โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาอุตฯ ฉายเศรษฐกิจโลก เตือนรบ.ใหม่ อย่าใช้ยาแรงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หวั่นSME ‘หัวใจวาย’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 มิ.ย. 2566 เวลา 10.02 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2566 เวลา 09.59 น.

สภาอุตฯ ฉายเศรษฐกิจโลก เตือนรบ.ใหม่ อย่าใช้ยาแรงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หวั่นเอสเอ็มอี ‘หัวใจวาย’

เมื่อ เวลา 09.40 น. วันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา“Thailand : Take off” โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวในหัวข้อ “อุตสาหกรรมไทย ติดปีก โกอินเตอร์” ว่า สิ่งที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ฉายภาพมาเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ตรงกับที่ทาง ส.อ.ท.มีการประเมินในทุกเดือน ความกังวลและความห่วงใยก็มีความคล้ายกัน

โดยมองว่าเครื่องยนต์ที่เคยเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญ คือภาคการส่งออก คงจะไม่ได้เป็นตัวที่สร้างตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรมของประเทศ (จีดีพี) เสียเท่าไหร่ เนื่องจากเหตุการณ์ในโลกเปลี่ยนไปเยอะ กำลังซื้อในทั่วโลกก็ลดลง โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) เพราะฉะนั้นจะเห็นตั้งแต่ปลายปี 2565 หรือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้วประมาณ 7-8 เดือน การส่งออกยังติดลบอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ทาง กกร. ได้มีการประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดอยู่ตลอด และคาดว่าการส่งออกในปี 2566 ดีที่สุดคือเสมอตัว หรือประมาณ 0% หรือติดลบ 1% ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตอนนี้เราก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่เป็นปัญหาสำคัญ และเราจะเห็นตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ และอียู แต่ตัวเลขดอกเบี้ยของสหรัฐ ดูดีขึ้นนิดหน่อย เพราะว่าตอนแรกในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตอนแรกงสหรัฐคาดว่าจะมีการประกาศ แต่ตอนนี้ได้หยุดชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้มีกรออกมาประกาศว่าจะไม่ปรับ แต่คาดว่าสินปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นอีก 0.50% โดยจะเป็นการปรับขึ้น 0.25% 2 ครั้ง เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าแม้สหรัฐฯ จะสามารถแก้ไขเรื่องพลังงานได้ แต่ว่าการจ้างงาน หรือการสร้างงานใหม่ๆ ที่สหรัฐไม่ได้สร้างแรงงานใหม่มานาน ดังนั้น จากดีมานตรงนี้จะมีผลต่อค่าจ้างแรงงานที่ไม่ลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่

“ส่วนทางด้านอียูเห็นได้ชัดเลยว่ายังอ่วม จากกรณีสงครามรัสเซียกับยูเครน ไม่เพียงแต่อยู่เครนแต่ทุกประเทศก้ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จึงส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกไม่ดี ทำให้ล่าสุด ส.อ.ท. มีการประกาศดัชนีความเชื่อมั่น พบว่าจากเดือนก่อนหน้านี้มี 19 กลุ่มอุตสาหกรรม จากทั้งหมด 45 กลุ่มอุตสาหกรรม ออเดอร์ลดลงจากการผลิตเพื่อการส่งออก ต้องเปลี่ยนเป็นผลิตเก็บสต็อก เพื่อรอการส่งออก เป็นการรักษาสภาพการจ้างงานและรักษาการทำงาน แต่อาจมีการจ้างทำล่วงเวลา (โอที) น้อยลง และเป็นการผลิตเก็บสต็อกแบบต่ำๆ ไว้ก่อน

ยกตัวอย่าง ช่วงที่ผ่านมามีออเดอร์เข้ามา ในเดือนก่อนหน้านั้น เป็นการผลิตเพื่อส่งออก แต่ตอนนี้เป็นผลิตเก็บ แต่ปัจจุบันมีอุสาหกรรมที่ต้องผลิตเก็บเพิ่มอีก 6 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมเป็น 25 กลุ่มอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นจะเห็นความอ่อนตัวของกำลังซื้อที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ลุ้นว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จะเป็นช่งที่สต็อกที่เตรียมไว้หมด และมีออเดอร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา และเริ่มรีสต็อกใหม่ ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่การบริโภคจะเป็นอีกเครื่องยนต์หนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะจากการเปิดประเทศเริ่มเห็นชัด รวมถึงการท่องเที่ยวปีนี้จะเป็นหัวใจสำคัญ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยประมาณ 28-30 ล้านคน มีโอกาสเป็นไปได้” นายเกรียงไกรกล่าว

