สภาอุตฯ ฉายเศรษฐกิจโลก เตือนรบ.ใหม่ อย่าใช้ยาแรงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หวั่นSME ‘หัวใจวาย’
สภาอุตฯ ฉายเศรษฐกิจโลก เตือนรบ.ใหม่ อย่าใช้ยาแรงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หวั่นเอสเอ็มอี ‘หัวใจวาย’
เมื่อ เวลา 09.40 น. วันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา“Thailand : Take off” โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวในหัวข้อ “อุตสาหกรรมไทย ติดปีก โกอินเตอร์” ว่า สิ่งที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ฉายภาพมาเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ตรงกับที่ทาง ส.อ.ท.มีการประเมินในทุกเดือน ความกังวลและความห่วงใยก็มีความคล้ายกัน
โดยมองว่าเครื่องยนต์ที่เคยเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญ คือภาคการส่งออก คงจะไม่ได้เป็นตัวที่สร้างตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรมของประเทศ (จีดีพี) เสียเท่าไหร่ เนื่องจากเหตุการณ์ในโลกเปลี่ยนไปเยอะ กำลังซื้อในทั่วโลกก็ลดลง โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) เพราะฉะนั้นจะเห็นตั้งแต่ปลายปี 2565 หรือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้วประมาณ 7-8 เดือน การส่งออกยังติดลบอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ทาง กกร. ได้มีการประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดอยู่ตลอด และคาดว่าการส่งออกในปี 2566 ดีที่สุดคือเสมอตัว หรือประมาณ 0% หรือติดลบ 1% ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตอนนี้เราก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่เป็นปัญหาสำคัญ และเราจะเห็นตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ และอียู แต่ตัวเลขดอกเบี้ยของสหรัฐ ดูดีขึ้นนิดหน่อย เพราะว่าตอนแรกในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตอนแรกงสหรัฐคาดว่าจะมีการประกาศ แต่ตอนนี้ได้หยุดชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้มีกรออกมาประกาศว่าจะไม่ปรับ แต่คาดว่าสินปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นอีก 0.50% โดยจะเป็นการปรับขึ้น 0.25% 2 ครั้ง เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าแม้สหรัฐฯ จะสามารถแก้ไขเรื่องพลังงานได้ แต่ว่าการจ้างงาน หรือการสร้างงานใหม่ๆ ที่สหรัฐไม่ได้สร้างแรงงานใหม่มานาน ดังนั้น จากดีมานตรงนี้จะมีผลต่อค่าจ้างแรงงานที่ไม่ลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่
“ส่วนทางด้านอียูเห็นได้ชัดเลยว่ายังอ่วม จากกรณีสงครามรัสเซียกับยูเครน ไม่เพียงแต่อยู่เครนแต่ทุกประเทศก้ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จึงส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกไม่ดี ทำให้ล่าสุด ส.อ.ท. มีการประกาศดัชนีความเชื่อมั่น พบว่าจากเดือนก่อนหน้านี้มี 19 กลุ่มอุตสาหกรรม จากทั้งหมด 45 กลุ่มอุตสาหกรรม ออเดอร์ลดลงจากการผลิตเพื่อการส่งออก ต้องเปลี่ยนเป็นผลิตเก็บสต็อก เพื่อรอการส่งออก เป็นการรักษาสภาพการจ้างงานและรักษาการทำงาน แต่อาจมีการจ้างทำล่วงเวลา (โอที) น้อยลง และเป็นการผลิตเก็บสต็อกแบบต่ำๆ ไว้ก่อน
ยกตัวอย่าง ช่วงที่ผ่านมามีออเดอร์เข้ามา ในเดือนก่อนหน้านั้น เป็นการผลิตเพื่อส่งออก แต่ตอนนี้เป็นผลิตเก็บ แต่ปัจจุบันมีอุสาหกรรมที่ต้องผลิตเก็บเพิ่มอีก 6 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมเป็น 25 กลุ่มอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นจะเห็นความอ่อนตัวของกำลังซื้อที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ลุ้นว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จะเป็นช่งที่สต็อกที่เตรียมไว้หมด และมีออเดอร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา และเริ่มรีสต็อกใหม่ ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่การบริโภคจะเป็นอีกเครื่องยนต์หนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะจากการเปิดประเทศเริ่มเห็นชัด รวมถึงการท่องเที่ยวปีนี้จะเป็นหัวใจสำคัญ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยประมาณ 28-30 ล้านคน มีโอกาสเป็นไปได้” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ นายพิธา ได้มีการประชุมและลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับอีก 8 พรรคการเมือง ในการเซนเอ็มโอยู 23 ข้อ เมื่อวันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2566 คณะแรกที่มาพบคือ ส.