โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยไม่ได้เปรียบ คุยภาษีทรัมป์

INN News

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 08.08 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 02.00 น. • INN News

ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ล่าสุด ไทยได้รับการติดต่อจากประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมคุยภาษีการค้า-ค้าขาย ยันเป็นประโยนชร์ทั้งสองฝ่ายแน่นอน

โล่งอกไปได้ในระดับหนึ่ง สำหรับความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เพราะล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "นายพิชัย ชุณหวชิร" ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าในเรื่องนี้ ว่า ได้รับข่าวดีว่าตอนนี้ไทยได้รับการติดต่อจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ โดย "นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งว่า ทางสหรัฐอเมริกาตอบรับอย่างเป็นทางการแล้ว ว่าจะเจรจากับไทย เรื่องภาษีทางการค้า
และเรื่องการค้าขายต่าง ๆ โดยยืนยันว่าเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแน่นอน

สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ได้คุยกับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง " ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช" ถึงมุมมองการเจรจาการค้าดังกล่าว โดย "รัฐมนตรีฯสุชาติ" กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่มีความคืบหน้า ในการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เพราะไทยถูกตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯสูงถึง 36%

"มีการนัดหมาย มันก็ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ภาษีนำเข้าของเขาต่อประเทศไทยสูงมาก ความจริงต่อประเทศอื่นๆ สูงกว่านี้อีก 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ 36 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเขาให้ไปเจรจา แต่ที่นี้ เราเป็นประเทศเล็ก เราก็ควรไป เค้าต้องการให้เราเปิดตลาดมากขึ้น เป็นเพราะว่า เรามีทั้งภาษีในอัตราที่ไม่เหมือนกันของสินค้าแต่ชะชนิด"

"รัฐมนตรีฯสุชาติ" กล่าวอีกว่า วันนี้ สหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของไทยรองจากจีน ดังนั้นเราควรใช้โอกาสของการเจรจาครั้งนี้ พูดคุยกันเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการค้า

"ผมก็ว่าเราควรใช้โอกาสนี้ ไปเจรจากับสหรัฐฯเพราะว่าเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของคู่ค้าของเรา อันดับ 1 ก็คือจีน แล้วก็เค้าก็เปิดโอกาสมา 90 วัน ตอนนี้เดือนกว่าแล้ว แต่ที่นี้เราก็ควรเจรจา แล้วเราก็เปิดตลาดให้เขามากขึ้น เพราะว่าเราเป็นประเทศที่เล็ก เราขายของไม่กี่ชนิดให้เขา เราไปทำแบบจีนไม่ได้ คือเราเป็นคู่ค้าที่ไม่ใหญ่พอ"

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) มองว่า การตอบรับอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มเจรจากับไทย ถือเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มนิคม และ กลุ่มส่งออก แต่อย่างไรก็ตามต้องติดตามกำหนดวันเจรจาต่อไป

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า ระบุว่า ในส่วนของการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ -ไทย แม้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการจะเริ่มเจรจาทางการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ แต่ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองประเทศในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM) รวมทั้งไทย คาดจะไม่มีความได้เปรียบในการเจรจาดังกล่าวและคาดจะกดดันทิศทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้ต่อ

ขณะที่ ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มีมุมมองต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน โดยระบุว่า แม้ล่าสุดสงครามการค้าจะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังสหรัฐฯ และจีนมีการเจรจาพักรบกันชั่วคราว โดยต่างฝ่ายต่างปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าลงฝ่ายละ 115% เป็นเวลา 90 วัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ Downside Risks ยังคงปกคลุมการส่งออกของไทย ตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2568 สะท้อนได้จากดัชนีชี้นำการส่งออกของไทย (EXIM Index)

ล่าสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 100.5 ต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส จากปัจจัยกดดันใน 4 มิติ คือ มิติที่ 1 เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มชะลอลง, มิติที่ 2 ภาคการผลิตไทยยังไม่กระเตื้อง, มิติที่ 3 ราคาส่งออกถูกกดดันจาก Demand ที่ไม่สดใสและ Supply ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และ มิติที่ 4 ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วโลกยังเปราะบาง สะท้อนทิศทางการค้าโลกมีแนวโน้มซบเซา

และแม้ว่าล่าสุดตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 จะขยายตัวได้ 14% จากการเร่งนำเข้าของสหรัฐฯ ก่อนการปรับขึ้นภาษีแบบตอบโต้ของทรัมป์ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การส่งออกไทยช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะหากหลัง 90 วัน ของการเลื่อนการขึ้นภาษีสินค้าจากไทยสิ้นสุดลงในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ไทยยังเจรจาไม่สำเร็จ ส่งผลให้ภาษีกลับมาอยู่ในระดับสูงสุดที่ 36% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศ รวมถึงจีนที่ถูกเก็บภาษีในอัตรา 30% จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2568

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบคู่แข่งเพิ่มเติม กดดันคาดการณ์ส่งออกในครึ่งปีหลัง และทำให้ทั้งปีขยายตัวเหลือ 0.5-1.5% จากนี้ต่อไปจะต้องจับตาการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการขยับ ทุกความขับเคลื่อน ย่อมส่งผลต่อการค้า และการลงทุนนั่นเอง

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...