Meta ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 5% เน้นพนักงานที่มีผลงานต่ำ
Meta ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 5% เน้นพนักงานที่มีผลงานต่ำ โดยจะมีการแจ้งภายในวันที่ 10 ก.พ.68 พร้อมประกาศปี 2568 จะเป็นปีที่เข้มข้นขององค์กร
วันที่ 15 มกราคม 2568 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Meta บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เตรียมเลิกจ้างพนักงานราว 5% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด โดยเน้นที่พนักงานที่มีผลงานต่ำที่สุดของบริษัท การตัดสินใจนี้ได้รับการยืนยันจาก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta ในบันทึกข้อความที่โพสต์บนฟอรัม Workplace ภายในบริษัทเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศว่าปี 2568 จะเป็นปีที่เข้มข้นขององค์กร
โดย Metaมีพนักงานมากกว่า 72,000 คน ตามรายงานไตรมาสล่าสุด บริษัทระบุว่าพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างจะได้รับแจ้งภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 และจะได้รับเงินชดเชยตามเงื่อนไขที่เคยกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ การเลิกจ้างครั้งนี้ถือเป็นการเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สุดของMeta ตั้งแต่ปี 2565 และ 2566 ซึ่งในช่วงดังกล่าว บริษัทได้ลดจำนวนพนักงานไปแล้วถึง 21,000 คน หรือเกือบหนึ่งในสี่ของจำนวนพนักงานทั้งหมด
การเลิกจ้างพนักงานในรอบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดย Metaตั้งเป้าสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ และปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานด้านเนื้อหาออนไลน์ ซักเคอร์เบิร์กได้ประกาศว่าจะยุติโปรแกรมตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบุคคลที่สาม และนำโมเดล “บันทึกชุมชน” ที่ใช้บนแพลตฟอร์ม X ของ Elon Musk มาใช้แทน ซึ่งเน้นให้ผู้ใช้เพิ่มบริบทเกี่ยวกับโพสต์ต่างๆ
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้เผยแพร่ข้อความภายในที่ระบุว่า “Metaกำลังสร้างเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในโลกบางส่วน เช่น AI แว่นตา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ และอนาคตของโซเชียลมีเดีย ปีนี้จะเป็นปีที่เข้มข้นมาก และต้องการให้แน่ใจว่าเรามีบุคลากรที่ดีที่สุดในทีมของเรา”
ซักเคอร์เบิร์กยังเน้นย้ำถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการประสิทธิภาพการทำงาน และการลดพนักงานที่มีประสิทธิภาพต่ำออกไปโดยตั้งเป้าที่จะเติมตำแหน่งเหล่านี้ในปี 2568 สำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจะได้รับเงินชดเชยตามมาตรฐานที่เคยกำหนดไว้ก่อนหน้า
Meta กำลังมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูการแสดงออกอย่างเสรีบนแพลตฟอร์ม โดยตั้งเป้าลดความผิดพลาดและทำให้ข้อกำหนดเรียบง่ายขึ้น นอกจากนี้ Metaยังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในอนาคต
อ้างอิง : cnbc.com