ไต่สวนนัดที่ 5 คดีชั้น 14 แพทย์ยัน ‘ผ่าตัดจริง’ แต่ปมป่วยวิกฤติ-อาการทุเลา ยังไม่เคลียร์
ปริศนาคดีชั้น 14 “ห้องพักวีไอพี” หรือ “ห้องพยาบาลทั่วไป” ใครเป็นคนเลือกชั้น 14 และอาการผ่าตัดแต่ละช่วง คือประเด็นของการไต่สวนนัดที่ 5 แพทย์ยืนยัน ‘ผ่าตัดจริง’ แต่ปมป่วยวิกฤติ-อาการทุเลาหรือไม่ ยังไม่เคลียร์ โดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า เรียบเรียงข้อมูลเบื้องต้น และหลีกเลี่ยงรายละเอียดบางส่วนที่กระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร”
ใจความของการไต่สวนในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เป็นการหาข้อเท็จจริงตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นคืนที่นายทักษิณ ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลตำรวจ และสิ้นสุดช่วงวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่นายทักษิณได้รับการพักโทษ และออกจากชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยมุ่งไปที่การซักประวัติทางการแพทย์ การดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนและกระบวนการของโรงพยาบาล หลักการแพทย์ หลักการทำงานของแพทย์ ระบบการทำงานของโรงพยาบาลตำรวจ และวิธีการจัดหายา ประกอบกับอำนาจทางกฎหมายของบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงคำสั่งห้ามมิให้บุคคลภายนอกที่เข้าฟังการไต่สวนจดบันทึกคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารที่ศาลไต่สวน เนื่องจากอาจกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคล
ทั้งนี้ 6 ปากที่เบิกความต่อศาล ตามลำดับ ดังนี้
- พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) – แพทย์ผู้ได้รับรายงานการแอดมิทของนายทักษิณ ในช่วงเช้าของวันที่ 23 สิงหาคม 2566
- พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ
- พ.ต.อ. นพ. ชนะ จงโชคดี นายแพทย์ (สบ 5) โรงพยาบาลตำรวจ – แพทย์เจ้าของเคสนายทักษิณ (แพทย์เวรรายแรก) ผู้เข้าไปดูอาการผู้ป่วยวิกฤติยับตั้งแต่เข้า รพ.ตำรวจ
- พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ รอง พตร. – แพทย์ผู้ช่วยด้านการผ่าตัดอาการหนึ่งชองนายทักษิณ และหนึ่งในผู้ออกใบรับรองแพทย์
- พล.ต.ต.ศุภฤกษ์ พัฒนปรีชากุล นายแพทย์ (สบ 7) – แพทย์ผู้ให้คำปรึกษาอาการวิกฤติอาการหนึ่ง
- พล.ต.ท.สุรพล เกษประยูร
โควิดเป็นเหตุ สู่ห้องพัก ‘พิเศษ’ ชั้น 14
ประเด็นแรกเป็นการซักข้อมูลเหตุการณ์เบื้องต้นว่า แพทย์แต่ละรายทราบข่าวของนายทักษิณเมื่อใด พบเจอช่วงเวลาใด สถานที่ใด และใครมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยอย่างไรบ้าง โดยแพทย์ที่เกี่ยวข้องต่างเล่าเรื่องราวซึ่งสรุปได้ว่า หลังจากนายทักษิณเข้าไปที่ รพ.