เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - #ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะยังคงแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,200-1,218 จุด โดยภาพรวมตลาดยังไร้ปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนเข้ามากระตุ้น นักลงทุนยังคงรอติดตามผลการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯหลังจากดัชนีปรับขึ้นแรงสัปดาห์ก่อนรับความคาดหวังเชิงบวกว่าจะสามารถปรับลดจาก 36% เหลือระดับ 18-20% ได้ก่อน Deadline วันที่ 1 ส.ค. นี้ ส่วนปัจจัยในประเทศวันนี้ติดตามการประชุมครม.ไฟเขียวตั้งผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่หลังจากเลื่อนมาจากสัปดาห์ก่อน ซึ่งยังเป็น Sentiment หนุนให้ตลาดคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้
นอกจากนี้คาดตลาดจะเริ่มจับตาที่การประกาศผลการดำเนินงาน 2Q25 มากขึ้นหลังกลุ่มธนาคารจะรายงานกำไรทั้งหมดแล้วดีกว่าคาด 7% เราเชื่อว่าคาดการณ์กำไรในไตรมาสนี้ของตลาดจะค่อนไปในทาง Conservative ตามภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งอาจทำให้โอกาสที่กำไรจะออกมาต่ำกว่าคาดมีน้อยลง อย่างไรก็ตามโฟกัสสำคัญอยู่ที่แนวโน้มการเติบโตช่วง 2H25 จากผู้บริหารในการประชุมนักวิเคราะห์ว่าจะมองผลกระทบจากภาษีทรัมป์มากน้อยเพียงใด ซึ่งคาดว่ายังมีความไม่แน่นอนและยังมีความเสี่ยงที่ประมาณการ EPS ของ SET ปัจจุบันที่ 89 บาทยังมีโอกาสถูกปรับลง ในเชิงกลยุทธ์เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่ยัง Laggard ดัชนีในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีโอกาสที่จะ Outperform ระยะนี้
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 2Q25 แข็งแกร่ง มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : OSP
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24 บาท
• เบื้องต้นประเมินกำไรปกติ 2Q25 ลุ้นทรงตัว q-q ที่ระดับราว 970 ลบ. +5% y-y หนุนจากรายได้ที่ยังเติบโต ขณะที่ Margin ยังดีขึ้นจากปีก่อนจากต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง
• ด้านส่วนแบ่งตลาดเชิงปริมาณล่าสุดเดือน มิ.ย. OSP ยังทรงตัว m-m ที่ 30.1% ได้ส่วนมูลค่าตลาดเครื่องดื่นชูกำลัง +3% y-y ภาพรวมหากกำไร 2Q25 ตามคาดจะทำให้ 1H25 คิดเป็น 60-65% ของประมาณการทั้งปีที่ 3 พันลบ. สะท้อนว่าประมาณการอาจมี Upside
• แนวรับ 16-15.70 บาท แนวต้าน 17//17.40 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ผันผวน ดัชนีฯ ขึ้นมามาก และรอข่าวสำคัญของตลาด 2 เรื่อง โดยตลาดหุ้นไทย น่าจะเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเข้ามา ตลาดหันมารอดูผลเจรจาการค้าและ ผู้ว่า ธปท.คนใหม่ ที่จะทราบชื่อวันนี้(22) ซึ่งจะมีผลต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มใหญ่ของตลาด …. หากดัชนีฯ ยืนเหนือ 1200 จุดได้ 3 วัน จะเป็นสัญญาณที่ดีของตลาด
• ดีลการค้าสหรัฐฯ เป็นประเด็นต้องติดตามต่อเนื่อง โดนัลด์ ทรัมป์ ทยอยประกาศ Tariff Rate กลับกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักไปบ้างแล้ว โดยในกลุ่ม ASEAN จะถูกเก็บอยู่ในช่วงประมาณ 20% ซึ่งคาดว่าผลการเจรจาของไทยจะออกมาในช่วง Rate เดียวกัน นอกจากนี้โดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศเตรียมใช้ industry-specific tariffs ร่วมกับภาษีรายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้พร้อมกัน 1 ส.ค.นี้ ตลาดยังกังวลเรื่องภาษีการค้าเป็นประเด็นสำคัญอยู่
• การรายงานผลประกอบการหุ้นสหรัฐฯ หุ้นใหญ่ประกาศในสัปดาห์นี้ ได้แก่ GOOG(23 ก.ค.), TSLA(23 ก.ค.) ซึ่งคาดหุ้นส่วนใหญ่ผลประกอบการจะออกมาดี (ยกเว้นหุ้นกลุ่มน้ำมัน) โดยกำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะขยายตัวราว 5% …. เราคาดว่า บริษัทส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่า ทั้งนี้ตลาดมุ่งให้ความสนใจที่ข้อตกลงการระหว่างสหรัฐฯ-สหภาพยุโรป (EU)
