“ทฤษฎีดอกซากุระ”
วรากรณ์ สามโกเศศ
“แม้มิได้เป็นดอกซากุระ ก็จงอย่ารังเกียจที่จะเกิดมาเป็นบุปผาพันธุ์อื่นเลย ขอเพียงแต่ให้เป็นดอกที่งามที่สุดในพันธุ์ของเราก็พอ
ภูเขาฟูจิมีอยู่ลูกเดียว แต่ภูเขาทั้งหลายก็หาไร้ค่าไม่แม้นเกิดเป็นดวงตะวันไม่ได้ ก็จงเป็นดวงดาวเถิด
เป็นอะไรก็จงเป็นเสียอย่างหนึ่ง แต่เป็นอะไรไม่ใช่สิ่งสำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่า จงเป็นอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม”
ข้อความที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษมายาวนานข้างบนนี้มาจากสุภาษิตญี่ปุ่นโดยปรากฏในนิยาย “ข้างหลังภาพ” (2497) โดยศรีบูรพา หรือคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ นักประพันธุ์เรืองนาม ผู้เป็นนักต่อสู้เพื่อสังคมยุคแรก ๆ ของไทย ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลดีเด่นของโลกจากองค์กร UNESCO ในปี 2548
ถ้ามองจากสายตาของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว นี่คือการทำตามกฎที่ยิ่งใหญ่ข้อหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ นั่นก็คือจงทำให้ “ดีที่สุด” (มากหรือน้อยที่สุด ประสิทธิภาพสูงสุด เป็นธรรมที่สุด ฯลฯ) เสมอภายใต้ “ข้อจำกัด”
แม้มิได้เป็นดอกซากุระซึ่งถือว่าเป็นดอกไม้ชั้นยอด ก็จงอย่างรังเกียจที่จะเกิดมาเป็นดอกไม้พันธุ์อื่นเลย ขอเพียงแต่ให้เป็นดอกไม้ที่งามที่สุดในพันธุ์ของเราก็พอ ผู้ประพันธ์ได้ให้ที่สุดแห่งความจริงของชีวิตด้วยภาษาที่งดงามยิ่ง
“ข้อจำกัด” คือมิได้เกิดมาเป็นดอกซากุระ ไม่ต้องร้องห่มร้องไห้จะฆ่าตัวตายเพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาและเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วก็ต้องทำให้ “ดีที่สุด” ภายใต้สถานการณ์ กล่าวคือ เป็น “ดอกไม้ที่งามที่สุด” ในพันธุ์ของเรา และภูเขาฟูจิอันถือว่าเป็นยอดภูเขาของญี่ปุ่น มีอยู่ลูกเดียว แต่ภูเขาทั้งหลายก็หาไร้ค่าไม่ และแม้เกิดเป็นดวงตะวันไมได้ ก็จงเป็นดวงดาวเถิด
ข้อความนี้มิได้พูดถึงดอกไม้ ภูเขา และดวงตะวัน เท่านั้น หากพูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต หากมิได้เกิดมามี IQ เป็นอัจฉริยะ หรือมิได้เกิดมาพร้อมกับคาบช้อนเงินช้อนทองมาด้วย ก็มิใช่ไร้ความหมาย
ทุกคนมีโอกาส “เป็นอะไรก็จงเป็นเสียอย่างหนึ่ง แต่เป็นอะไรไม่ใช่สิ่งสำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่า จงเป็นอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม”
ข้อความที่ทรงพลังนี้ให้ทั้งความอบอุ่น ความหวัง และประการสำคัญคือให้ความจริงของชีวิตที่สามารถนำเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิต
เศรษฐศาสตร์มองว่าทุกสิ่งมีความจำกัด ซึ่งหมายถึงว่าเมื่อต้องการสิ่งหนึ่งมากเกินกว่าจะมีให้ได้ ก็เกิดความจำกัดขึ้น ดังตัวอย่างของความจำกัดในเรื่องเวลาของชีวิตบนโลก ทรัพย์สิน เงินทอง โอกาสในชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ เมื่อมันมีจำกัดก็ต้องเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดในช่วงหนึ่งของเวลา เมื่อข้ามเวลาก็ต้องหาทางขยายความจำกัดเพื่อให้ได้ “สิ่งที่ดีที่สุด” อย่างเกิดผลมากขึ้น
ในกรณีนี้ เมื่อไม่สามารถได้ First Best( ดีที่สุดอันดับเเรก)คือเป็นดอกซากุระ ก็ขอให้ได้ Second Best (ดีที่สุดอันดับเเรก) คือจงป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดในพันธ์ของเรา ในโลกจริงเราไม่อาจสร้างถนนสี่เลนทุกสาย ไม่อาจได้คู่ชีวิตที่พร้อมไปเสียทุกอย่าง (เเถมเหาะได้ด้วย) ไม่อาจสร้างสนามบินได้ในทุกจังหวัดฯลฯ เเต่เราก็สามารถบรรลุ Second Best ได้
