โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำความเข้าใจ! เพราะอะไร “Bond Yield” ปรับตัวขึ้น...“ตลาดหุ้น” จึงต้องปรับตัวลง ?

Wealthy Thai

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 09.42 น. • นริสรา ชัยวัฒนะ

Where2put Ur Money: “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ฟื้นตัวขึ้นในช่วง 2-3 วันทำการแรกของปี 2568 หลังจากที่พักฐานลงมากันในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่แล้วไม่ทันไร พอเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่สองของปี ตลาดหุ้นทั่วโลกนำโดย “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ก็ร่วงลงมาอีกครั้ง โดยสาเหตุในครั้งนี้นั้น เกิดจาก “Bond Yield” ที่ปรับตัวขึ้น

“Bond Yield” คืออะไร ?

ก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จักและเข้าใจกับ “Bond Yield” ที่เป็นตัวการสำคัญนี้ก่อน
“ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล” หรือ “Government Bond Yield” ขอเรียกสั้นๆ ว่า “Bond Yield” เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า ณ ปัจจุบันหากเราลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลประเทศใดประเทศนึง เราจะได้ผลตอบแทนกี่ % ต่อปี ซึ่งในโลกการลงทุนเราจะให้ความสำคัญกับ “US Bond Yield” หรือ “ผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯ” เป็นหลัก เพราะเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ดังนั้นเวลาที่ Bond Yield สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Bond Yield ประเทศอื่นๆ ก็มักจะเคลื่อนไหวตาม

แล้ว “Bond Yield” เคลื่อนไหวเพราะอะไร ?

ถ้าตามทฤษฎีแล้ว “Bond Yield” ของแต่ละประเทศ ควรจะเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของแต่ละประเทศ เพราะการฝากเงินหรือการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ “ปลอดความเสี่ยงทั้งคู่”
แต่ในโลกความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น เนื่องจาก ตลาดพันธบัตรมีการซื้อขายกันตลอดเวลา และเราอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไวมาก ดังนั้นเวลาที่มีข่าว หรือ ประเด็น ที่กระทบต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต นักลงทุนก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาซื้อขายในตลาดพันธบัตร ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตร ณ ปัจจุบัน จะเท่ากับ “ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต” ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ “คาดการณ์” กันไว้นั่นเอง
ยกตัวอย่าง: เช่น ช่วงต้นเดือน ส.ค. ปี 2567 ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.5% แต่ Bond Yield อายุ 2 ปีของสหรัฐฯปรับตัวลงต่อเนื่องจากระดับ 5.5% ลงมาอยู่ที่ 3.8% หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มเปรยๆ ถึงการเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2024
“ดังนั้น พอนักลงทุนได้รับข่าวแบบนี้ ก็จะมองไปในทางเดียวกันว่าในอนาคต ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวลงแน่ๆ และเราจะไม่ได้เห็นดอกเบี้ยที่สูงแบบนี้อีก จึงเกิดการพร้อมใจเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลกันเป็นอย่างมาก เพื่อล็อคอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง พอมี Demand ที่มากกว่า Supply ก็ทำให้ดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลลดต่ำลงเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุให้ Bond Yield ปรับตัวลงมานั่นเอง”
ทุกท่านน่าจะพอเข้าใจแล้วว่า “Bond Yield” คืออะไร และเคลื่อนไหวเพราะอะไร ทีนี้คำถามถัดไปก็คือ

แล้วทำไมเวลา “Bond Yield” ปรับตัวขึ้น “หุ้น” ต้องร่วง ? และ ทำไมเวลา “Bond Yield” ร่วง “หุ้น” ต้องขึ้น?

จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการเข้าใจมากๆ อย่างที่ “ไทร” บอกว่า “Bond Yield” คือ “ความคาดหวังของดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต” ซึ่งถ้าเกิด “Bond Yield” ปรับตัวขึ้น ก็หมายความว่า หลังจากนี้ดอกเบี้ยเงินฝากจะมีแนวโน้มสูงขึ้น
ซึ่งทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่า “การฝากเงิน” คือการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อผลตอบแทนของเงินฝากกำลังจะสูงขึ้น ทำไมนักลงทุนถึงจะยังต้องยอมเสี่ยงสู้รบหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นด้วย ? สู้เอาเงินไปฝากไว้เฉยๆ ก็ได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอยู่แล้ว ทำให้นักลงทุนก็จะเริ่มลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลง และเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรหรือเงินฝากมากขึ้น ส่วนอีกเหตุผลก็คือ เมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็จะทำให้บริษัทในตลาดหุ้นมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตาม และกำไรจะเริ่มลดต่ำลง ทำให้ความน่าสนใจของหุ้นแต่ละตัวก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย”
กลับกันเวลาที่ “Bond Yield” ปรับตัวลง ก็หมายความว่าการฝากเงินไว้เฉยๆ ในอนาคต มีโอกาสได้ดอกเบี้ยต่ำลง ทำให้นักลงทุนจะปรับพอร์ตเพื่อโยกย้ายเงินไปลงทุนในหุ้นที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงขึ้น ทำให้เกิดเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น หนุนให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง
หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่า แล้วถ้าหากเราคาดการณ์ “Bond Yield” ในอนาคตได้แม่นยำ ก็จะทำให้เราลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นใช่หรือไม่ ? คำตอบคือ “ใช่ค่ะ”
“แต่การคาดการณ์ ‘Bond Yield’ ก็เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกพลาดกันมานักต่อนักแล้ว ขนาดธนาคารกลางทั่วโลกยังระบุช่วงเวลาในการปรับเพิ่ม ปรับลด ดอกเบี้ยของตัวเองอย่างแน่ชัดไม่ได้เลย เพราะ ต้องอาศัยข้อมูลทางเศรษฐกิจเยอะมาก และข้อมูลทางเศรษฐกิจก็เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นไทรแนะนำว่า เราไม่จำเป็นจะต้องพยายามคาดการณ์ ‘Bond Yield’ ในอนาคตก็ได้ค่ะ เพราะ ไม่สามารถทำได้แบบ 100% อยู่แล้ว”
ไทรอยากให้ทุกท่านเข้าใจว่า ในระยะสั้น “ตลาดหุ้น” มีโอกาสผันผวนได้จาก “Bond Yield” แต่ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงได้ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับกำไรของตลาดหุ้นเป็นสำคัญ ดังนั้น หากเพื่อนๆ นักลงทุน เลือกลงทุนใน “กองทุน” หรือ “หุ้น” ของประเทศที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะต้องกังวลเวลาที่ “Bond Yield” ปรับตัวขึ้นค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...