โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Don’t look back in anger? ‘เพราะฉันเจ็บ ฉันจึงต้องด่า’ ชวนทำความเข้าใจจิตวิทยาของความเกรี้ยวกราด และการก่นด่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ‘ความโกรธ’ ของผู้หญิง

Mirror Thailand

อัพเดต 22 พ.ค. 2568 เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 07.40 น.
ภาพไฮไลต์

เป็นเรื่องธรรมดาที่การเลิกราใดๆ ย่อมทิ้งร่องรอยบางอย่างให้กับคนในความสัมพันธ์นั้นๆ ไว้เสมอ และความรู้สึกที่ท่วมท้นมากมายหลังจากนั้นก็ยังอาจสร้างความเสียศูนย์ให้กับชีวิตที่เหลือของเราไปอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้

ในทางจิตวิทยา ภาวะหลังการเลิกรามักทิ้งสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ‘Mental Spiral’ หรืออารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน ท่วมท้น จับต้นชนปลายไม่ได้เอาไว้ และในบรรดาอารมณ์อันซับซ้อนท่วมท้นเหล่านั้นที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอนอกเหนือจากความรู้สึกเสียใจก็คือ ‘ความโกรธ’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติเลยสักนิด เพราะความโกรธเป็นส่วนหนึ่งกระบวนการที่มนุษย์จะตอบสนองต่อภาวะความสูญเสียทั้ง 9 หรือ ‘9 Stage of Grief’ ที่สามารถสะท้อนออกมาได้ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโทษตัวเองด้วยคำพูดร้ายๆ ความเกลียดชังตัวเอง การพยายามค้นหาคำตอบว่าผิดพลาดตรงไหน ใครเป็นคนผิด และแน่นอนว่าการเลือกที่จะก่นด่าอีกฝ่ายหนึ่งด้วยคำพูดแรงๆ ต้องการดูหมิ่นหรือด้อยค่าให้เจ็บแสบ ก็เป็นอีกหนึ่งการแสดงออกถึงความรู้สึกโกรธที่เป็นเรื่องธรรมดาด้วยเช่นกัน

ทว่าในเชิงสังคม ความรู้สึกที่เป็นธรรมดาของมนุษย์อย่างความโกรธมักถูกแปะป้ายว่าเป็น ‘ตัวร้าย’ เมื่อเทียบกับบรรดาอารมณ์ทั้งปวงอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด หรือเศร้าเสียใจ ความรู้สึกเหล่านั้นมักจะทำงานกับ ‘ภายใน’ ตัวเราเองมากกว่า แต่ความโกรธ เป็นความรู้สึกที่ทำงานได้ทั้งภายในตัวเรา และยังทำงานได้กับปัจจัย ‘ภายนอก’ เช่น คน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ความโกรธเกิดขึ้น คล้ายๆ กับการปาความรู้สึกทั้งปวงใส่อีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง

พอเป็นแบบนั้น ความโกรธเลยมักถูกมองว่าเป็น ‘ตัวร้าย’ ทันที โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นกับผู้หญิง ทำให้การที่ผู้หญิงคนหนึ่งแสดงความโกรธของตัวเองออกมาถูกมองเป็นความก้าวร้าว เป็นนางวีน ไม่น่ารัก มาพร้อมกับคำตีตราว่า “เป็นบ้าเหรอ?” “ดราม่าเกินไปไหม?” และหลายครั้งมันยังถูกนำไปผูกโยงกับปัจจัยทางกายภาพ เช่น “สงสัยเป็นเมนส์มั้ง?” หรือไม่ก็ “วัยทองหรือเปล่า?” อารมณ์ธรรมดาๆ อย่างความโกรธกลายเป็น Taboo (ข้อห้าม) ของสังคมที่ค่อยๆ ทำให้เชื่อว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะโกรธ แต่ถึงจะโกรธมากแค่ไหนก็ไม่ควรแสดงความโกรธออกมา ไม่ว่าจะในพื้นที่ส่วนตัวหรือสาธารณะ