ในชีวิตจริง มนุษย์ทุกคนมีสถานการณ์ของข้อจำกัดด้วยกันทั้งนั้นมากบ้างน้อยบ้างในเรื่องต่าง ๆ อย่างแตกต่างกันไป เรื่องใหญ่ที่ต้องเผชิญก็คือรายได้ หากทำตามกฎ “ดอกซากุระ” ก็คือจงทำใจกับการไม่มีเงินมากดังใจ (First Best) จงมุ่งไปที่ Second Best คือ พิจารณาเงินเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น
จงหาความสุขจากสิ่งที่มี มากกว่ามีความทุกข์ใจกับสิ่งที่ยังไม่มี มีเงินน้อยก็มีความสุขได้ตามอัตภาพโดยมิพักต้องไปพะวงกับสิ่งที่ยังไม่มีโดยเปรียบเทียบกับคนอื่น แค่มีเงินใช้ก็โชคดีมากแล้ว จะไปแบกความทุกข์ใจจากการยังไม่มีสิ่งอื่น ๆ เพื่อเหตุอันใด ทุกช่วงชีวิตจงมีความสุข มิต้องรอเป็น “ดอกซากุระ” ก่อนจึงจะมีความสุข
มีวลีหนึ่งในภาษาอังกฤษที่ใช้กันมากว่า 100 ปีแล้ว คือ “make do” (เช่น make do with what you have) ซึ่งหมายความถึงการจัดการกับทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดโดยใช้เท่าที่มีไปก่อน
ดังที่เกิดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930 หรือในสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น เอาผ้าร่มมาเย็บเป็นเสื้อ เพิ่มปริมาณข้าวด้วยการเอามันเเละเผือกผสมลงไปด้วย “make do” กับ “ทฤษฎีดอกซากุระ” เกี่ยวพันกันเพราะ “make do” เป็นการกระทำในเรื่องที่พอให้อยู่รอดไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับ “ทฤษฎีดอกซากุระ” ที่ให้พอใจเเละจัดการกับสิ่ง ที่มี เมื่อคิดไปแล้วก็โยงไปถึงเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ด้วย มนุษย์จะมีความสุขอย่างยั่งยืนได้ก็เพราะความคิดในสมองโดยแท้ การมองโลกในลักษณะหนึ่งก็นำไปสู่ชีวิตอีกแนวหนึ่ง
ถ้ามองว่าโลกมีความจำกัดในทุกสิ่งซึ่งเป็นเรื่องจริง “make do” ในระยะสั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเพราะเป็นวิธีหนึ่งในการเอาชีวิตรอดและเมื่อได้ “ทฤษฎีดอกซากุระ” มาให้ความจริงของชีวิตเกี่ยวกับการไม่สามารถทำอะไรได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว พร้อมกับให้ความหวังว่าสามารถเป็นหนึ่งได้เช่นกัน เมื่อมองในภาพรวมแล้ว “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้แนวการดำเนินชีวิตที่ทำให้เกิดความสุขอย่างมีความหมาย และไม่ สุ่มเสี่ยง ทั้งหมดคือวิธีการจัดการกับความจำกัดอย่างชาญฉลาด
การแนะนำให้ทำ “ดีที่สุด” ภายใต้ “ข้อจำกัด” มิได้หมายถึงการอยู่ในสภาวะ “มืออ่อน เท้าอ่อน” เมื่อประสบสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ หากเเนะนำให้ต่อสู้ “จงเป็นอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร ก็ตาม” อย่ามัวฟูมฟายเพราะมิได้เกิดเป็นดอกซากุระ เป็นภูเขาฟูจิ หรือเป็นดวงตะวัน อย่าลืมว่าคนที่เกิดมาเป็นสิ่งเหล่านี้ก็ใช่จะมีความสุขที่สุด ทุกอย่างมี “ราคา” ที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น คนเหล่านี้ต้องแบกภาระและความรับผิดชอบมหาศาล ไม่มีเสรีภาพดังเช่นพวกเราที่สามารถกระทำหลายสิ่งได้อย่างสบายใจ เช่น แต่งตัวสบาย ๆ ไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระไม่มีคนจ้องมองหรือขอถ่ายรูปด้วยฯ คิดดูให้ดี ๆ จะเห็นว่าเป็น “ดอกไม้ที่งามที่สุดหรือใกล้งามที่สุดในพันธุ์ของเรา” คือยอดแห่งความสุข
วิธีคิดแบบ “ทฤษฎีดอกซากุระ” มีประโยชน์และนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง คนที่มุ่งมั่นจะเป็นหนึ่งในโลกหรือหนึ่งในอะไรสักอย่างให้ได้ในชีวิตในโลกคือ คนเพ้อเจ้อ ในโลกจริงเต็มไปด้วยการต้องเผชิญกับการได้รับ Second Best หรือ “ดีที่สุดเป็นอันดับสอง” ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ ประเด็นอยู่ที่จะจัดการอย่างไรกับมัน
หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 5 พย. 2567