‘ฉงชิ่ง’ เหนือกว่ามหานครแห่งภูผา คือแหล่งรวมอุตสาหกรรมโลกอนาคต
1.
บันได กับ ฉงชิ่ง เป็นของคู่กัน
อันที่จริง มหานครแห่งภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ในสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งนี้ ยินดีเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เมืองแห่งสะพาน’ มากกว่าเมืองบันได เพราะในพื้นที่กว่า 82,400 ตารางกิโลเมตร (ขนาดพอๆ กับประเทศออสเตรียหรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มีสะพานเชื่อมต่อการคมนาคมไปแล้ว 16,000 แห่ง นับตั้งแต่สร้างสะพานแห่งแรกข้ามแม่น้ำเจียหลิง (Jialing 嘉陵江) เมื่อปี 1958 เป็นต้นมา
แต่สำหรับใครก็ตามที่เคยไปเยือนฉงชิ่ง – ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ ติ๊กต็อกเกอร์ หรือนักท่องเที่ยวธรรมดา – คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการเดินขึ้นลงขั้นบันไดในทุกๆ ระยะ 5-10 นาที คือสีสันของการมาเที่ยวที่นี่อย่างแท้จริง
นั่นเป็นเพราะเมืองฉงชิ่งตั้งอยู่บนเขตที่สูงและเทือกเขามากถึง 76% ของพื้นที่ทั้งหมด ตัวอย่างเทือกเขาสำคัญก็เช่น ต้าปา (Daba 大巴) อูซาน (Wushan 巫山) และต้าเหลา (Dalou 大娄) ทำให้นอกจากมีบันไดแทรกตัวแทบทุกพื้นที่มหานครจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ยังมีภาพของตึกรามบ้านช่องคลาคล่ำลดหลั่นตามความสูง ท้องถนนมีอุโมงค์ลอดเขายาวหลายกิโล กระทั่งปรากฏการณ์เดินตรงไปสุดขอบถนน แล้วพบว่าบริเวณที่ยืนอยู่กลายเป็นริมผา สูงกว่าชั้นดาดฟ้าตึกข้างๆ ให้พบเจอได้ตลอดเวลา
ว่ากันตามตรง ส่วนมากลักษณะพื้นที่เทือกเขาและเนินเขาสลับซับซ้อนเช่นนี้ มักมีประชากรอาศัยเบาบางและยากต่อการพัฒนาเป็นเมืองใหญ่ แต่ฉงชิ่งทำได้ และเป็นได้มากกว่าที่อยู่อาศัยของประชากรราว 31.9 ล้านคน มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มากกว่าการผสมผสานระหว่างความเป็นเมืองล้ำสมัยและคงไว้ซึ่งพื้นที่ทางธรรมชาติเข้าด้วยกัน
ในอดีต ฉงชิ่งเคยเป็นทั้งที่ตั้งของอาณาจักรโบราณและแหล่งกำเนิดวัฒนธรรม ‘ปาอวี้’ (Bayu 巴渝文化) ที่สำคัญในแถบภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นแหล่งค้นพบฟอสซิลมนุษย์ยุคหินเก่าอายุกว่า 2.04 ล้านปีก่อน หรือมนุษย์อูซาน (Wushan Man) และเป็นเมืองท่าสำคัญในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมาเนิ่นนาน เพราะมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำฉางเจียงหรือแยงซี (Yangtze 揚子江) และแม่น้ำเจียหลิง
พอถึงยุคของสงคราม เช่นคราวสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 ราวปี 1937 ฉงชิ่งยังเป็นศูนย์สั่งการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนานถึง 8 ปีกับอีก 5 เดือน และเป็นต้นกำเนิดของ ‘จิตวิญญาณหงเหยียน’ (Hongyan Spirit 红岩精神) แนวคิดที่ให้คุณค่าต่อความรักชาติ กล้าหาญ และอดทนเสียสละของชาวจีน ซึ่งตั้งชื่อตามหมู่บ้านหงเหยียนในฉงชิ่ง อันเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางการเมืองหลักๆ ณ ขณะนั้น
กาลเวลาล่วงผ่านมาถึงปัจจุบัน ภายหลังฉงชิ่งแยกตัวออกจากรัฐบาลมณฑลเสฉวน และยกระดับเป็นมหานครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง – เช่นเดียวกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน – เมื่อปี 1997 แน่นอนว่าเมืองแห่งนี้ย่อมเปลี่ยนโฉมหน้าไปตามเป้าหมายการพัฒนาหลายต่อหลายด้าน ระดับผิวเผินที่สุด เราอาจได้ยิน ได้เห็น ได้สัมผัสความคึกคักและความทันสมัยที่เพิ่มมากขึ้นกว่าทศวรรษที่แล้ว ผ่านแสงไฟหลากสีสันสว่างไสวทั้งเมืองตลอดคืน การใช้ชีวิตประจำวันแบบสังคมไร้เงินสด (cashless society) นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเดินเบียดเสียดในย่านการค้าแม้จะเป็นช่วงวันธรรมดา รวมถึงการรักษาความปลอดภัยผ่านกล้องที่ติดไว้ในทุกมุมเมือง
