Don’t look back in anger? ‘เพราะฉันเจ็บ ฉันจึงต้องด่า’ ชวนทำความเข้าใจจิตวิทยาของความเกรี้ยวกราด และการก่นด่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ‘ความโกรธ’ ของผู้หญิง
เป็นเรื่องธรรมดาที่การเลิกราใดๆ ย่อมทิ้งร่องรอยบางอย่างให้กับคนในความสัมพันธ์นั้นๆ ไว้เสมอ และความรู้สึกที่ท่วมท้นมากมายหลังจากนั้นก็ยังอาจสร้างความเสียศูนย์ให้กับชีวิตที่เหลือของเราไปอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้
ในทางจิตวิทยา ภาวะหลังการเลิกรามักทิ้งสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ‘Mental Spiral’ หรืออารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน ท่วมท้น จับต้นชนปลายไม่ได้เอาไว้ และในบรรดาอารมณ์อันซับซ้อนท่วมท้นเหล่านั้นที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอนอกเหนือจากความรู้สึกเสียใจก็คือ ‘ความโกรธ’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติเลยสักนิด เพราะความโกรธเป็นส่วนหนึ่งกระบวนการที่มนุษย์จะตอบสนองต่อภาวะความสูญเสียทั้ง 9 หรือ ‘9 Stage of Grief’ ที่สามารถสะท้อนออกมาได้ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโทษตัวเองด้วยคำพูดร้ายๆ ความเกลียดชังตัวเอง การพยายามค้นหาคำตอบว่าผิดพลาดตรงไหน ใครเป็นคนผิด และแน่นอนว่าการเลือกที่จะก่นด่าอีกฝ่ายหนึ่งด้วยคำพูดแรงๆ ต้องการดูหมิ่นหรือด้อยค่าให้เจ็บแสบ ก็เป็นอีกหนึ่งการแสดงออกถึงความรู้สึกโกรธที่เป็นเรื่องธรรมดาด้วยเช่นกัน
ทว่าในเชิงสังคม ความรู้สึกที่เป็นธรรมดาของมนุษย์อย่างความโกรธมักถูกแปะป้ายว่าเป็น ‘ตัวร้าย’ เมื่อเทียบกับบรรดาอารมณ์ทั้งปวงอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด หรือเศร้าเสียใจ ความรู้สึกเหล่านั้นมักจะทำงานกับ ‘ภายใน’ ตัวเราเองมากกว่า แต่ความโกรธ เป็นความรู้สึกที่ทำงานได้ทั้งภายในตัวเรา และยังทำงานได้กับปัจจัย ‘ภายนอก’ เช่น คน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ความโกรธเกิดขึ้น คล้ายๆ กับการปาความรู้สึกทั้งปวงใส่อีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง
พอเป็นแบบนั้น ความโกรธเลยมักถูกมองว่าเป็น ‘ตัวร้าย’ ทันที โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นกับผู้หญิง ทำให้การที่ผู้หญิงคนหนึ่งแสดงความโกรธของตัวเองออกมาถูกมองเป็นความก้าวร้าว เป็นนางวีน ไม่น่ารัก มาพร้อมกับคำตีตราว่า “เป็นบ้าเหรอ?” “ดราม่าเกินไปไหม?” และหลายครั้งมันยังถูกนำไปผูกโยงกับปัจจัยทางกายภาพ เช่น “สงสัยเป็นเมนส์มั้ง?” หรือไม่ก็ “วัยทองหรือเปล่า?” อารมณ์ธรรมดาๆ อย่างความโกรธกลายเป็น Taboo (ข้อห้าม) ของสังคมที่ค่อยๆ ทำให้เชื่อว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะโกรธ แต่ถึงจะโกรธมากแค่ไหนก็ไม่ควรแสดงความโกรธออกมา ไม่ว่าจะในพื้นที่ส่วนตัวหรือสาธารณะ
นักจิตบำบัด Jennifer Cox ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Women Are Angry : Why Your Rage Is Hiding And How To Let It Out และพิธีกรพอดแคสต์รายการ Women Are Mad ซึ่งจริงจังในการ Nomalise ความโกรธของผู้หญิง มองว่าบ่อยครั้งที่ความโกรธถูก Gaslight เช่นในทางกลับกันที่ผู้ชายถูกปลูกฝังความคิดว่าโกรธได้ แสดงความโกรธเกรี้ยวกราดออกมาได้ แต่ห้ามร้องไห้ เพราะนั่นแสดงถึงความอ่อนแอ ผู้หญิงเองก็เช่นกัน พวกเธออาจร้องไห้ได้ อ่อนแอได้ แต่กลับไม่ควรโกรธและแสดงความเกรี้ยวกราด ถูกทำให้มองความโกรธของตัวเองเป็นความผิด น่าอับอาย น่าผิดหวัง ต้องรู้สึกแย่กับตัวเองทุกครั้งที่แสดงความโกรธออกมา แล้วสุดท้ายก็ถูกยึดเอาอำนาจและสิทธิที่จะโกรธไปในที่สุด กระทั่งนำมาสู่การเก็บกดความโกรธนั้นเอาไว้