อ.ท. ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการประสานมาก่อน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2566 ว่า หลังจากที่เซนเอ็มโอยู คณะแรกที่อยากมาเข้าพบคือ ส.อ.ท. จึงเป็นที่มาของการนัดคุยเป็นการภายใน
โดยมีการพูดคุยตั้งแต่ 10.00-12.00 น. หรือเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งนายพิธา มาพร้อมกับทีมเศรษฐกิจ ซึ่งตนได้เชิญ คณะกรรมการบริหาร โดยเฉพาะรองประธานต่างๆ เข้ามาร่วมคุยด้วย หัวข้อคือการสร้างความมั่นใจ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนายพิธา มองว่าภาคอุตสาหกรรมเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เป็นที่ทราบกันว่าภาคอุตสาหกรรม มีส่วนช่วยในการกระตุ้นจีดีพีของประเทศ กว่า 40% ซึ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อคน ทุกท่านคงเห็นอยู่แล้วว่าช่วงที่พรรคก้าวไกล มาใช้แคมเปญนี้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.อ.ท. ได้แสดงความกังวล แต่ไม่ได้กังวลต่อเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่กังวลว่าการขึ้นแบบกระชากที่เดียวจากประมาณ 300 บาทต่อคน เป็น 450 บาทต่อคน หรือขึ้นทีเดียวกว่า 35% ยาแรงขนาดนี้ ผู้ใช้แรงงานคงชอบ แต่ยาแรงจะทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อาจจะช็อคและหัวใจวายได้
“ผมเชื่อว่าเขาจะเอาไปพิจารณา และไปชั่งน้ำหนักดูผลดีผลเสีย แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นคนหนุ่มไฟแรง แต่ผมคิดว่าเป็นคนหนุ่มที่มีความรู้และเข้าใจได้ หวังว่าจะนำสิ่งที่มาคุยไปพิจารณาอย่างรอบครอบ เพราะจริงๆ แล้ว ท้ายสุดผู้ประกอบการไปไม่ไหว ก็จะส่งผลให้ลูกจ้างตกงานกันหมด จึงอยากให้มองทุกองค์ประกอบ ส่วนการที่พรรคก้าวไกลเคยพูดว่าจะใช้นโยบายลดค่าไฟ และให้เพิ่มค่าแรง นั้น ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวต้องทำควบคู่กัน อย่าใช้ยาแรงได้หรือไม่ เพราะถ้าแรงเกินไปหัวใจวายได้เลย มองว่าควรให้ยาเป็นระยะ เพราะฉะนั้นการใช้ทฤษฎีใหม่ ที่ไม่มีความสุ่มเสี่ยง และมีความรอบคอบ
แต่ไม่ใช่ว่าการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ใช่ว่าทุกอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบ เพราะใน 45 กลุ่มอุตสาหกรรม เพราะอีกว่า 10 อุตสาหกรรม ที่เป็นกลุ่มสินค้าที่มูลค่าเพิ่ม หรือกลุ่มไฮเทค จ่ายค่าจ้างวันละ 800-900 บาทต่อคน แต่ยังหาคนเข้ามาทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่อง Pay by Skills จึงเป็นหัวใจสำคัญ เรื่องการศึกษาปรับโครงสร้างในการพัฒนาบุคคลากรสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้น การที่เราจะไปในอุตสาหกรรมใหม่ๆ มันคงเป็นแค่พรีเซนเทชั่น แต่ทำจริงจะหาแรงงานมาจากที่ไหน ตรงนี้ในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องให้เวลาเป็นพิเศษ” นายเกรียงไกร กล่าว
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เลขาฯสภาพัฒน์ ขอรีแคป ก่อนเทคออฟ ลุ้นจีดีพี 2.7% ห่วงส่งออก แนะปรับโครงสร้างอุตฯ-ขยายท่องเที่ยว
- ดนุชา ชี้โอกาสลงทุน หลังรถอีวีบูม มอง ‘รัฐสวัสดิการ’ คลังต้องแข็ง แนะขยายฐานภาษี
- ดนุชา มั่นใจปี’66 ศก.ไปได้ ห่วงหนี้ครัวเรือน ชี้นโยบายตปท. ต้องสร้างเซฟโซน ดึงอุตฯดิจิทัล
- ‘เฟทโก้’ คาดสหรัฐดันหุ้นกระทิงอีกรอบ หลายปัจจัยเสี่ยงคลายตัว สบช่องนักลงทุนไทย
- สันติธาร เทียบเศรษฐกิจไทย คือ ‘นักกีฬาสูงวัย’ แนะโค้ชใหม่ลุย 5 ข้อ เลิกเป็นตัวสำรอง