ทำความเข้าใจ! เพราะอะไร “Bond Yield” ปรับตัวขึ้น...“ตลาดหุ้น” จึงต้องปรับตัวลง ?
Where2put Ur Money: “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ฟื้นตัวขึ้นในช่วง 2-3 วันทำการแรกของปี 2568 หลังจากที่พักฐานลงมากันในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่แล้วไม่ทันไร พอเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่สองของปี ตลาดหุ้นทั่วโลกนำโดย “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ก็ร่วงลงมาอีกครั้ง โดยสาเหตุในครั้งนี้นั้น เกิดจาก “Bond Yield” ที่ปรับตัวขึ้น
“Bond Yield” คืออะไร ?
ก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จักและเข้าใจกับ “Bond Yield” ที่เป็นตัวการสำคัญนี้ก่อน
“ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล” หรือ “Government Bond Yield” ขอเรียกสั้นๆ ว่า “Bond Yield” เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า ณ ปัจจุบันหากเราลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลประเทศใดประเทศนึง เราจะได้ผลตอบแทนกี่ % ต่อปี ซึ่งในโลกการลงทุนเราจะให้ความสำคัญกับ “US Bond Yield” หรือ “ผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯ” เป็นหลัก เพราะเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ดังนั้นเวลาที่ Bond Yield สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Bond Yield ประเทศอื่นๆ ก็มักจะเคลื่อนไหวตาม
แล้ว “Bond Yield” เคลื่อนไหวเพราะอะไร ?
ถ้าตามทฤษฎีแล้ว “Bond Yield” ของแต่ละประเทศ ควรจะเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของแต่ละประเทศ เพราะการฝากเงินหรือการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ “ปลอดความเสี่ยงทั้งคู่”
แต่ในโลกความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น เนื่องจาก ตลาดพันธบัตรมีการซื้อขายกันตลอดเวลา และเราอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไวมาก ดังนั้นเวลาที่มีข่าว หรือ ประเด็น ที่กระทบต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต นักลงทุนก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาซื้อขายในตลาดพันธบัตร ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตร ณ ปัจจุบัน จะเท่ากับ “ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต” ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ “คาดการณ์” กันไว้นั่นเอง
ยกตัวอย่าง: เช่น ช่วงต้นเดือน ส.ค. ปี 2567 ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.5% แต่ Bond Yield อายุ 2 ปีของสหรัฐฯปรับตัวลงต่อเนื่องจากระดับ 5.5% ลงมาอยู่ที่ 3.8% หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มเปรยๆ ถึงการเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2024
“ดังนั้น พอนักลงทุนได้รับข่าวแบบนี้ ก็จะมองไปในทางเดียวกันว่าในอนาคต ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวลงแน่ๆ และเราจะไม่ได้เห็นดอกเบี้ยที่สูงแบบนี้อีก จึงเกิดการพร้อมใจเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลกันเป็นอย่างมาก เพื่อล็อคอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง พอมี Demand ที่มากกว่า Supply ก็ทำให้ดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลลดต่ำลงเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุให้ Bond Yield ปรับตัวลงมานั่นเอง”
ทุกท่านน่าจะพอเข้าใจแล้วว่า “Bond Yield” คืออะไร และเคลื่อนไหวเพราะอะไร ทีนี้คำถามถัดไปก็คือ
แล้วทำไมเวลา “Bond Yield” ปรับตัวขึ้น “หุ้น” ต้องร่วง ? และ ทำไมเวลา “Bond Yield” ร่วง “หุ้น” ต้องขึ้น?
จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการเข้าใจมากๆ อย่างที่ “ไทร” บอกว่า “Bond Yield” คือ “ความคาดหวังของดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต” ซึ่งถ้าเกิด “Bond Yield” ปรับตัวขึ้น ก็หมายความว่า หลังจากนี้ดอกเบี้ยเงินฝากจะมีแนวโน้มสูงขึ้น
ซึ่งทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่า “การฝากเงิน” คือการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อผลตอบแทนของเงินฝากกำลังจะสูงขึ้น ทำไมนักลงทุนถึงจะยังต้องยอมเสี่ยงสู้รบหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นด้วย ? สู้เอาเงินไปฝากไว้เฉยๆ ก็ได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอยู่แล้ว ทำให้นักลงทุนก็จะเริ่มลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลง และเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรหรือเงินฝากมากขึ้น ส่วนอีกเหตุผลก็คือ เมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็จะทำให้บริษัทในตลาดหุ้นมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตาม และกำไรจะเริ่มลดต่ำลง ทำให้ความน่าสนใจของหุ้นแต่ละตัวก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย”
กลับกันเวลาที่ “Bond Yield” ปรับตัวลง ก็หมายความว่าการฝากเงินไว้เฉยๆ ในอนาคต มีโอกาสได้ดอกเบี้ยต่ำลง ทำให้นักลงทุนจะปรับพอร์ตเพื่อโยกย้ายเงินไปลงทุนในหุ้นที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงขึ้น ทำให้เกิดเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น หนุนให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง
หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่า แล้วถ้าหากเราคาดการณ์ “Bond Yield” ในอนาคตได้แม่นยำ ก็จะทำให้เราลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นใช่หรือไม่ ? คำตอบคือ “ใช่ค่ะ”
“แต่การคาดการณ์ ‘Bond Yield’ ก็เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกพลาดกันมานักต่อนักแล้ว ขนาดธนาคารกลางทั่วโลกยังระบุช่วงเวลาในการปรับเพิ่ม ปรับลด ดอกเบี้ยของตัวเองอย่างแน่ชัดไม่ได้เลย เพราะ ต้องอาศัยข้อมูลทางเศรษฐกิจเยอะมาก และข้อมูลทางเศรษฐกิจก็เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นไทรแนะนำว่า เราไม่จำเป็นจะต้องพยายามคาดการณ์ ‘Bond Yield’ ในอนาคตก็ได้ค่ะ เพราะ ไม่สามารถทำได้แบบ 100% อยู่แล้ว”
ไทรอยากให้ทุกท่านเข้าใจว่า ในระยะสั้น “ตลาดหุ้น” มีโอกาสผันผวนได้จาก “Bond Yield” แต่ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงได้ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับกำไรของตลาดหุ้นเป็นสำคัญ ดังนั้น หากเพื่อนๆ นักลงทุน เลือกลงทุนใน “กองทุน” หรือ “หุ้น” ของประเทศที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะต้องกังวลเวลาที่ “Bond Yield” ปรับตัวขึ้นค่ะ