เธอยังมองว่ายิ่งในสังคมที่มีความเป็นปิตาธิปไตยสูงๆ ด้วยแล้ว นอร์มและขนบต่างๆ ยิ่งทำให้เชื่อว่า ‘ผู้หญิงที่ดี’ ต้องเป็นผู้หญิงที่ ‘เงียบ’ ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจอประสบการณ์เลวร้ายอะไรมา แต่ความโกรธที่ถูกกักเก็บภายในนี้เองก็ไม่ได้หายไปไหน และจะส่งผลร้ายต่อทั้งร่างกายทั้งจิตใจในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ดี
ในมุมจิตวิทยา ความโกรธไม่ได้มีแค่ส่วนที่แย่หรือเลวร้ายไปเสียทั้งหมด แต่ยังมีข้อดีตรงที่ความโกรธ และความรู้สึกไม่พอใจต่างๆ คือ ‘สัญญาณเตือน’ ว่ากำลังมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น กำลังมีอะไรที่ ‘ล้ำเส้น’ เอาเปรียบ คุกคาม หรือแม้แต่ ‘ย่ำยี’ ขอบเขตของตัวเราอยู่ และสัญญาณเตือนนี้เองที่ช่วยสร้าง Awearness ให้เราไม่หลงลืมที่จะใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น “เธอทำแบบนี้กับฉันไม่ได้แล้วนะ” หรือ “ฉันจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอีก”
และในเชิงสังคม การที่เรารู้ทั้งรู้ว่ามีบางอย่างสิ่งไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ความเงียบ และการปฏิเสธความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจนั้นยิ่งอาจทำให้ความไม่ถูกต้องที่มีอยู่ถูกเพิกเฉย ถูกมองข้าม ถูกปัดเอาไว้ใต้พรมให้ทุกอย่างจมหายไป ขณะที่ความโกรธเป็นการแสดงออกถึงความไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบมาพากล หรือความต้องการเรียกร้องให้บางอย่างถูกรับฟังและเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแน่นอนว่าการยอมรับความรู้สึกโกรธที่เกิดขึ้นในเนื้อตัวเรามัน ‘ควบคุม’ ได้ยากกว่าการเลือกที่จะเงียบและสยบยอมเป็นไหนๆ แต่หากเราทำความเข้าใจ เรียนรู้ที่จะจัดการความโกรธนั้นได้ ก็อาจเป็นทางเลือกที่เฮลธ์ตี้ในระยะยาวมากกว่า
นักจิตบำบัดและผู้ศึกษาเรื่องความโกรธของผู้หญิงบอกว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายมากกว่าก็คือการ Normalise ความโกรธ ทำให้เกิดการรับรู้ใหม่ว่าความโกรธเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ และเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะแสดงออกมา โดยอาจไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือขอโทษใครทุกครั้งไป
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้พยายามบอกว่าความโกรธจะสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการที่ใครสักคนจะใช้มันเป็นอาวุธไปทำร้ายใครได้อย่างเสรี เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เราทุกคนต่างมีหน้าที่ ‘จัดการ’ กับอารมณ์ความรู้สึกยุ่งเหยิงของตัวเอง กอบกู้ตัวเองขึ้นมาจากความเจ็บปวดและแหลกสลายให้ได้ โดยไม่ลืมว่าเราไม่มีสิทธิ์คุกคามย่ำยีความเป็นมนุษย์ของคนอื่นด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
https://www.instagram.com/p/DET_Xt3pFU4/?img_index=1
https://www.psychologytoday.com/us/blog/me-we/201501/the-9-stages-grieving-breakup-no-8-anger
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Don’t look back in anger? ‘เพราะฉันเจ็บ ฉันจึงต้องด่า’ ชวนทำความเข้าใจจิตวิทยาของความเกรี้ยวกราด และการก่นด่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ‘ความโกรธ’ ของผู้หญิง
- Soul Food, Good Life อีเวนต์ฮีลกายและใจที่ดีต่อโลก จัดเวิร์กช็อป Wellness ศิลปะฮีลใจ และกิจกรรมวิ่ง พร้อมรวบรวมสินค้ารักษ์โลก และร้านอาหารวีแกน ในวันที่ 24 - 25 พ.ค. นี้ ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ
- ปลุกเร้าแค่ทางกายอาจยังไม่พอ เพราะสำหรับบางคน บรรยากาศและสภาวะอารมณ์ก็ต้องได้ด้วย รู้จัก ‘Contextual Desire’ แรงขับเคลื่อนทางเพศที่อาศัยบริบททางอารมณ์ ซึ่งช่วยเติมเต็มให้เซ็กซ์ ทั้งฟินทางกายและ ‘ได้ฟีล’
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com