45 ปี ซีไรต์ วรรณกรรมสะท้อนสังคม ในสายธารแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผู้เขียน : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่
เกือบครึ่งศตวรรษที่ “รางวัลซีไรต์” ทำหน้าที่คัดสรรวรรณกรรม ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ ที่ทรงคุณค่าทางวรรณศิลป์ เป็นเรื่องราวสะท้อนสังคมและการเมืองเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2522 ผ่านสายธารแห่งการเปลี่ยนแปลงจากยุคเริ่มต้น รุ่งเรือง สู่วันนี้ “45 ปี ซีไรต์มาไกลมาก”
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา” นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย “นางสาวจุฑาทิพย์ สุกาญจนาเศรษฐ์” กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการบริหาร บริษัท สยามจุลละมณฑล จำกัด ในฐานะผู้จัดงานครบรอบ 45 ปี ซีไรต์ย้อนวันวานความโด่งดังซีไรต์ยุคเริ่มต้น
ผศ.ดร.ธเนศเล่าความเป็นมาของรางวัลซีไรต์ ตั้งแต่ปี 2522 ว่า ก่อนมีซีไรต์ บริบทการเมืองและสังคมไทยในปี 2516-2519 เป็นยุคแห่งวรรณกรรมเพื่อชีวิตของคนเดือนตุลาฯ ที่เขียนเกี่ยวกับการต่อสู้ การถูกกดขี่ ประชาธิปไตย และเผด็จการ คนอ่าน ศรีบูรพา, เสนีย์ เสาวพงศ์, จิตร ภูมิศักดิ์ และลาว คำหอม
หนังสือเหล่านี้คุณภาพเข้มข้นไปด้วยการต่อสู้ของชนชั้นล่าง แม้อ่านยากเพราะเป็นเชิงสัญลักษณ์ เสียดสี นโยบายการพัฒนาประเทศในยุคนั้น แต่คนที่ไม่ได้เรียนเอกวรรณกรรมไทยก็อ่านกันอย่างกว้างขวาง
ช่วงนั้นมี “รางวัลวรรณกรรม สปอ.” ที่จัดโดยองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEATO เป็นความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับอเมริกาในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แม้จัดเพียง 3 ปีแต่ก็มีนิยายคุณภาพออกมาไม่น้อย เช่น เรือมนุษย์ ของ กฤษณา อโศกสิน, เขาชื่อกานต์ ของ สุวรรณี สุคนธา และจดหมายจากเมืองไทย ของ โบตั๋น
ซีไรต์ถือกำเนิดขึ้นภายใต้บริบทสังคมและการเมืองที่เงียบเหงาหลังปี 2519 สมาคมภาษาและหนังสือฯ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และโรงแรมโอเรียนเต็ล ร่วมกันจัดรางวัลนี้ขึ้น โดยขอความร่วมมือไปยังอาเซียน มีประเทศเข้าร่วม คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จนครบทุกประเทศในปัจจุบัน
“หลังปี 2519 ทุกอย่างเงียบไปหมดจนน่ากลัว หนังสือในยุคนั้นจึงกลายเป็นหนังสือประโลมโลก อ่านเล่น โรแมนติก หรือหนังสือเมียน้อยเมียหลวง ซีไรต์จึงมีความสำคัญต่อวงการวรรณกรรมไทยและสัมพันธ์กับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะของรอยต่อระหว่างวรรณกรรมเพื่อชีวิตสู่วรรณกรรมเชิงมนุษยนิยม”
ซีไรต์เป็นการประกวดหนังสือเล่ม คือ นวนิยาย กวีนิพนธ์ และเรื่องสั้น รางวัลนี้ดังมาก ผศ.ดร.ธเนศกล่าวตั้งแต่เล่มแรกคือ “ลูกอีสาน” ของ คําพูน บุญทวี โดยเฉพาะ “เพียงความเคลื่อนไหว” กวีนิพนธ์ ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ “ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง” ของ อัศศิริ ธรรมโชติ ที่มีกลิ่นอายของการเมืองในยุคนั้น