ตำรวจ ได้มีเจ้าหน้าที่ระดับธุรการติดต่อไปยังแพทย์เวรที่เชี่ยวชาญด้านสมองและไขสันหลัง ให้เข้าไปดูอาการของผู้ป่วย แพทย์เวรรายนี้จึงให้ข้อมูลอาการกับแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ต่อมาแพทย์คนอื่นๆ จึงรับรู้อาการตามลำดับว่าผู้ป่วยรายนี้มีอาการวิกฤติอย่างไร ที่สำคัญมีการยืนยันว่าไม่มีใครทราบมาก่อนว่าจะมีผู้ป่วยรายนี้เข้ามาที่ชั้น 14 และไม่มีการจัดเตรียมห้องพักไว้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ศาลตั้งข้อสังเกตถึงภาวะวิกฤติ แม้จะมีการติดต่อแพทย์ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ความเชี่ยวชาญของแพทย์ดูจะไม่สอดคล้องกับอาการป่วยของนายทักษิณ โดยความเกี่ยวข้องที่ใกล้เคียงที่สุดคือ หน้าที่แพทย์เวรที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลานั้นอย่างประจวบเหมาะ
ประเด็นคือ กระบวนการส่งตัวผู้ต้องขังจากเรือนจำไปยังโรงพยาบาลตำรวจจะต้องส่งตัวไปยังห้องพักที่กำหนด แต่กรณีนี้ได้จัดไปที่ห้องพักแยกที่ไม่ตรงตามระเบียบ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจดังกล่าวต้องมีระดับ สบ 8 นำมาสู่คำถามและคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลว่า ห้องพักในโรงพยาบาลตำรวจเป็นอย่างไร มีกี่ห้อง แบ่งเป็นกี่ประเภท มีกี่อาคาร และแท้จริงแล้วห้องพักชั้น 14 เป็นห้องพักแบบไหน อย่างไร ‘ธรรมดา หรือ พิเศษ’ พร้อมทั้งขอให้เปิดเผยรายชื่อคนไข้และผู้ต้องขังรายก่อนหน้านี้ที่เคยมารักษาตัวที่ห้องพักขั้น 14 ทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อเทียบเคียงว่าการจัดห้องพักในครั้งนี้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่
“โควิด-19” คือคำชี้แจงสำคัญของประเด็นดังกล่าว เนื่องจากช่วงปี 2566 ยังเป็นช่วงที่ไวรัสยังรุนแรง แม้สถานการณ์ภายนอกจะคลี่คลายลง แต่สถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับระบบของโรงพยาบาล ทำให้ต้องจัดห้องพักให้ผู้ป่วยทุกรายและทุกห้อง
3 อาการป่วยวิกฤติ และข้อมูลส่วนบุคคล
อาการป่วยที่ได้รับวินิจฉัยว่า ‘วิกฤติ’ มีอย่างน้อย 3 อาการ ทั้งหมดแพทย์วินิจฉัยว่าต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
- อาการแรก ความเสี่ยงต่ำ นับเป็นการผ่าตัดเล็ก แต่ยังต้องได้รับการผ่าตัด และแพทย์ได้ผ่าตัดเพื่อทำการรักษาเรียบร้อย
- อาการที่สอง ความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง (ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่สามารถรักษาได้) แต่นายทักษิณปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีที่แพทย์ระบุ แพทย์จึงให้ยาเพื่อทำการรักษาแทน
- อาการที่สาม ความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่ โดยแพทย์รายหนึ่งให้ข้อมูลว่า อาการนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นายทักษิณพักอยู่ในชั้น 14 ภายหลังได้รับการผ่าตัดเรียบร้อย
“นัยสำคัญของประเด็นอาการป่วย คือความเห็นของแพทย์ที่มีต่อบันทึกการรักษาในแต่ละช่วง ไม่ว่าจะเป็น progress note และ nurse note โดยศาลใช้เวลาส่วนใหญ่ของการไต่สวนในครั้งนี้ไปกับการซักถามว่า อาการ (แต่ละช่วง) วิกฤติหรือไม่ ทุเลาลงหรือไม่ ทุเลาแล้วยังมีวิกฤติอีกหรือไม่”
