 และมีเป้าหมายดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทในอนาคต

ขณะที่ นายสุภัค หมื่นนิกร ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง Food Franchise Institute (FFI) และ CEO ของSiam Steak Groupกล่าวว่า ว่าสถานการณ์ไทยกับกัมพูชา ในแง่ของต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เขาก็ไม่เชื่อมั่นว่าจะลงทุน ช่วงนี้มันเป็นสถานการณ์ที่เฝ้าระวังเรื่องของสงครามโลกส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามันก็ดีมาตลอด 20 ปี แต่พอเกิดสถานการณ์นี้มันทำให้ต่างประเทศเริ่มจับตามอง

ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอก ซึ่งมันทำให้เกิดคำถามในใจของนักลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนในไทยว่า หากมาลงทุนที่ไทยจะเจอกับอะไรบ้าง ถ้าเราให้ความสำคัญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เราจะเห็นว่า ความเชื่อมั่นจากต่างชาติในประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ครึ่งปีหลังมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอน เพราะทุกอย่างยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่อาจส่งผลต่อความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก รวมถึงการประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีผลกระทบต่อประเทศต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...