DELTA โดนพิษเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15% นักวิเคราะห์คาดกระทบประมาณการกำไรปี 68 ราว 12%
DELTA โดนพิษเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15% นักวิเคราะห์คาดกระทบประมาณการกำไรปี 2568 มี downside risk ราว 12%
วันที่ 2 ม.ค.2568 ตลาดหุ้นไทยแดงยกแผง นำโดยหุ้น DELTA ที่เจอแรงขายหนัก กดดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ติดลบกว่า 20 จุด จากประเด็น พ.ร.ก.เก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15% เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2568 โดยมูลค่าบริษัท DELTA หายไปประมาณ 1.5 แสนล้านบาท
พ.ร.ก.เก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15%
- สำหรับบริษัทข้ามชาติรายได้เกิน 750 ล้านยูโร
- โดยไทยปรับตามเกณฑ์ Global Minimum Tax (GMT)
- ซึ่งกระทบบริษัทที่ได้รับสิทธิ BOI และเสียภาษีต่ำกว่า 15%
ทำไม DELTA ถึงได้รับผลกระทบ บล.บัวหลวง วิเคราะห์ดังนี้
- ปัจจุบันเสียภาษีในอัตราต่ำมาก (2%) จากสิทธิบีโอไอ
- รายได้หลักมาจากฐานการผลิตในไทย ทำให้อัตราภาษีรวมต่ำกว่า 15%
- กฎหมายใหม่กำหนดให้เสียภาษีขั้นต่ำ 15% จะกระทบต่อกำไรทั้งปีที่ 13%
เป้าหมายการบังคับใช้กฎหมาย
- เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทข้ามชาติย้ายกำไรไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ
- คาดสร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
- ลดความได้เปรียบจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี
บล. กรุงศรี ประเมินหุ้นกลุ่มที่เข้าข่ายคาดจะได้รับผลกระทบ อาทิ
1. กลุ่มส่งออกอาหาร คือ TU (Effective tax rate 7-8%) ส่วนที่คาดจะกระทบคือ บริษัทในเครือที่อยู่ในไทยราว 35% ที่ได้รับ BOI โดยรวมคาดกระทบต่อประมาณการกำไรปกติปี 2568 จำกัดในกรอบ 3-8%
2. ชิ้นส่วนคือ DELTA (Effective tax rate 5.5%) คาดกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2568 มี downside risk ราว 12% ในกรณีที่ effective tax rate เพิ่มสู่ 15%
3. กลุ่มโรงไฟฟ้า บางส่วนปัจจุบัน Effective Tax Rate อยู่ราว 5-10% หากนับเฉพาะผลกระทบภาษี คาดกำไรสุทธิจะกระทบอยู่ระหว่าง 5-10%
ทั้งนี้ ในส่วนรายละเอียดรายตัว คาดมีช่องทางบริหารจัดการได้ GULF จากการลงทุนต่างประเทศของบริษัท มองฐานรายได้และกำไรที่เติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจหลักและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ New Co จะทำให้ผลกระทบ จำกัดและบริหารจัดการภาษีภายในได้
BGRIM มีลงทุนต่างประเทศ และเป็นการ Conso คาดกระทบ ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้าที่กระทบน้อย คือ GPSC ส่วนมากรับรู้เป็น equity income ส่วน RATCH และ EGCO กระทบน้อยจากฐานภาษีสูงใกล้เคียง 15%
4. กลุ่ม Packaging SCGP มีธุรกิจที่เวียดนาม (14% ของรายได้) ที่อาจต้องเสียภาษีเพิ่มเติม แต่มองผลกระทบต่อภาพรวมจำกัด ประเมินเป็นจิตวิทยาลบอ่อนๆ
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรี ประเมินหุ้นที่มีความเสี่ยงกระทบ ส่วนใหญ่ทยอยปรับตัวลงสะท้อนตั้งแต่ต้น - กลางเดือน ธ.ค. 2567 แต่หากอิงโอกาสที่รัฐฯน่าจะต้องหาช่องทางสนับสนุนเงินคืนเพื่อลดผลกระทบ
รวมถึงการบริหารภาษีภายในบริษัทต่างๆ คาดผลกระทบจะจำกัดกว่าที่ประเมินข้างต้น เชิงกลยุทธ์แนะนำตั้งรับหุ้นที่อยู่ในกลุ่มที่เป็น New S Curve ของไทยระยะถัดไป อาทิ โรงไฟฟ้า ที่อยู่ในธีม Infra Tech เน้น GULF และGPSC