โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. มองนโยบายการเงินมีข้อจำกัด พร้อมปรับหากความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.50 น.

เปิดรายงาน กนง. นัดล่าสุด เหตุผลที่คงดอกเบี้ย 1.75% เศรษฐกิจครึ่งแรกดี ครึ่งหลังน่าห่วง อัตราเงินเฟ้อต่ำจากอุปทาน ไม่ใช่เงินฝืด มองนโยบายการเงินมีข้อจำกัด พร้อมปรับให้สอดคล้องความเสี่ยงข้างหน้า

9 กรกฎาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 3/2568 วันที่ 20 มิถุนายน และ 25 มิถุนายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย

กรรมการที่เข้าร่วมประชุม

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ประธาน) นายปิติ ดิษยทัต (รองประธาน) นางอลิศรา มหาสันทนะ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายรพี สุจริตกุล นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส นายสันติธาร เสถียรไทย

การประเมินภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการผลิตและการเร่งส่งออกสินค้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากผลกระทบของนโยบายการค้าโลกที่มากขึ้น รวมทั้งเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติมจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยภายในประเทศ

เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 และ 1.7 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากข้อมูลเศรษฐกิจจริงในไตรมาสที่ 1 และ เครื่องชี้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ซึ่งสะท้อนการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีจากการเร่งส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ในช่วง 90 วันก่อนครบกำหนดการผ่อนผันมาตรการภาษีแบบตอบโต้ (reciprocal tariff) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ และdata center โดยการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีข้างต้นส่งผลบวกไปยังภาคการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง โดย (1) การส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มากขึ้นหลังการเร่งส่งออกสินค้าหมดไป (2) การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงโดยเฉพาะหมวดบริการ ตามแนวโน้มรายได้และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวแย่ลงในเกือบทุกกลุ่มรายได้ และ (3) จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2568 และในปี 2569 ปรับลดลงปีละ 2.5 ล้านคน มาอยู่ที่ 35.0 และ 38.0 ล้านคน ตามลำดับ

ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 4.4 และ 6.0 ล้านคน ตามลำดับ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังต่ำกว่าปี 2567 ที่ 6.7 ล้านคน อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงให้รายรับภาคท่องเที่ยวยังขยายตัวได้

ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจในปี 2568 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 จากผลของข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจจะชะลอตัวชัดเจน โดยสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าร้อยละ 2.0 นั้น เศรษฐกิจไทยทั้งครึ่งหลังของปีต้องหดตัวหรือมีการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (technical recession)

ซึ่งในอดีตมีการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเพียงสี่ครั้ง และมีสาเหตุมาจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลก หรือเหตุการณ์รุนแรงในประเทศ เช่น วิกฤตการเงินในเอเชียในปี 2540 วิกฤตการเงินโลกในปี 2551 วิกฤตโควิด-19 และความไม่สงบทางการเมืองไทยในปี 2556

ดังนั้น หากพัฒนาการนโยบายการค้าโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ หรือสถานการณ์ในประเทศไม่ได้รุนแรงขึ้นอย่างมีนัย โอกาสเกิด technical recession ในระยะข้างหน้าจะไม่สูงนัก นอกจากนี้ แม้ประมาณการเศรษฐกิจในปี 2568 จะปรับเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจในหลายภาคส่วนไม่ได้ปรับดีขึ้น จากผลดีที่ไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง (distributional impact) และยังถูกกดดันจากปัจจัยหลายด้าน อาทิ

(1) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยสัดส่วนการนำเข้าสินค้าบางประเภทต่อยอดขายในประเทศ

เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเทียบช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งกดดันภาคการผลิตสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

(2) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในบางสาขาธุรกิจที่อุปทานเพิ่มขึ้นมากกว่าอุปสงค์ เช่น ร้านอาหารที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเทียบช่วงก่อนโควิด ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน

และ (3) พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ธุรกิจการค้าปลีกที่ถูกกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น รวมถึงธุรกิจค้าปลีกรายเล็กที่ถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากธุรกิจรายใหญ่ เช่น การขยายสาขาไปยังภูมิภาคมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของธุรกิจ SMEs ในปี 2567 หดตัว ร้อยละ 7.1 ขณะที่ยอดขายของธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวถึงร้อยละ 9.6

ดังนั้น เศรษฐกิจไทยถูกกดดันจากปัจจัยหลายด้านและผลกระทบมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจจะยังเผชิญความท้าทายในการปรับตัวภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.3 ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีที่ดีกว่าคาด และไม่สะท้อนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีที่จะขยายตัวชะลอลงท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่ดีกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจเพียงบางกลุ่ม อาทิ การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร มองไปข้างหน้าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอลงจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

โดย (1) การส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้ามากขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งผลกระทบจะขึ้นกับผลการเจรจาการค้าของไทยเทียบกับประเทศอื่น (2) การท่องเที่ยวอาจเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจได้ลดลง โดยกรรมการส่วนหนึ่งมีความกังวลว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันได้ยาก จากการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวภูมิภาคที่สูงขึ้นและพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป รวมทั้งอาจถูกกระทบเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าคาด

และ (3) อุปสงค์ในประเทศมีสัญญาณชะลอลง โดยเศรษฐกิจในบางภาคส่วนยังเปราะบางและมีความสามารถในการแข่งขันปรับลดลง อีกทั้งเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านต่ำจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ภายในประเทศ

ดังนั้น คณะกรรมการฯ เห็นว่าในการสื่อสารต่อสาธารณชนควรเน้นย้ำว่าการปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 นั้นเป็นผลจากการขยายตัวที่ดีกว่าคาดในช่วงครึ่งปีแรกเป็นสำคัญอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญโดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.5 และ 0.8 ตามลำดับ ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.0และ 0.9 ตามลำดับ

อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานและอาหารสดซึ่งเป็นหมวดที่มีสีมีสัดส่วนสูงในตะกร้าเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันติบดูไบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจาก 80 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเฉลี่ยในปี 2567 มาอยู่ที่ 73 และ 70 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลในปี 2568 และ 2569 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ -3.2 และ -1.3 ตามลำดับ ซึ่งติดลบต่อเนื่อง 2 ปีและลดลงมากเทียบกับค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ร้อยละ 1.5 ในช่วงปี 2553-2562

อย่างไรก็ดี ตัวเลขอัตราเงินเพื่อที่อยู่ในระดับต่ำไม่ได้นำไปสู่ภาวะที่ราคาสินค้าลดลงเป็นวงกว้างหรือภาวะเงินฝืด โดยราคาสินค้าบางประเภทยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสินค้าที่ประชาชนบริโภคเป็นประจำ เช่น อาหารสำเร็จรูป เครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะ 5-10 ปีข้างหน้าจากการสำรวจนักวิเคราะห์และจากการคำนวณโดยใช้ข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ร้อยละ 1.6 สะท้อนว่า การคาดการณ์เงินเพื่อระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1-3

คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราเงินเพื่ออยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากทั้งปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ การแข่งขันจาก สินค้านำเข้าและโครงสร้างตลาดแรงงาน ขณะที่ค่าครองชีพครัวเรือนบางส่วนยังปรับสูงขึ้น รวมทั้งมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นการประเมินภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน

สินเชื่อโดยรวมยังคงหดตัว ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงและการชำระคืนหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนสูงในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs และครัวเรือนกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครติดสูง รวมทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้สูงขึ้นสำหรับคุณภาพสินเชื่อปรับด้อยลงโดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย

คณะกรรมการฯ เห็นว่าแม้การหดตัวของสินเชื่อส่วนหนึ่งสะท้อนแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการและคุณภาพของสินเชื่ออย่างใกล้ชิด รวมทั้งนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวผันผวนตามความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยสกุลเงินดอลลาร์ สรอ. มีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินภูมิภาครวมถึงค่าเงินบาทโน้มแข็งค่าโดยเฉพาะในช่วงที่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกผ่อนคลายลง ด้านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง โดยนักลงทุนคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงและได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้ามากกว่าประเทศอื่น คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อาจไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

การพิจารณานโยบายการเงิน

คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมาสามารถรองรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง และยังอยู่ในช่วงการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจซึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 3-4 ไตรมาส

คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะการเงินของไทยถูกกดดันจากหลายปัจจัย ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ขณะที่ภาวะการเงินที่ตึงตัวส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งนโยบายการเงินมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ตรงจุดและการปรับตัวของธุรกิจควบคู่กันไป เช่น มาตรการสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจ SMEs มาตรการลดผลกระทบการทะลักของสินค้าต่างประเทศ (import flooding) และกลไกค้ำประกันสินเชื่อ (credit guarantee)

คณะกรรมการฯ อภิปรายเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อไทยที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเป็นระยะเวลาหนึ่งว่าเป็นสัญญาณที่น่ากังวลหรือไม่ และบทบาทของนโยบายการเงินภายใต้บริบทดังกล่าว โดยเห็นว่านโยบายการเงินเป็นเครื่องมือดูแลเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ จึงมีบทบาทจำกัดในการตอบสนองต่อเงินเฟ้อในภาวะปัจจุบัน เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน และยังไม่เห็นสัญญาณการนำไปสู่ภาวะที่ราคาสินค้าลดลงเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible inflation targeting) นั้น นโยบายการเงินไม่จำเป็นต้องดูแลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายตลอดเวลา แต่ต้องพิจารณาที่มาของเงินเฟ้อ และนัยต่อพลวัตเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง รวมถึงต้องพิจารณาเสถียรภาพด้านราคาควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยให้ความสำคัญกับกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูงและขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) มีจำกัด

  • จังหวะเวลาในการใช้นโยบายการเงิน นโยบายการเงินปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลายระดับหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะที่ผลกระทบของนโยบายการค้าต่อเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อย่างไรก็ดี ขนาดของผลกระทบยังมีความไม่แน่นอน และมีความไม่แน่นอนเพิ่มเติมจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด(unexpected shock) นโยบายการเงินจึงควรคำนึงถึงขีดความสามารถ (policy space) ในการรองรับสถานการณ์ดังกล่าวด้วย
  • ประสิทธิผลของนโยบายการเงิน นโยบายการเงินมีประสิทธิผลลดทอนลงภายใต้บริบทที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจที่เผชิญความไม่แน่นอนสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากความสามารในการแข่งขันที่ลงและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้กรรมการส่วนหนึ่งเห็นว่าสินเชื่อส่วนใหญ่มีอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับผู้กู้เพียงบางกลุ่ม ขณะที่กรรมการ 1 ท่าน เห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี โดยเห็นว่าเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนยังมีความเปราะบาง และคุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเอื้อต่อการปรับตัวของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง

การตัดสินนโยบายการเงิน

คณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.75 ต่อปี ทั้งนี้ เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.75 เป็น 1.50 คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาสามารถรองรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี ในการประชุมครั้งนี้ กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูงและขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) มีจำกัด

ขณะที่กรรมการ 1 ท่านเห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเอื้อต่อการปรับตัวของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้ม และความเสี่ยงของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...