นายเกรียงไกรกล่าวว่า เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ นายพิธา ได้มีการประชุมและลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับอีก 8 พรรคการเมือง ในการเซนเอ็มโอยู 23 ข้อ เมื่อวันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2566 คณะแรกที่มาพบคือ ส.อ.ท. ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการประสานมาก่อน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2566 ว่า หลังจากที่เซนเอ็มโอยู คณะแรกที่อยากมาเข้าพบคือ ส.อ.ท. จึงเป็นที่มาของการนัดคุยเป็นการภายใน

โดยมีการพูดคุยตั้งแต่ 10.00-12.00 น. หรือเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งนายพิธา มาพร้อมกับทีมเศรษฐกิจ ซึ่งตนได้เชิญ คณะกรรมการบริหาร โดยเฉพาะรองประธานต่างๆ เข้ามาร่วมคุยด้วย หัวข้อคือการสร้างความมั่นใจ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนายพิธา มองว่าภาคอุตสาหกรรมเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เป็นที่ทราบกันว่าภาคอุตสาหกรรม มีส่วนช่วยในการกระตุ้นจีดีพีของประเทศ กว่า 40% ซึ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อคน ทุกท่านคงเห็นอยู่แล้วว่าช่วงที่พรรคก้าวไกล มาใช้แคมเปญนี้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.อ.ท. ได้แสดงความกังวล แต่ไม่ได้กังวลต่อเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่กังวลว่าการขึ้นแบบกระชากที่เดียวจากประมาณ 300 บาทต่อคน เป็น 450 บาทต่อคน หรือขึ้นทีเดียวกว่า 35% ยาแรงขนาดนี้ ผู้ใช้แรงงานคงชอบ แต่ยาแรงจะทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อาจจะช็อคและหัวใจวายได้

“ผมเชื่อว่าเขาจะเอาไปพิจารณา และไปชั่งน้ำหนักดูผลดีผลเสีย แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นคนหนุ่มไฟแรง แต่ผมคิดว่าเป็นคนหนุ่มที่มีความรู้และเข้าใจได้ หวังว่าจะนำสิ่งที่มาคุยไปพิจารณาอย่างรอบครอบ เพราะจริงๆ แล้ว ท้ายสุดผู้ประกอบการไปไม่ไหว ก็จะส่งผลให้ลูกจ้างตกงานกันหมด จึงอยากให้มองทุกองค์ประกอบ ส่วนการที่พรรคก้าวไกลเคยพูดว่าจะใช้นโยบายลดค่าไฟ และให้เพิ่มค่าแรง นั้น ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวต้องทำควบคู่กัน อย่าใช้ยาแรงได้หรือไม่ เพราะถ้าแรงเกินไปหัวใจวายได้เลย มองว่าควรให้ยาเป็นระยะ เพราะฉะนั้นการใช้ทฤษฎีใหม่ ที่ไม่มีความสุ่มเสี่ยง และมีความรอบคอบ

แต่ไม่ใช่ว่าการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ใช่ว่าทุกอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบ เพราะใน 45 กลุ่มอุตสาหกรรม เพราะอีกว่า 10 อุตสาหกรรม ที่เป็นกลุ่มสินค้าที่มูลค่าเพิ่ม หรือกลุ่มไฮเทค จ่ายค่าจ้างวันละ 800-900 บาทต่อคน แต่ยังหาคนเข้ามาทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่อง Pay by Skills จึงเป็นหัวใจสำคัญ เรื่องการศึกษาปรับโครงสร้างในการพัฒนาบุคคลากรสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้น การที่เราจะไปในอุตสาหกรรมใหม่ๆ มันคงเป็นแค่พรีเซนเทชั่น แต่ทำจริงจะหาแรงงานมาจากที่ไหน ตรงนี้ในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องให้เวลาเป็นพิเศษ” นายเกรียงไกร กล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...