อย่าให้มีครั้งที่3! "คำนูณ" ชี้ กัมพูชาตัดไทยมาแล้ว 2 ครั้ง ขออย่ามีครั้งที่ 3 อีกเลย
อย่าให้มีครั้งที่3! "คำนูณ" ชี้ สัมพันธ์ทางการทูต กัมพูชาตัดไทยมาแล้ว 2 ครั้ง ขออย่ามีครั้งที่ 3 อีกเลย
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2568 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สัมพันธ์ทางการทูต กัมพูชาตัดไทยมาแล้ว 2 ครั้ง ขออย่ามีครั้งที่ 3 อีกเลย!
ปี 2568 ป็นปีครบรอบ 75 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา เพิ่งมีการเฉลิมฉลองอย่างชื่นมื่นไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมานี่เอง กลับมาเกิดความขัดแย้งร้าวฉานระหว่าง 2 ประเทศอย่างชนิดยากจะกลับไปเหมือนเดิมในเวลาอันเร็ว
จนเมื่อสองสามวันนี้มีข่าวว่าไทยเรียกเอกอัครราชทูตประจำกัมพูชากลับ จนเกิดเป็นข่าวลือในทำนองว่าไทยลดระดับสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา
เบื้องต้น กระทรวงการต่างประเทศออกมาแถลงข่าวว่าไม่จริง เป็นเพียงการเรียกเอกอัครราชทูตประจำกัมพูชามาหารือเท่านั้น
ล่าสุด รองโฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาแถลงทำนองว่าไทยกำลังอยู่ในระหว่างลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา
ของจริงจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม !
อย่างไรก็ตาม 75 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีแต่ความราบรื่น
กัมพูชาเคยตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยมาแล้ว 2 ครั้งในช่วงมีข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหาร
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2501
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2504
แต่ละครั้งอยู่ในบริบทของเหตุการณ์พิพาทกรณีปราสาทพระวิหาร ครั้งที่ 1 เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2501 หลังกัมพูชาได้เอกราชสมบูรณ์จากฝรั่งเศสเพียง 5 ปี สมเด็จนโรดมสีหนุทรงปราศรัยกับประชาชนกัมพูชาที่มาชุมนุมประท้วงข้อเขียนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของไทย ข้อความส่วนที่ทรงจุดชนวนความขัดแย้งให้เริ่มลุกลามคือ…
“ไทยโกงปราสาทพระวิหารของกัมพูชาไป กัมพูชาควรทวงคืนมา”
ในขณะนั้น ไทยครอบครองปราสาทพระวิหารอยู่หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ฝรั่งเศสในฐานะผู้อารักขากัมพูชาจะมีหนังสือประท้วงและทวงคืนมารวม 3 ฉบับในช่วงปี 2492 ไทยก็ยังคงครอบครองอยู่ และตลอด 5 ปีก่อนหน้าคำปราศรัยของสมเด็จนโรดมสีหนุ กัมพูชาก็ไม่เคยเจรจาเรื่องนี้กับไทยเลย
ต่อมา เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำลอนดอนเขียนบทความลงในหนังสือฉบับหนึ่งยืนยันว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และตำหนิไทยด้วยข้อความรุนแรงว่าเคยแย่งชิงดินแดนกัมพูชาไปหลายครั้ง
ประชาชนไทยไม่พอใจอย่างกว้างขวาง
เกิดวิวาทะระหว่างหนังสือพิมพ์ของ 2 แผ่นดินอย่างต่อเนื่อง
จนเกิดการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2501 หนึ่งในหัวข้อเจรจาคือปราสาทพระวิหาร แต่ไม่มีข้อสรุปที่ตกลงกันได้
เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นในประเทศไทยเป็นระยะ ๆ มีการปราศรัยกระทบผู้นำกัมพูชา และไปประท้วงที่หน้าสถานทูต
กัมพูชาประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2501
รัฐบาลไทยประกาศปิดชายแดน
และส่งกำลังตชด.เข้าประจำการเพิ่มเติม
อีก 3 เดือนต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2502 ไทยและกัมพูชาสถาปนาสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาใหม่โดยการไกล่เกลี่ยของผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติ
อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 ประเทศยังมีการกระทบกระทั่งทางการข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เป็นระยะ ๆ
จนกระทั่งกัมพูชาฟ้องไทยต่อศาลโลก ICJ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502
กัมพูชาประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2504 ก่อนศาลโลก ICJ จะตัดสิน 8 เดือน
โดยรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ว่าเนื่องจากผู้นำของไทยดูหมิ่นเกียรติยศของกัมพูชา
ไม่ปรากฏว่าเรื่องอะไร
ครั้งที่ 2 นี่ยาว 5 ปีเลย
ไทยและกัมพูชากลับมาสถาปนาสัมพันธ์ทางการทูตกันอีกครั้งในปี 2509
ในอดีต ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร กัมพูชาตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 2 ครั้ง
ปัจจุบัน กัมพูชาเรียกร้อง 3 ปราสาท 1 พื้นที่ เท่าที่ทราบเฉพาะมอมไบหรือช่องบกก็มีพื้นที่รวม 12 ตารางกิโลเมตรเข้าไปแล้ว รวมทั้งหมดประเมินได้ว่าน่าจะมากกว่าในอดีต 3-4 เท่า
ถามว่าจะมีการตัดสัมพันธ์ทางการทูตจากกัมพูชาครั้งที่ 3 ในช่วงความขัดแย้งรอบใหม่นี้หรือไม่ ?
ไม่ทราบ !
แม้ไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในปีมงคลของ 2 ประเทศที่มีตราสัญลักษณ์งดงาม ทรงพลัง และมีความหมายอย่างยิ่ง
แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้จริง ๆ ว่าจะไม่เกิด !
คำนูณ สิทธิสมาน