หากในระดับภาพใหญ่กว่านั้น ฉงชิ่งคือจุดยุทธศาสตร์ของการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ ในฐานะศูนย์กลางกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคตะวันตกร่วมกับเมืองเฉิงตู ผ่านแผน ‘วงแหวนเศรษฐกิจสองเมือง เฉิงตู-ฉงชิ่ง’ (Chengdu-Chongqing Economic Circle) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2016 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างฝั่งตะวันตกที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ กับฝั่งตะวันออกที่เติบโตไวจากการใช้ประโยชน์จากที่ตั้งติดน่านน้ำ
ฉงชิ่งคือจุดยุทธศาสตร์ในการเปิดประตูเชื่อมต่อระหว่างจีนกับโลกภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้า ผ่านการเป็นศูนย์กลางเส้นทางคมนาคมขนส่งของจีนหลากหลายรูปแบบ เช่นในโครงการ ‘ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่’ (New International Land and Sea Trade Corridor : ILSTC), เส้นทางขนส่งทางรถไฟจากจีนไปยังยุโรปผ่านท่าเรือบกหม่านโจวหลี่ (Chongqing-Manzhouli-Russia International Freight Block Train), เส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรป (China-Europe Railway Express), เส้นทางขนส่งทางน้ำสายทองคำ (The Yangtze River Golden Waterway) เป็นต้น
และในอนาคต ฉงชิ่งก็กำลังจะเติบโตขึ้นอีก – เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีก ในฐานะศูนย์รวมอุตสาหกรรม รวมถึงแหล่งผลิตนวัตกรรมชั้นแนวหน้าของโลก
2.
หากการสร้างเมืองบนภูเขานับว่าเป็นความน่าอัศจรรย์ใจอย่างหนึ่งของฉงชิ่งแล้ว เหลียวมองสถาปัตยกรรมของบรรดา ‘ตึก’ ในเมืองก็ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นได้ไม่แพ้กัน
เพราะที่นี่ มีทั้งตึกทรงล้ำสมัยอย่างแกลเลอรีนิทรรศการเมืองฉงชิ่ง (Chongqing Planning Exhibition Gallery) ตึกทรงตะเกียบสีแดงไขว้ดำของหอศิลป์กั๋วไถ (Guotai Art Center) ตึกที่พักอาศัยซึ่งมีรถไฟฟ้ารางเบาวิ่งผ่าน ชื่อ ‘สถานีหลีจื่อป้า’ (Liziba station) กระทั่งตึกสำเร็จรูปที่รัฐบาลสร้างเกาะกลุ่มกันบริเวณชานเมืองสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยให้ประชาชน ก็ยังชวนให้พิศวงกับหน้าตาที่เหมือนกันทุกตารางนิ้วแบบเป๊ะๆ
และท่ามกลางตึกรูปทรงหลากหลายในมหานครฉงชิ่ง มีไม่น้อยที่เป็นสำนักงานของบริษัทชั้นนำของประเทศ ตัวอย่างเช่นบนถนนอวิ๋นซานใต้ หมายเลข 10 ในเขตอวี้เป่ย เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท Tencent ประจำภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ ธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มด้านความบันเทิงและมัลติมีเดียชื่อดังของจีน
Tencent ถือกำเนิดในปี 1998 โดยมีสำนักงานใหญ่ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง และเริ่มเป็นที่รู้จักในปีต่อมา จากการเปิดตัว ‘QQ’ โปรแกรมแชตเจ้าของไอคอนเพนกวินผ้าพันคอแดง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หากพิจารณาจากการเปิดให้บริการถึงทุกวันนี้ พร้อมๆ กับที่ทำให้ Tencent ก่อร่างสร้างตัว เผยโฉม WeChat สู่ผู้ใช้งานทั้งในและนอกประเทศ ในปี 2011 ตามด้วยเกมออนไลน์ ขยายสู่แพลตฟอร์มด้านความบันเทิง ข่าวสาร บริการระบบคลาวด์ เทคโนโลยีทางการเงินและการแพทย์ ตลอดจนภาพยนตร์ ซีรีส์ และงานโฆษณาในเวลาต่อมา