นักจิตบำบัด Jennifer Cox ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Women Are Angry : Why Your Rage Is Hiding And How To Let It Out และพิธีกรพอดแคสต์รายการ Women Are Mad ซึ่งจริงจังในการ Nomalise ความโกรธของผู้หญิง มองว่าบ่อยครั้งที่ความโกรธถูก Gaslight เช่นในทางกลับกันที่ผู้ชายถูกปลูกฝังความคิดว่าโกรธได้ แสดงความโกรธเกรี้ยวกราดออกมาได้ แต่ห้ามร้องไห้ เพราะนั่นแสดงถึงความอ่อนแอ ผู้หญิงเองก็เช่นกัน พวกเธออาจร้องไห้ได้ อ่อนแอได้ แต่กลับไม่ควรโกรธและแสดงความเกรี้ยวกราด ถูกทำให้มองความโกรธของตัวเองเป็นความผิด น่าอับอาย น่าผิดหวัง ต้องรู้สึกแย่กับตัวเองทุกครั้งที่แสดงความโกรธออกมา แล้วสุดท้ายก็ถูกยึดเอาอำนาจและสิทธิที่จะโกรธไปในที่สุด กระทั่งนำมาสู่การเก็บกดความโกรธนั้นเอาไว้

เธอยังมองว่ายิ่งในสังคมที่มีความเป็นปิตาธิปไตยสูงๆ ด้วยแล้ว นอร์มและขนบต่างๆ ยิ่งทำให้เชื่อว่า ‘ผู้หญิงที่ดี’ ต้องเป็นผู้หญิงที่ ‘เงียบ’ ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจอประสบการณ์เลวร้ายอะไรมา แต่ความโกรธที่ถูกกักเก็บภายในนี้เองก็ไม่ได้หายไปไหน และจะส่งผลร้ายต่อทั้งร่างกายทั้งจิตใจในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ดี

ในมุมจิตวิทยา ความโกรธไม่ได้มีแค่ส่วนที่แย่หรือเลวร้ายไปเสียทั้งหมด แต่ยังมีข้อดีตรงที่ความโกรธ และความรู้สึกไม่พอใจต่างๆ คือ ‘สัญญาณเตือน’ ว่ากำลังมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น กำลังมีอะไรที่ ‘ล้ำเส้น’ เอาเปรียบ คุกคาม หรือแม้แต่ ‘ย่ำยี’ ขอบเขตของตัวเราอยู่ และสัญญาณเตือนนี้เองที่ช่วยสร้าง Awearness ให้เราไม่หลงลืมที่จะใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น “เธอทำแบบนี้กับฉันไม่ได้แล้วนะ” หรือ “ฉันจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอีก”

และในเชิงสังคม การที่เรารู้ทั้งรู้ว่ามีบางอย่างสิ่งไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ความเงียบ และการปฏิเสธความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจนั้นยิ่งอาจทำให้ความไม่ถูกต้องที่มีอยู่ถูกเพิกเฉย ถูกมองข้าม ถูกปัดเอาไว้ใต้พรมให้ทุกอย่างจมหายไป ขณะที่ความโกรธเป็นการแสดงออกถึงความไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบมาพากล หรือความต้องการเรียกร้องให้บางอย่างถูกรับฟังและเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแน่นอนว่าการยอมรับความรู้สึกโกรธที่เกิดขึ้นในเนื้อตัวเรามัน ‘ควบคุม’ ได้ยากกว่าการเลือกที่จะเงียบและสยบยอมเป็นไหนๆ แต่หากเราทำความเข้าใจ เรียนรู้ที่จะจัดการความโกรธนั้นได้ ก็อาจเป็นทางเลือกที่เฮลธ์ตี้ในระยะยาวมากกว่า

นักจิตบำบัดและผู้ศึกษาเรื่องความโกรธของผู้หญิงบอกว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายมากกว่าก็คือการ Normalise ความโกรธ ทำให้เกิดการรับรู้ใหม่ว่าความโกรธเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ และเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะแสดงออกมา โดยอาจไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือขอโทษใครทุกครั้งไป

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้พยายามบอกว่าความโกรธจะสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการที่ใครสักคนจะใช้มันเป็นอาวุธไปทำร้ายใครได้อย่างเสรี เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เราทุกคนต่างมีหน้าที่ ‘จัดการ’ กับอารมณ์ความรู้สึกยุ่งเหยิงของตัวเอง กอบกู้ตัวเองขึ้นมาจากความเจ็บปวดและแหลกสลายให้ได้ โดยไม่ลืมว่าเราไม่มีสิทธิ์คุกคามย่ำยีความเป็นมนุษย์ของคนอื่นด้วยเช่นกัน

อ้างอิง

https://capsulenz.com/be/why-am-i-so-angry-all-the-time-the-rise-of-female-rage-how-to-release-it-healthily/

https://www.instagram.com/p/DET_Xt3pFU4/?img_index=1

https://www.psychologytoday.com/us/blog/me-we/201501/the-9-stages-grieving-breakup-no-8-anger

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...