“คำพิพากษา” ของ ชาติ กอบจิตติ ก็สร้างปรากฏการณ์เช่นกัน โดยเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์แนวมนุษยนิยมที่พลอตแตกต่างจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตเดิม ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้วรรณกรรมหลังจากนั้นเป็นแนวปรัชญา ทั้ง “ซอยเดียวกัน” และ “ตลิ่งสูง ซุงหนัก” เป็นต้น
ซอยเดียวกัน ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ในปี 2527 ทำให้เกิดคำถามว่าควรได้รางวัลหรือไม่ นั่นแสดงว่าซีไรต์เป็นที่คาดหวังของสังคมแล้วว่าต้องเป็นวรรณกรรมที่สมบูรณ์ ทั้งด้านความคิดเชิงสังคม การเมือง แต่ซอยเดียวกันเป็นเรื่องสั้นที่ผ่อนคลายเกินไปในความคิดผู้อ่านยุคนั้น สุดท้ายกาลเวลาก็พิสูจน์ว่าซอยเดียวกันนั้นลึกซึ้งเพียงใด
ซีไรต์ยังขยายขอบฟ้าไปสู่อาเซียน อย่างน้อยที่สุดทำให้เรามีโอกาสได้รู้จักนักเขียนของเพื่อนบ้าน ว่าเขาคิดอะไร เขียนอะไร ต้องการแสดงออกอะไร ผู้ได้รางวัลมีหลายอาชีพ ทั้งนักกฎหมาย แพทย์ หรือคนทำงานเกี่ยวกับสมาคมกวีนิพนธ์ของประเทศนั้น ๆ ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดา
“สมัยก่อนวันประกาศรางวัลซีไรต์จะเป็นที่พูดถึงในสังคมและมีการฉลองกาล่าดินเนอร์ นำผู้ได้รางวัลทุกประเทศมารวมกันอย่างยิ่งใหญ่ จนกระทั่งยุคสมัยเปลี่ยนไป พฤติกรรมการอ่านของคนเริ่มเปลี่ยน รวมทั้งโควิด-19 ที่งดจัดกิจกรรม ไม่มีงานใหญ่ แถลงข่าวออนไลน์ ทุกอย่างจึงดรอปลง”
ซีไรต์ในปัจจุบันวรรณกรรมซับซ้อนเข้มข้น
วรรณกรรมซีไรต์ปัจจุบันซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะช่วง 10 ปีหลังจะมีนวัตกรรมมากตั้งแต่เรื่อง “แผ่นดินอื่น” ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ของคุณ เป็นแนวทดลองมากขึ้น อย่างวินทร์ เลียววาริณ และปราบดา หยุ่น ก็ทดลองเอาความรู้เชิงออกแบบมาใช้ในเชิงภาษา กลายเป็นเรื่องเล่าที่มีสีสัน
แม้พลอตเรื่องนิดเดียวแต่เล่าได้เยอะมาก หรือมาลา คำจันทร์ กับผลงาน “เจ้าจันทร์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน” ที่ใช้วรรณกรรมหลายประเภทมาผสมกัน ทั้งแนวโรแมนซ์ สัจนิยม ขนบนิราศ และนิทาน
ใกล้เข้ามาอีกของวีรพร นิติประภา เรื่อง “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” ที่มีวิธีเล่าเรื่องขั้นสุดยอด แฝงไปด้วยสัญลักษณ์ สลับตัดภาพไปมา แม้อ่านยากแต่สนุกมาก หรือจะเป็น “เดฟั่น เรื่องเล่าของตระกูลคนเฆี่ยนเสือจากไทรบุรี” โดย ศิริวร แก้วกาญจน์ ที่เอาความทรงจำรวมทั้งประวัติศาสตร์ที่เล่าไม่ได้และไม่ได้เล่า มานำเสนอให้คนปัจจุบันหวนไปศึกษา
45 ปี ซีไรต์ ภายใต้บริบทสังคมอันหลากหลาย