ด้วยบริการด้านแพลตฟอร์มและคอนเทนต์ดิจิทัล อีกทั้งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ครอบคลุมการใช้ชีวิตหลากหลายด้าน –โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอปพลิเคชัน WeChat ที่พัฒนาฟีเจอร์อื่นๆ นอกเหนือจากการสนทนา มาสู่การโอนจ่ายเงิน สั่งอาหารเดลิเวอรี่หรือที่ร้าน ติดตามข่าวสาร เสพความบันเทิง จนแทบกลายเป็นปัจจัยที่ห้าในการใช้ชีวิตในประเทศจีน – ย่อมไม่เกินเลยที่จะบอกว่า Tencent คือกำลังหลักของอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มและความบันเทิงของจีนในปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น คือมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีน ผ่านเครื่องมือครองใจคนแสนทรงพลังแห่งศตวรรษที่ 21 – เกมและซีรีส์
ส่วนหนึ่งของนิทรรศการเล็กๆ บริเวณชั้นแรกของตึกสำนักงาน Tencent ในฉงชิ่ง ไม่เพียงฉายภาพเส้นทางการเติบโตของธุรกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น แขนกล หุ่นยนต์ ระบบเอไอ แบบจำลองเซิร์ฟเวอร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Tencent เท่านั้น แต่ยังจัดแสดงภาพอาร์ตเวิร์กจากเกมต่างๆ ที่สอดแทรกฉากหลังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจริงในมหานครฉงชิ่ง และสินค้าจากเกม ที่ตัวแทนบริษัท Tencent กล่าวว่าจะนำรายได้จากการขายบางส่วนไปบำรุงรักษาสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างเกมและสื่ออื่นๆ เช่น ภาพยนตร์และซีรีส์ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมจีน ผ่านเครื่องแต่งกายของตัวละคร การหยิบยกตำนานจีนมาสร้างเรื่องราวใหม่ ทิวทัศน์ในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนสภาพสังคม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการผลักดันสื่อบันเทิงเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและภาพลักษณ์ของประเทศจีนในปัจจุบันสู่สายตาชาวโลก และหนึ่งในภูมิภาคเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับ Tencent ได้แก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันหมายรวมถึงประเทศไทยด้วยนั่นเอง
จะว่าเป็นเพราะอาเซียนคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจของจีนท่ามกลางสงครามการค้ากับสหรัฐฯ นั่นก็ใช่ แต่อีกด้าน หลายประเทศในอาเซียนเช่นไทยก็ถือว่ามีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมใกล้ชิดกับจีน และให้การตอบรับคอนเทนต์จากจีนเป็นอย่างดีเสมอมา ดังจะเห็นว่าแอปพลิเคชัน WeTV ที่รวบรวมซีรีส์จากจีนหลากหลายแนวให้รับชม ได้รับความนิยมในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่คอเกมเมอร์อีกหลายคนกลายเป็นแฟนตัวยงของเกมจีนหลายเจ้า นับเฉพาะเครือ Tencent ที่โด่งดังก็มีทั้ง PUBG MOBILE, League of Legend (LOL), Clash of Clans, Goddess of Victory: NIKKE กระทั่ง Black Myth: Wukong ที่ Tencent เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของสตูดิโอผู้สร้าง และเกิดปรากฏการณ์ฮิตกันครึ่งค่อนโลก จนกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ในเกม เมื่อปี 2024 ก็นับเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของกลยุทธ์เผยแพร่วัฒนธรรมจีนในยุคสมัยใหม่
