โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนสูงอายุเยอะ-เทรนด์รักสุขภาพเพิ่ม ทำตลาดขนมขบเคี้ยวไทยโตน้อย ปี 68 จะขยายตัวแค่ 2%

TODAY Bizview

อัพเดต 26 ธ.ค. 2567 เวลา 14.30 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2567 เวลา 07.30 น. • workpointTODAY

สังคมสูงวัยไม่ได้กระทบแค่ตลาดแรงงานในประเทศไทยอย่างเดียว แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุไปถึงอัตราการเติบโตของ ‘ตลาดขนมขบเคี้ยว’ ในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วยว่าจะเติบโตชะลอตัวเรื่อยๆ รวมถึงเทรนด์เรื่องการดูแลสุขภาพที่เป็นประเด็นใหญ่มากขึ้นก็มีส่วนทำให้ตลาดขนมขยายตัวช้าลง

ปี 2568 ประเมินว่ายอดขายขนมขบเคี้ยวในไทยน่าจะอยู่ที่ 50,400 ล้านบาท หรือโต 2% เทียบจากปีนี้ที่ตลาดขนมโตประมาณ 6%

เหตุผลใหญ่มีอยู่ 2-3 เรื่องที่ทำให้ตลาดขนมขบเคี้ยวโตน้อยลง ก็คือ

  • จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ (โตแต่ก็โตอย่างช้าๆ)
  • ประชากรคนไทยที่เติบโตขึ้นเป็นกลุ่มคนสูงอายุ ทำให้ขนมขบเคี้ยวไม่ใช่สินค้าที่ตอบโจทย์
  • กระแสการดูแลสุขภาพ คนไทยรักและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ดังนั้น ปัจจัยต่างๆ ที่พูดมานั้นทำให้ศูนย์วิจัยฯ คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 5 ปีข้างหน้า การทานขนมขบเคี้ยวจะน้อยลง อัตราการเติบโตราว 2-5% ต่อปีเท่านั้น

[ ผู้เล่นในตลาดเดือด สินค้านำเข้าทะลัก ]

นอกจาก 3 เรื่องที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การบริโภคขนมขบเคี้ยวน้อยลง ยังมีเรื่องการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงด้วย ทั้งที่เป็นผู้ผลิตคนไทยและรายที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมๆ ปัจจุบันมีประมาณ 590 รายจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถือว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม Red Ocean มานานแล้ว

โดยปัจจุบันผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวที่เป็นบริษัทคนไทย และมีสินค้าหลาย BU อย่างเช่น บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท อาหารยอดคุณ จำกัด หรือ บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด ที่มีสินค้าหลักเป็น ‘ถั่วโก๋แก่’

ก่อนหน้านี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเผยรายชื่อประเทศที่ส่งออกขนมขบเคี้ยวจากแป้งข้าวรายใหญ่ของโลก ก็คือ เยอรมนี และสวีเดน โดยขนมที่ส่งออกส่วนใหญ่จะเป็นประเภท ‘บิสกิต’ หรือ ขนมปังกรอบสอดไส้รสต่างๆ

ซึ่งขนมประเภทบิสกิต ในปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มยอดขายสูงที่สุดถ้าเทียบกับขนมอีก 2 ประเภท ก็คือ ขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ดกับขนมขบเคี้ยวที่ทำจากสาหร่าย/เนื้อสัตว์/ธัญพืช มีข้อมูลดังนี้

  • ขนมปังกรอบและบิสกิต ยอดขายจะโตประมาณ 2.7% มูลค่าตลาดอยู่ที่ 18,750 ล้านบาท จากแรงหนุนความเป็นเมืองและจำนวนร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เพิ่มขึ้น
  • ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากสาหร่าย/เนื้อสัตว์/ธัญพืช คาดว่าจะโต 2.4% มูลค่าตลาด 6,450 ล้านบาท เพราะเทรนด์การบริโภคที่ดูแลสุขภาพมากขึ้น
  • ขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ด คาดว่าจะโตที่ 1.4% มูลค่าตลาด 25,200 ล้านบาท เหตุผลที่มูลค่าสูงกว่าขนมแบบอื่นเพราะเดิมเป็นตลาดหลักมาตลอด

ขณะที่ ขนมขบเคี้ยวนำเข้ามีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่ขนมห่อ, ขนมถุง หรือบิสกิต แต่ศูนย์วิจัยฯ พูดถึงตลาดรวมที่คลุม ‘ฟาสต์ฟู้ด’ ไปด้วย โดยเฉพาะร้านอาหารเชนสัญชาติจีนและเกาหลีอย่างไก่ทอดที่เข้ามาตีตลาดไทยเพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563-2566 ขนมขบเคี้ยวนำเข้าอาจจะยังมีปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ปริมาณการนำเข้าขนมปังกรอบและเวเฟอร์เติบโตเฉลี่ยกว่า 8% ต่อปี และในช่วง 10 เดือนแรกปี 2567 ยังเติบโตต่อเนื่องถึง 11%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ให้คำแนะนำด้วยว่า ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเสมอไม่มีใครใช้โมเดลธุรกิจเดิมๆ แล้วยังประสบความสำเร็จได้ (หากมีก็คงไม่เยอะ) การปรับตัว, การใช้โปรโมชั่นต่างๆ ที่ยังทำให้ผู้บริโภคจำเราได้เป็นเรื่องสำคัญ แต่กฎระเบียบ หรือนโยบายที่เกี่ยวข้องในเชิงกฎหมายก็จำเป็นต้องเรียนรู้

อย่างเช่น ‘ภาษีความเค็ม’ ที่ตอนนี้กรมสรรพสามิตของไทยก็พยายามจะผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีโซเดียมภายในปี 2568 ซึ่งคนไทยมีการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานสากลถึง 2 เท่าจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน และคิดว่าน่าจะมีผลกระทบต่อการผลิตขนมขบเคี้ยวในอนาคตด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...