คำตอบมีทั้งวิกฤติและไม่วิกฤติ แต่แพทย์ทั้งหมดต่างตอบทำนองเดียวกันในลักษณะว่าการวินิจฉัยอาการป่วยต้องดูเงื่อนไขต่าง ๆ ด้วย เช่น ประวัติการรักษาในอดีต อาการแทรกซ้อน ฯลฯ แต่แพทย์บางรายไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าวิกฤติหรือไม่ เนื่องจากไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ
อีกตัวชี้วัดคือ นายทักษิณนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาหรือไม่ เห็นคนไข้อย่างไร ช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ ทำอะไรในห้องพักบ้าง เดินไปเดินมาหรือนั่งโซฟาด้วย
ในการไต่สวนยังมีการเปิดเผยข้อมูล ‘ใบเสร็จ’ พร้อมคำถามเรื่อง ‘ยา’ ที่ระบุในใบเสร็จว่ายาเหล่านี้สามารถหาซื้อข้างนอกได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังระบุว่า จากใบเสร็จทั้งหมด 26 ใบ มีเพียง 9 ใบที่ระบุค่าใช้จ่ายเรื่องยาและรายละเอียดยา ส่วนที่เหลือ 17 ใบ เป็นค่าใช้จ่ายห้องพักและอาหาร
ระหว่างการไต่สวน “พ.ต.อ. นพ. ชนะ จงโชคดี” มีท่าทีประหม่า สังเกตได้จากคำพูดและน้ำเสียงขณะเบิกความ บางครั้งเบิกความตะกุกตะกัก หรือขอให้ศาลทวนคำถามอยู่หลายครั้ง ที่สำคัญเมื่อศาลถามใจความว่าพยานทราบหรือไม่กับข้อกฎหมาย และผลที่ตามมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ ทำให้พ.ต.อ. นพ. ชนะ ขอเวลาศาลสักครู่หนึ่ง และเงียบไปราว 10 วินาที ก่อนจะตัดพ้อถึงหน้าที่และบทบาทความเป็นแพทย์ที่ควรจะมีหน้าที่รักษาคนไข้ตามวิชาชีพ ไม่ใช่มาขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนี้
เทียบเคียงการ (เลือก) ปฏิบัติ ระหว่าง ‘ทักษิณ’ กับคนไข้ทั่วไป
ส่วนพยานที่อาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่พยานปากเอก เนื่องจากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางกฎหมายโดยตรง แต่เกี่ยวข้องเพราะเป็นแพทย์ผู้ร่วมรักษา-ผ่าตัดนายทักษิณ
กลุ่มแพทย์ผู้ร่วมรักษาในอาการที่แตกต่างกัน ต่างยืนยันว่านายทักษิณป่วยจริง และได้ทำการรักษา-ผ่าตัดจริงตามอาการ จากนั้นศาลมุ่งเน้นไปที่ระยะเวลารักษาและพักฟื้น ความเสี่ยง และความจำเป็นในการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ
ตั้งแต่คืนวันที่ 23 สิงหาคม 2566 จนถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2566 แพทย์ได้อ่านบันทึกการแพทย์และให้ข้อมูลตรงกันว่าอาการทุเลาแล้ว หากเป็นคนไข้ทั่วไป สามารถกลับไปรักษาต่อที่บ้านได้
ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้จำเลยนำศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม เข้าไต่สวนในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อความเป็นธรรมของจำเลย”
‘ชาญชัย’ ร้องค้านทนาย ‘ทักษิณ’ ขอศาลไต่สวนลับ คดีชั้น 14 ชี้อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ
เรื่องเล่านาทีชีวิต “ผู้ป่วยวิกฤติ” จากเรือนจำกรุงเทพฯ ถึงห้องพัก ชั้น 14 รพ. ตำรวจ
คดีชั้น 14 “ป่วยวิกฤติ” ให้ออกซิเจน-ใช้เวลา 2.20 ชม. จากเรือนจำกรุงเทพฯ ถึง รพ. ตำรวจ
ศาลฎีกาเลื่อนฟังคำสั่งคดี “กรมราชทัณฑ์” นำ “ทักษิณ” รักษาตัว รพ. ตำรวจ – ขัด ป.วิอาญา?
“ชาญชัย” เตรียมฟ้อง “ราชทัณฑ์” ปมให้ “ทักษิณ” รักษาตัว รพ.ต่อ – ขัด ป.วิอาญาฯ?