• การประชุมครม. วันนี้ มีกำหนดหารือเคาะรายชื่อแต่งตั้งผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ หลังจากถูกเลื่อนเมื่อการประชุมสัปดาห์ก่อน แคนดิเดต 2 ท่าน ได้แก่ ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส และนายวิทัย รัตนากร เป็นหนึ่งในการแต่งตั้งครั้งสำคัญ ที่จะส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของไทย ซึ่งหลังรับตำแหน่งจะเหลือการประชุมกนง. 2 ครั้ง (8 ต.ค., 17 ธ.ค.) นักลงทุนเก็งลดดอกเบี้ยนโยบาย…… หากวันนี้ นายวิทัย ไม่ได้เป็นผุ้ที่รับตำแหน่งนี้ อาจมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่ได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง
• การเมืองไทย ยังอยู่ในโหมดสูญญากาศทางการเมือง ไปจนถึงปลายเดือน มีคำร้องหรือคดี ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับนายกฯ อยู่ถึง 3 เรื่อง (คลิปเสียง+ม.112+ชั้น14) ผลของคำตัดสิน ย่อมมีผลต่อตลาดหุ้น ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะตัดสินคำร้องคลิปเสียงของนายกฯ ก่อนคดีอื่นๆ (อาจจบไม่เกินกลางเดือน ส.ค.) หากมีเหตุให้นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่ง จะเป็นความเสี่ยงของตลาด
• DAOL ประเมินกำไรตลาด 2Q/25 ไว้อยู่ในช่วง 2.1-2.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q/25 ที่ 2.82 แสนล้านบาท …. กำไรกลุ่มธนาคาร ส่งงบครบแล้วที่ 6.5 หมื่นล้านบาท +4% yoy ; -3 qoq ดีกว่าที่ตลาดคาด และคาดว่าจะมีการทยอยประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลตามมา
• โครงการไฟฟ้าพลังน้ำของจีน: จีนได้เริ่มโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่บนแม่น้ำยาร์ลุงซางโป (Yarlung Tsangpo) ในทิเบต มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านหยวน ซึ่งส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและโลหะในตลาดจีน อย่างไรก็ตาม โครงการนี้สร้างความกังวลให้กับอินเดียและบังคลาเทศซึ่งเป็นประเทศปลายน้ำ
• Event วันนี้ : คำกล่าวของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed, การประชุม ครม.
Technical : BCH, KAMART
#ทันหุ้น -บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) ประเมิน SET Index มองกรอบ SET Index ณ ระดับ 1,200-1,225 จุด กรอบเดิม หลัง SET ทะลุผ่าน 1,200 จุดขึ้นมาได้ โดย ภาพใหญ่จับตาการเจรจาไทย-สหรัฐฯ, จับตาประชุม ครม. 22 ก.ค.พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง เสนอชื่อผู้ว่า ธปท.คนใหม่ นั่นคือ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ รายงายงบ 2Q25 นำโดย
1) SCB: รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการของเราในไตรมาส 2/2568 ถึง 18.4% และสูงกว่าประมาณการของ Bloomberg Consensus ถึง 17.4%
2) KTC: รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท (+3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, +1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน)
3) KKP: รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ของ KKP อยู่ที่ 1.41 พันล้านบาท สูงกว่าประมาณการของเราในไตรมาส 2/2568 ถึง 40% และสูงกว่าประมาณการของ Bloomberg อยู่ 27.5%
4) KBANK: รายงานกำไรสุทธิลดลง 1.3% จากปีก่อน และ 9.4% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 1.249 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2568 ซึ่งสูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ 15.7% แต่สอดคล้องกับประมาณการของ Bloomberg
หุ้นแนะนำ
MOSHI : เราคาดว่า MOSHI จะทำกําไรสุทธิ 128 ล้านบาท (+57% yoy, -18% qoq) ใน 2Q25 จาก SSSG ที่แข็งแกร่ง, GPM ที่เพิ่มขึ้นและ Operating leverage ทีดีขึ้น การท่องเที่ยวที่ซบเซามีผลกระทบต่อ MOSHI จำกัด และ SSSG น่าจะยังแข็งแกร่งใน 3Q25 รวมทั้ง outperform ผู้ค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือยส่วนใหญ่ (Take profit : 41.00 / Stop loss : 39.50)
KKP : รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ของ KKP อยู่ที่ 1.41 พันล้านบาท สูงกว่าประมาณการของเราในไตรมาส 2/2568 ถึง 40% โดย อัตราส่วน NPL ที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนในไตรมาส 2/2568 เป็นผลมาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อ SME (Take profit : 51.25 / Stop loss : 50.25)