หลังจากนี้ เราคงได้เห็นจีนผลิตคอนเทนต์และสื่อบันเทิงรูปแบบใหม่ๆ สู่สายตานานาประเทศอีกมาก และการที่จีนมีผู้เล่นใหญ่ในอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มพร้อมตอบรับนโยบายของรัฐบาล ร่วมผลักดันลงแข่งขันในสนามทุกๆ ด้าน ยิ่งน่าจับตาว่าอิทธิพล ‘soft power’ จากจีนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านแพลตฟอร์มความบันเทิงอย่าง Tencent ฉงชิ่งยังเป็นศูนย์รวมของธุรกิจระดับท็อปของประเทศอีกหลายสาขา ซึ่งเป็นผลจากเป้าหมายการพัฒนาตั้งแต่ปี 2023 ที่ตั้งใจให้มหานครแห่งนี้ เป็นศูนย์รวมการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตคุณภาพสูง ผ่านโมเดล ‘33618’
3 – ทำงานร่วมกันทุกฝ่ายเพื่อสร้างแหล่งรวมอุตสาหกรรมชั้นนำ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และวัสดุล้ำสมัยที่ใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่างๆ เช่น การบินและอวกาศ พลังงาน
3 – พัฒนาอุตสาหกรรมเสาหลักเดิม 3 กลุ่ม คือ การผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์การเกษตร และบริการข้อมูลซอฟต์แวร์
6 – สร้างศูนย์รวมของอุตสาหกรรมที่มีความได้เปรียบเฉพาะทาง 6 กลุ่ม ได้แก่ เทคโนโลยีการแสดงผล จักรยานยนต์ระดับไฮเอนด์ วัสดุโลหะผสมน้ำหนักเบา สิ่งทอเบา ชีวเภสัชภัณฑ์ พลังงานใหม่และวัสดุกักเก็บพลังงานใหม่
สุดท้าย 18 – เป็นศูนย์รวมที่ขยับขยายครอบคลุมกลุ่ม 18 อุตสาหกรรมใหม่ เช่น เครือข่ายดาวเทียม เมตาเวิร์ส เอไอและหุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น
ไม่เพียงแค่กำหนดโมเดลอย่างชัดเจน ฉงชิ่งยังส่งเสริมสภาพแวดล้อมของเมืองให้เหมาะสมต่อการลงทุนทำธุรกิจ ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบตลาด ฯลฯ ทำให้ในปีเดียวกัน มีรายงานว่าจำนวนธุรกิจเกิดใหม่ในเมืองฉงชิ่งสูงถึง 648,400 เจ้า โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 21.82% ต่อปี รวมแล้วตอนนี้ ฉงชิ่งกลายเป็นแหล่งรวมของกิจการอย่างน้อยกว่า 3.6 ล้านราย
จากจำนวนมากมายเหล่านั้น มีอุตสาหกรรมหนึ่งที่เติบโตรุดหน้า ชนิดว่าทำให้ใครหลายคนนึกถึงแบรนด์จีนเป็นลำดับแรกๆ ของตลาด นั่นคืออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
ในเขตใหม่เหลี่ยงเจียง (Liangjiang New Area 两江新区) ของมหานครฉงชิ่ง ซึ่งเพิ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 จากการรวมทำเลทองติดแม่น้ำฉางเจียงและเจียหลิงของสามเขตเดิม ได้แก่ เจียงเป่ย (Jiangbei 江北区) อวี้เป่ย (Yubei 渝北区) และเป่ยเป้ย (Beibei 北碚区) คือแหล่งรวมอุตสาหกรรมด้านยนตรกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี มูลค่ากว่า 200 พันล้านหยวน และเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะในสังกัดบริษัท ฉางอัน ออโตโมบิล (CHANGAN Automobile) เจ้าของแบรนด์รถที่โด่งดังในจีนอย่าง CHANGAN และ AVATR รวมถึงคุ้นหน้าคุ้นตาในไทย เช่น DEEPAL และ LUMIN