ผศ.ดร.ธเนศกล่าวว่า 45 ปีเป็นตัวเลขที่เหมาะจะเฉลิมฉลองอะไรสักอย่าง ซีไรต์ไม่ต้องเป็นกระแสก็ได้ เพราะสังคมนี้มีกระแสมากมายไปหมด แค่เป็นโอกาสที่ทำให้ซีไรต์ก้าวต่อไปและมีคนสนใจมากขึ้น หรือย้อนกลับไปอ่านซีไรต์เล่มก่อน ๆ ก็เพียงพอแล้ว
“เราไม่สามารถรู้เลยว่าคนรุ่นใหม่ยังอ่านวรรณกรรมหรือไม่ แต่หวังอยากให้อ่าน เราเชื่อว่ายังมีคนสนใจอยู่ เพียงแต่มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่ทุกอย่างอยู่ในเบ้าหลอมเดียวกัน ทุกวันนี้คือความหลากหลาย”
บรรยากาศปี 2516-2519 ถ้าเข้าร้านหนังสือคือ “สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง” ธงแดง ค้อนเคียว เต็มไปหมด ร้านไหนขายหนังสือน้ำเน่าจะถูกดูแคลนด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นทุกคนสนใจเศรษฐศาสตร์การเมือง เรื่องมาร์กซิสต์, เลนิน, วิทยากร เชียงกูล, สุชาติ สวัสดิ์ศรี หนังสือเหล่านี้ขายดีหมด
ขอให้ออกมาและมีชุดคำการต่อสู้ เช่น ทุนนิยม เสรีนิยม ไม่มีใครพูดถึงวรรณกรรมอย่างอื่นเลย ปัจจุบันต้องยอมรับว่าผู้อ่านวรรณกรรมมีความเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ต่อให้ประทับตราซีไรต์ก็ใช่ว่าทุกคนจะอ่านกัน
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้อ่านและนักเขียนหน้าใหม่ยังมีอยู่มาก แม้วิถีการเติบโตต่างกันในออนไลน์หรืออื่น ๆ สิ่งสำคัญคือ อยากให้อ่านหนังสือเยอะ ๆ ไม่จำเป็นต้องซีไรต์ก็ได้ ส่วนนักเขียนถ้าอยากเขียนก็ลงมือเขียนเลย อย่าพูดมาก แต่ให้อ่านและฟังให้มาก ผศ.ดร.ธเนศกล่าว
45 ปี ซีไรต์มาไกลมาก
นางสาวจุฑาทิพย์ ในฐานะผู้จัดงาน “45 ปี ซีไรต์มาไกลมาก” กล่าวว่า กิจกรรมไฮไลต์วาระ 45 ปี มีทั้งการอบรมออนไลน์ซีไรต์ศึกษา, ประกวดคอสเพลย์ในหัวข้อ ใครเป็นใครในวรรณกรรมซีไรต์, ซีไรต์ควิซ และการประกวดโปสเตอร์นิทรรศการภายใต้คอนเซ็ปต์ “ซีไรต์ในภาพจำกับจินตนาการของฉัน” เป็นภาพสะท้อนของผู้อ่านที่มีต่อซีไรต์ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ว่าซีไรต์เป็นอย่างไรบ้าง และอนาคตอยากเห็นซีไรต์เติบโตไปในทิศทางใด โดยเปิดให้ทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมแข่งขันกันทั่วประเทศ
การอบรมซีไรต์ศึกษาตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนเข้าร่วมทั้งหมด 500 คน เป็นกลุ่มอายุ 20-30 ปี 30% อายุ 30-40 ปี 30% และอายุ 40 ปีขึ้นไปที่โตมากับซีไรต์ยุคก่อตั้งอีกประมาณ 30% เช่นกัน นัยสำคัญของตัวเลขเหล่านี้คือไม่ได้มีช่วงอายุใดโดดเด่นขึ้นมา วัตถุประสงค์ที่เราต้องการฟื้นฟูการรับรู้ให้ซีไรต์เข้าถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษามากขึ้น ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ แม้เป็นเชิงวิชาการมาก แต่คนก็ยังติดตามกัน แสดงว่าคนสนใจซีไรต์อยู่
45 ปีซีไรต์มาไกลมาก จะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 และจะมีการจัดงานใหญ่ในวันที่ 27 สิงหาคม 2566 นี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร