ดร. ศุภวุฒิ ชี้ ปี 68 นโยบายการเงิน ต้องเป็นกองหน้า ลดดอกเบี้ยหนุนเศรษฐกิจ
ดร. ศุภวุฒิ ประธานสภาพัฒน์ฯ คาดเศรษฐกิจปี 2568 โตได้ 2.9-3% จากภาคท่องเที่ยว-ส่งออก ชี้ปี 68 นโยบายการเงิน ต้องปรับเป็นกองหน้าแทนนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ แนะคลังศึกษาปฏิรูปภาษีต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบระหว่างคนรวยและคนจนให้ดี ส่วนโครงการคุณสู้เราช่วยแก้หนี้ได้แต่จะทำให้ยั่งยืนต้องเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒนฯ เปิดเผยในงาน เสวนา KTC FIT Talk 13 "โฟกัสเศรษฐกิจปี 2568: โอกาสและความท้าทาย" จัดโดยบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 จะขยายตัวได้ประมาณ 2.7% โดยไตรมาส 4 ปี 2567 จีดีพีจะขยายตัวได้ 4% จาก การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง การขยายตัวของการส่งออก และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลยังจะเร่งงบลงทุนให้มากขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกของปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 ด้วย ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้ประมาณ 2.9-3%
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังของปี 2568 การใช้นโยบายการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะเริ่มมีข้อจำกัด โดยจากการสื่อสารของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุว่าต้องการลดขนาดการขาดดุลการคลังลง ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบายทางการคลังจะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นนโยบายการเงินต้องมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน ทั้งนี้คาดว่าในวันที่ 18 ธ.ค. 2567 กนง. จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยจะเริ่มปรับลดในช่วงกลางปี 2568
“ในความเห็นของผมคือเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างกระท่อนกระแท่นมากและนโยบายการเงินตึงตัวเกินไป แต่กนง. ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเวลาผ่านไปสักครึ่งปีหน้า ก็คงจำนนด้วยหลักฐานว่าจะต้องลดดอกเบี้ยลงไปอีก ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไปอยู่ที่ 1.5% ขณะที่ในครึ่งหลังของปี 2568 นโยบายการคลังจะเริ่มถอยหรือมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยลง ดังนั้นนโยบายการเงินต้องขึ้นมาเป็นกองหน้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน ซึ่งก็คือการลดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นการพลิกฟื้นเศรษฐกิจอาจจะสะดุดได้”
ด้านอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันกรอบเงินเฟ้อของไทยอยู่ที่ 1-3% ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อไทยยังไม่เคยไปแตะค่ากลางที่ 2% นอกจากช่วงโควิดที่ดันเงินเฟ้อขึ้นไปสูง อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้อไทยยังอยู่ที่ 1% ขณะที่เงินเฟ้อในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.3-0.4%
“เงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าต่อเนื่องเป็นเวลานาน นักเศรษฐศาสตร์จะมองว่าคือนโยบายการเงินที่ตึงตัวเกินไป ที่สหรัฐฯ เขาจะมี dot plot คือ เช่น 2% แล้วดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 2.5% ซึ่งแปลว่าเขาอยากให้ดอกเบี้ยนโยบายจริงๆ อยู่ที่ 0.5% ส่วนของไทยตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.25% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.3% ดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ 2% ซึ่งสูงมาก”
ดร.ศุภวุฒิ เปิดเผยว่า การทำนโยบายการเงินของไทยเป็นแบบ Inflation targeting คือการใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อกับอัตราแลกเปลี่ยนมีความเกี่ยวข้องกัน โดยหากใช้นโยบายการเงินเพื่อคุมเงินเฟ้อก็ต้องปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ตรงกันข้ามหากตั้งเป้าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนก็ต้องยอมรับว่าเงินเฟ้อจะต้องผันผวน
ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาการปฏิรูปภาษีเพื่อให้จัดเก็บรายได้มากขึ้นและสามารถนำรายได้ไปดูแลเศรษฐกิจได้ ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีทางอ้อมซึ่งมีข้อดีคือเป็นฐานใหญ่ หากมีการปรับขึ้นจะมีข้อดีคือจะชะลอการบริโภคเพื่อเปิดช่องให้มีการลงทุนได้มากขึ้น ส่วนข้อเสียคือคนจนที่มีรายได้น้อยต้องจ่ายภาษีเท่ากับคนรวยซึ่งมีรายได้มากกว่า
“การปรับขึ้นภาษี VAT ทำให้เมื่อคนรวยและคนจนซื้อของชิ้นเดียวกันต่องจ่ายภาษีในราคาเท่ากันซึ่งคนจนมีรายได้น้อยกว่า ดังนั้นต้องคิดให้ดีว่าการขึ้นภาษีที่มีผลกระทบต่อคนจนมากกว่าคนรวย มันคุ้มค่าแค่ไหน”
สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล หากเก็บในอัตราที่สูงจะทำให้คนไม่อยากลงทุนซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้และรัฐบาลจะไม่สามารถเก็บภาษีได้
“การลดภาษีนิติบุคคลทำให้คนมองว่ารัฐบาลอุ้มคนรวยแต่ความคาดหวังของเรื่องนี้คือการทำให้จีดีพีโตเพื่อให้รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้นและมาช่วยผู้มีรายได้น้อยได้”
ดร. ศุภวุฒิ ยังได้กล่าวถึง โครงการแก้หนี้คุณสู้เราช่วย ว่า โครงการนี้มาจากเงินที่รัฐพึงได้คือเงินที่สถาบันการเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน (FIDF) และการสมทบเงินจากสถาบันการเงิน สามารถช่วยลูกหนี้ที่เพิ่งเป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งมีจำนวนมากได้ อย่างไรก็ตามโครงการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์การแก้หนี้ในภาพรวมในระยะยาว
โดยการแก้หนี้ในระยะยาวต้องทำให้ลูกหนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเมื่อลูกหนี้ไปเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้หรือประนอมหนี้กับสถาบันการเงินพบว่าทำได้ยากเพราะสถาบันการเงินจะยินยอมให้ประนอมหนี้ต่อเมื่อประเมินแล้วว่ารายได้ในอนาคตของลูกหนี้ปรับเพิ่มขึ้น
“ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมารัฐบาลเองยังไม่สามารถลดมูลค่าหนี้ของรัฐบาลได้เลย แต่ที่หนี้รัฐบาลต่อจีดีพีลดลงได้เพราจีดีพีโต ฝั่งประชาชนเองก็เช่นกัน ประชาชนก็ไม่สามารถลดมูลค่าหนี้ของตัวเองได้ ดังนั้นการแก้หนี้ในระยะยาวต้องทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น ด้วยการสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ เพื่อทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของประชาชนลดลง ดังนั้นตอนนี้รัฐบาลโฟกัสถูกแล้วเรื่องการทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น”