หากนับตั้งแต่ปี 1862 ที่ฉางอันเริ่มประกอบกิจการ จวบจนทุกวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 163 ปีแล้วที่บริษัทนี้โลดแล่นอยู่ในวงการยานยนต์ และสามารถยืนหยัดบนสมรภูมิตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่แข่งขันกันดุเดือดในจีน ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2010 ถึงปี 2024 รวมแล้วกว่า 27 ล้านคัน โดยตัวแทนจากบริษัทฉางอันกล่าวว่า ฉางอัน ออโตโมบิลให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านยานยนต์ โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพของแบตเตอรี่ ลดการปล่อยคาร์บอนระหว่างการขับขี่ ที่สำคัญคือการใช้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ร่วมสรรสร้างยานยนต์อัจฉริยะ – ด้วยระบบควบคุมอัจฉริยะ โต้ตอบอัจฉริยะ และอีกมากมาย
ความ ‘อัจฉริยะ’ ดังกล่าวปรากฏให้เห็นชัดเจนตั้งแต่กระบวนการผลิตรถยนต์ในโรงงานพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร เริ่มต้นจากออกแบบโรงงานด้วยเทคโนโลยีเอไอ เพื่อจำลองภาพแผนการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนได้พื้นที่แบ่งออกเป็นโซนสายการผลิต ศูนย์กระจายสินค้า และพื้นที่อเนกประสงค์ (multifunction)
ในส่วนของสายการผลิตที่เปิดให้สื่อเข้าไปรับชม ตัวแทนจากฉางอันอธิบายว่ากระบวนการเกินกว่าครึ่งดำเนินไปด้วยเครื่องจักร โดยใช้เอไอกำกับและเชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยี 5G เช่น ระบบขนส่งในโรงงานโดย automated guided vehicles (AGV) ที่สามารถจดจำเส้นทาง สแกนภาพพื้นผิวขณะเคลื่อนที่เพื่อสร้างแผนที่และคาดคะเนตำแหน่งปัจจุบัน การประกอบรถยนต์ที่มีระบบขึ้นรูปแบบไฮบริดอัตโนมัติ และระบบการหล่อด้วยเครื่องหล่ออัจฉริยะ ที่สามารถวิเคราะห์ คาดการณ์ และปรับเปลี่ยนอุณภูมิแม่พิมพ์แบบเรียลไทม์
ทั้งยังมีการหล่อแบตเตอรี่ที่ล่าสุด ใช้เวลาผลิตได้ไม่เกิน 2 นาที และระบบตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ด้วยเอไอจับภาพรอยแตกร้าวได้ 360 องศา ฯลฯ กล่าวได้ว่าทุกขั้นตอนต่างใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุด ลดภาระของพนักงานให้เหลือเพียงการตรวจสอบคุณภาพ ควบคุมเครื่องจักร หรือประกอบชิ้นส่วนที่ละเอียดอ่อน ทำให้ผลลัพธ์สุดท้าย นอกจากจะผลิตรถยนต์ได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น ยังช่วยทุ่นแรง และสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างพนักงานชายและหญิงในโรงงาน ซึ่งมักมีภาพจำว่าเป็นพื้นที่ที่ต้องการเฉพาะช่างเพศชาย
ข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชั้นดี ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนแรงสนับสนุนของรัฐบาลจีนให้คนหันมาใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ ย่อมเป็นปัจจัยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเฟื่องฟูรวดเร็ว กระนั้น ในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญที่อุตสาหกรรมดังกล่าวกำลังเผชิญ คือการผลิตรถยนต์ออกมาล้นตลาด มากเกินความต้องการของผู้ใช้งาน จนธุรกิจหลายรายขาดทุนและล้มหายตายจากไป ส่วนบริษัทเจ้าใหญ่ก็ต้องขวนขวายขยายตลาดสู่ต่างชาติ ตัวอย่างเช่นฉางอัน ออโตโมบิลเองวางแผนจะตีตลาดหลายภูมิภาค ทั้งยุโรป อาเซียน ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา กระทั่งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 1.2 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2030
ทอดมองท้องถนนในฉงชิ่ง จะเห็นได้ว่ารถยนต์ป้ายสีเขียวหรือรถไฟฟ้า มีมากหน้าหลายตาปริมาณพอๆ กับรถยนต์สันดาปภายใน ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีให้หลัง หลายประเทศอาจเจริญรอยตามในเส้นทางเดียวกัน จากกลยุทธ์การบุกตลาดอย่างหนักของแบรนด์รถยนต์จากจีนก็เป็นได้
3.
ฤดูใบไม้ร่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน มักเป็นช่วงที่ท้องฟ้าเหนือมหานครคลุมด้วยแผ่นเมฆสีขมุกขมัว หากโชคดี จะมีบางวันที่แสงแดดส่องลงมาถึงพื้นให้คนได้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง แต่ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ที่ปลูกต้นไม้แทรกแซมแทบทุกพื้นที่ สลับกับทิวทัศน์ภูเขาหินซึ่งมีพืชพรรณเติบโตตามธรรมชาติ – ต่อให้ปราศจากแดดไปบ้าง บรรยากาศของฉงชิ่งก็หาได้ชืดชาอึมครึมจนเกินไปนัก
นี่อาจเป็นตัวอย่างความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้มาเยือนสัมผัสได้จากเป้าหมายการพัฒนา ‘มหานครสีเขียว’ ซึ่งฉงชิ่งให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยที่ผ่านมา ฉงชิ่งมีแผนพัฒนาทั้งในด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตัวอย่างเช่น โครงการ ‘1,000 km Forest Belt’ ซึ่งเพิ่มพื้นที่ป่าตลอดระยะทางสองชายฝั่งแม่น้ำฉางเจียง บริเวณเขื่อนสามหุบเขา (ซานเสียต้าป้า – Three Gorges Reservoir 三峡大坝) แม่น้ำเจียหลิง แม่น้ำอูเจียง (Wujiang 乌江) และแม่น้ำฝูเจียง (Fujiang 涪江) มาตั้งแต่ปี 2020 รวมถึงสร้างอุทยานแห่งชาติสีเขียวกว่า 12 แห่ง
ทั้งยังมีแผนด้านลดการปล่อยคาร์บอน – ผ่านการส่งเสริมบริการขนส่งสาธารณะพลังงานไฟฟ้าและการใช้ยานพาหนะพลังงานใหม่ สร้างศูนย์การค้าและโรงงานสีเขียวที่ได้การรับรองด้านสิ่งแวดล้อม ให้ผู้ประกอบการเข้าร่วม ‘คาร์บอนเครดิตแพลตฟอร์ม’ เพื่อตรวจสอบและจัดอันดับ
แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือแผนพัฒนาเมืองไร้ขยะ (waste-free city) ซึ่งฉงชิ่งตั้งเป้าว่าจะทำให้สำเร็จภายในปี 2025 – ในที่นี้ คำว่า ‘เมืองไร้ขยะ’ อาจไม่ได้หมายความตรงตัวเสียทีเดียว แต่หมายถึงความสำเร็จในการพัฒนาเมืองที่มุ่งลดปริมาณขยะจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การดำเนินชีวิตของผู้คน ตลอดจนมีการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด
แง่หนึ่ง สำหรับเมืองที่ใหญ่ เติบโตไว และมีประชากรจำนวนมาก นี่คือโจทย์ท้าทายอย่างไม่ต้องสงสัย การร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ เพื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้ฉงชิ่งสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ไกลออกไปจากตัวเมืองในพื้นที่เขตอวี้เป่ย กว่าหนึ่งแสนตารางเมตรคือที่ตั้งของโรงงานแปรรูปขยะเป็นพลังงาน Sanfeng Yulin ของบริษัท Chongqing Sanfeng Yulin Environmental Energy รัฐวิสาหกิจผู้เชี่ยวชาญการกำจัดขยะและแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถ้ามองแค่หน้าตาของสิ่งก่อสร้าง อาจชวนนึกสับสนกับอาคารสำนักงานสักที่ เพราะแม้จะมีปล่องทรงสูงคอยปล่อยควันขาวออกมาไม่ขาดสาย สิ่งที่กระทบจมูกกลับมีเพียงกลิ่นชื้นของอากาศเย็นๆ ไร้วี่แววของกลิ่นเหม็นตามประสาโรงงานเผาขยะแต่อย่างใด
จนกระทั่งได้เห็นรถขนขยะสีเขียวจอดอยู่ภายในห้องโถง และภูเขาขยะจำนวนมหาศาลในโกดัง ถึงทำให้คนตระหนักได้ว่าที่นี่คือโรงงานเผาขยะที่มีระบบจัดการมลภาวะดีขนาดไหน
โรงงาน Sanfeng Yulin เริ่มดำเนินการในเดือนธันวาคม ปี 2020 รับหน้าที่กำจัดขยะมูลฝอยจากเขตตะวันออกเฉียงเหนือของฉงชิ่ง ประกอบด้วยเขตอวี๋เป่ย เจียงเป่ย ไปจนถึงเขตใหม่เหลี่ยงเจียงเป็นหลัก โดยสามารถกำจัดขยะได้ราว 3,000 ตันต่อวันด้วยวิธีการเผา ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหลายประเทศ ณ ขณะนี้
ตัวแทนบริษัท Sanfeng กล่าวว่าการจัดการขยะมูลฝอยจากครัวเรือนสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการฝังกลบ เผา และรีไซเคิล ในอดีต เมืองฉงชิ่งเองก็เคยใช้วิธีฝังกลบเช่นกัน – และพื้นที่สำหรับฝังกลบนั้น ไม่ห่างจากที่ตั้งโรงงานปัจจุบัน ชนิดสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้จากหน้าต่างชั้นสำนักงานเสียด้วย – แต่เมื่อปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ฝังกลบย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป อีกทั้งการฝังยังสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน แม้จะอยู่ไกลจากแหล่งชุมชนก็ตาม รวมถึงสร้างผลกระทบระยะยาว ทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่อาจใช้ประโยชน์ในทางอื่นได้ทันทีภายหลังเลิกฝังกลบขยะ
การเผาจึงค่อยๆ เข้ามาแทนที่การจัดการขยะแบบเดิม และเริ่มมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาเนื่องจากใช้พื้นที่ขนาดเล็กกว่า และการเผาสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายทาง หนึ่งในนั้นคือการนำความร้อนที่เกิดจากการทำลายขยะมาเป็นพลังงานให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับที่โรงงาน Sanfeng ทำ โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากขยะของที่นี่เฉลี่ยอยู่ที่ 90 เมกะวัตต์ต่อวัน หรือ 600 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
“ถ้าจัดการได้ดี ขยะก็ไม่ใช่ของเหลือทิ้ง” – แต่เป็นขุมทรัพย์พลังงานรูปแบบหนึ่ง ตัวแทนบริษัท Sanfeng กล่าว
กระบวนการจัดการขยะของโรงงานแห่งนี้ เริ่มต้นจากการที่รถบรรทุกขนขยะมูลฝอยมาชั่งวัดปริมาณ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการดูดกลิ่นและความชื้น ทิ้งไว้ในโรงพักจนขยะแห้งสนิท แล้วค่อยนำไปเผาในเครื่องจักรอันเป็นเทคโนโลยีเด่นอย่างหนึ่งของ Sanfeng เพราะสามารถเผาขยะได้ละเอียดแทบไม่เหลือซาก ทั้งยังมีชั้นกรองมลภาวะคุณภาพสูงที่ทำให้ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมในระดับต่ำกว่ามาตรฐานที่อียูกำหนด ดังจะเห็นได้จากควันไฟจากการเผากลายเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่นไหม้หรือละอองฝุ่นรบกวนใจ ขณะที่น้ำส่วนเกินซึ่งเกิดจากการเผา จะถูกนำไปผ่านระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น ใช้ในการทำเกษตรกรรม เป็นต้น
นอกจากนี้ กระบวนการทั้งหมดยังใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อลดการใช้แรงงานมนุษย์ในงานประจำวันหรืองานทำซ้ำ รวมถึงสร้างความปลอดภัยระหว่างกระบวนการทำลายขยะ โดยพนักงานจะหน้าที่คอยควบคุมระบบ ติดตามการทำงานผ่านศูนย์สั่งการ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
ปัจจุบัน บริษัท Sanfeng ถือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการเผาทำลายขยะล้ำสมัยที่ได้การยอมรับทั้งในประเทศจีน ยุโรป รวมถึงประเทศไทย ซึ่งนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในโรงงานเผาทำลายขยะ จังหวัดภูเก็ต นครปฐม สระบุรี และนครราชสีมา
ทั้งนี้ ตัวแทนคณะผู้บริหารเปิดเผยว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และเข้ามาร่วมผลักดันให้ฉงชิ่งกลายเป็นมหานครสีเขียวได้ คือแรงสนับสนุนจากรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การขายไฟฟ้าได้ราคาดีกว่าไฟฟ้าจากโรงงานถ่านหินทั่วไป รวมถึงได้รับการจัดสรรที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานเพิ่มเติมในอนาคต
มีคำภาษาจีนคำหนึ่งถูกใช้กล่าวปิดท้ายเพื่ออธิบายความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันระหว่างภาคธุรกิจและรัฐบาลเช่นนี้
คำคำนั้นคือ ‘ชวงอิ๋ง’ (双赢) ที่แปลว่า win-win situation
จุดบรรจบของชัยชนะที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ คือธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง รัฐบาลสามารถจัดการปัญหาขยะในเมือง และประชาชนได้รับประโยชน์จากการกำจัดของเสียด้วยวิธีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลิตพลังงานสะอาด ที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนต่อไป
4.
ก่อนหน้านี้มีคนเคยกล่าวไว้ – ถ้าใครไม่เคยไปเยือนประเทศจีน ให้ลองสัมผัสประสบการณ์ครั้งแรกที่เซี่ยงไฮ้ ไม่ก็ฉงชิ่ง เพราะสองมหานครนี้คือภาพแทนของแดนมังกรในปัจจุบัน ซึ่งผสมผสานวัฒนธรรมจากอดีตเข้ากับความทันสมัย รวมถึงแสดงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่ออนาคตได้เป็นอย่างดี
และภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ นวัตกรรมใหม่ ตลอดจนสารพัดความสะดวกสบายแม้จะอยู่เหนือภูเขา สะท้อนชัดเจนว่าตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร พร้อมขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจเต็มกำลัง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเติบโตก้าวข้ามมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ ตามที่เคยประกาศไว้ว่าจะไปให้ถึงฝันภายในปี 2035
แม้ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และพิษจากสงครามการค้าที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2017 (ทั้งมีทีท่าว่าจะหวนกลับมาร้อนแรงยิ่งกว่าเดิมในยุคสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์) จะทำให้จีนก้าวอย่างชะงักงันไปบ้าง แต่จากการเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม คลังการผลิตของโลก และคู่ค้ารายใหญ่ของอีกหลายประเทศ คงทำให้ใครก็ไม่อาจดูเบาความฝันของจีนและความไม่แน่นอนของอนาคตนับจากนี้ได้
ย้อนกลับมาคิด – แล้วอนาคตของไทยจะเป็นอย่างไร
ไทยและจีนต่างมีความสัมพันธ์อันดีตลอดมา – ซึ่งปี 2025 เป็นวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอีกด้วย – ทว่าพร้อมๆ กับที่มอบโอกาสมากมาย จีนยังสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยเฉพาะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีประเด็นเกี่ยวกับการรุกคืบของทุนจีน สินค้าล้นทะลัก การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนยุคใหม่ ปรากฏให้เห็นเป็นระยะ
ในวันที่จีนก้าวไปไกล ไทยก็ควรก้าวให้ไว – ก้าวให้ทันเช่นกัน
หมายเหตุ: ผู้เขียนเดินทางเยือนมหานครฉงชิ่ง ระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2024 โดยเป็นกิจกรรมหนึ่งของหลักสูตร ‘มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้ ปีที่ 6’ จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย