ย้อนเส้นทางนางงาม ลูกจัน-จันจิรา จันทร์โฉม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เปลี่ยนชีวิต
ย้อนเส้นทางนางงาม ลูกจัน-จันจิรา จันทร์โฉม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 ตำแหน่งนางงามเปลี่ยนชีวิต เล่าดราม่าในอดีตเทียบยุคนี้
หากพูดถึงชื่อนางงามที่หลายๆ คนคิดถึงคงจะต้องมีชื่อของ ลูกจัน-จันจิรา จันทร์โฉม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 ซึ่งปัจจุจันเธอดำรงตำแหน่งผู้บริหารส่วนงานบริหารแบรนด์ Cosmetic บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล แม้ว่าจะห่างหายจากวงการบันเทิงไปนาน แต่ลูกจัน-จันจิรายังคงความสวยสมกับเป็นเจ้าของตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เมื่อมีโอกาสได้พบจึงขอพูดถึงให้หายคิดถึง
ลูกจัน-จันจิรา ได้เล่าย้อนให้เราฟังถึงเส้นทางก่อนก้าวเข้าสู่วงการนางงามว่า เข้าสู่วงการการประกวดนางงามได้เพราะพี่ใหม่ หรือชื่อในวงการคือพี่แสบเขาเห็นเรา แล้วคงรู้สึกเข้าตา เขาบอกว่าน้องตัวสูงนะ น้องหน้าตาโอเค เป็นนางงามได้จึงมาชักชวนให้ประกวดนางงาม ตั้งแต่เราอยู่ ม.5 ตอนนั้นดีใจ เรารู้สึกว่าคนที่จะประกวดนางงามได้ต้องสวย เขาบอกว่าเราประกวดนางงามได้จึงโอเคค่ะ เริ่มตั้งแต่ธิดาขายไอโอดีน นางนพมาศ นางสงกรานต์ ประกวดมาทั้งหมด 17 เวทีช่วงตั้งแต่ ม.5 - ม.6 เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเยอะ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเราตั้งใจว่าจะประกวดเวทีระดับชาติ เราตัดสินใจเลือกเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 ตอนนั้นพอดีเราพร้อมแล้วโตเป็นสาวเต็มที่ เข้าปี 1 เราจึงคุยกับพี่ใหม่ว่าเราจะประกวดเวทีนี้กัน รู้สึกว่าตัวเองได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 ตอนอายุน้อย แต่ตอนนั้นพร้อมมากแล้ว เวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สเป็นเวทีที่ 18 ของเรา แต่ไม่ได้เป็น 18 มงกุฎเพราะว่ามีตกรอบบ้างอะไรบ้าง (หัวเราะ)
“เวทีเล็กกับเวทีใหญ่แตกต่างกับมากค่ะเมื่อเราได้ตำแหน่งใหญ่อย่างมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส กลายเป็นเช้าวันรุ่งขึ้นคนรู้จักเราทั้งประเทศ ได้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง ได้แสดงละคร ได้ทำงานอะไรหลายๆ อย่างที่ถ้าเราไม่ได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เราคงไม่มีโอกาสนี้ จนถึงทุกวันนี้ ตำแหน่งนี้เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตเราเลย” มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 เล่าถึงความภูมิใจที่ได้รับตำแหน่ง
เมื่อถามถึงความแตกต่างของนางงามสมัยนี้ กับนางงามยุคก่อน ลูกจัน-จันจิรา เผยว่า แตกต่างกันมากนะคะ ของลูกจันน่าจะเป็นยุคกลาง ยุคต้นน่าจะเป็น พี่ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ จะมีแพทเทิร์นของนางงามที่คลาสสิค Elegance (อิลิแกนซ์) ไม่ได้ดูมีความสดใส ทันสมัย มีความเป็นนางพญา ส่วนขอยุคลูกจันเป็นยุคกลางจะไม่ทำผมทรงฟาร่า จะมินิมอลขึ้น ผมไดร์ตรง ไม่มาเป็นก้อน นางงามมีความทันสมัยขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น ไม่ค่อยๆ เดิน ยุคของจันเป็นยุคที่เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น การพูดการจาไม่ได้เป็นจังหวะแบบยุคคลาสสิค เป็นตัวของตัวเองแต่ยังติดความเป็นนางงาม คือต้องรักษาภาพลักษณ์ เซ็กซี่มากไม่ได้ต้องเซฟตัวเองในช่วงเวลานั้น
แต่นางงามปัจจุบันนี้โอ้โห้ สุดจริงๆ สวยก็ต้องเอาให้สุด อย่าไปแคร์ ว่าใครจะบอกว่าแต่งเยอะไม่เป็นธรรมชาติ เปิดกว้างเรื่องการเสริมเติมแต่งในมันเพอร์เฟค สมัยก่อนทำจมูกไม่ได้เลยนะคะ ไม่สวยตามธรรมชาติไม่ได้ เติมโน่นเติมนี้ ติดขนตาขึ้นเวทียังไม่ได้เลย ของจันห้ามทาลิปกลอส ใส่ชุดว่ายน้ำจะเสริมฟองน้ำไม่ได้ ทุกอย่างต้องแท้จริง แต่ยุคนี้เอาให้สุด เอาให้ออกสื่อ เห็นในโซเซียลฯ ต้องสวยที่สุด เป็นตัวของตัวเองแบบที่เจิดจรัสเฉิดฉาย สุดๆ ไปเลย การแสดงความคิดความอ่านอาจจะต้องมีการเทรนด์ แต่เรารู้สึกว่าเขาไม่ต้องคีพความเป็นนางงามมากขนาดนั้นแล้ว พอมันเปิดกว้างขนาดนี้ จันคิดว่าน้องๆ รุ่นใหม่เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น มั่นใจมากขึ้น เมื่อเข้าถึงการเทรนด์ตัวเองได้มากขึ้น จันว่าน้องๆ ยุคนี้เก่งกว่านางามยุคจันเยอะมาก
ดราม่ายุคก่อน-ยุคนี้ ?
จันว่าดราม่าสมัยก่อนก็ไม่เบา ไม่มีช่องทางมาแก้ข่าว แก้ตัว อยู่ดีๆ ก็มีข่าวเป็นบ้านเล็กคนนั้นคนนี้ นางงามแก้ข่าวไม่ได้นะคะ ถ้าไม่มีพี่ๆ สื่อคอยซัพพอร์ต ไม่มีวันแก้ได้เลย จนถึงทุกวันนี้เราก็จะเจอข่าวนางงามรุ่นก่อนๆ ไปต่างประเทศ ไปนั้น ไปนี่ จนถึงทุกวันนี้เข้าไม่มีโอกาสได้มาบอกเลยว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ดราม่ายุคนั้น แค่คำๆ เดียวติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ยุคจันมีอินเตอร์เน็ต แต่ไม่ได้มีโซเซียลฯที่จะมานั่งแถลงอะไรด้วยตัวเอง เหมือนปัจจุบัน ดราม่าจึงถูกจำกัดอยู่ในหนังสือพิมพ์บันเทิง ซึ่งถ้าไม่ได้มีใครไปขุดคุ้ยมามันคงอยู่แต่ในช่วงเวลานั้น แต่ปัจจุบันนี้นางงามมีพื้นที่สื่อของตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อดราม่าเกิดขึ้น การตอบโต้ การแก้ข่าว การรักษาสิทธิของตัวเอง เราสามารถพูดได้หมด กลายเป็นดาม่า 1 เรื่อง ไม่ได้จบแค่นั้น มันสามารถต่อทอดไปได้อีกเป็นสิบอย่าง เพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง หรือเมื่อมีใครเอาไปขยี้ แต่ถ้าถามถึงความดราม่าจันว่าพอๆ กัน
“จันไม่เคยเจอดาม่าแบบในยุคปัจจุบัน แต่คิดว่าคงต้องจิตแข็งพอสมควร คงต้องใช้คำว่า “นิ่งให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” ตั้งสติ ถ้าเราอยู่บนพื้นฐานความจริง ความถูกต้อง จันว่านั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยเราได้ จริงใจให้การที่จะสื่อสาร ถ้าเราต้องอะไรถูกต้องก็อย่าไปกลัว แต่ถ้าเราทำอะไรผิดจริง จันว่าหลายคนเรียนรู้แล้วว่าการยอมรับผิดอย่างจริงใจจะจบได้เร็วกว่า เรื่องหนักที่สุดที่เจอจำไม่ได้แล้ว ถ้าจำไม่ได้คงแปลว่าไม่ได้หนักหนามาก ตอนนั้นยังไม่มีโซเซียลฯ ยุคจัน hi 5 ยังไม่มีเลย หนังสือพิมพ์ก็พาดหัวข่าวไป เราคิดว่าเดี๋ยวคนก็ลืม
และข่าวสมัยนั้นไม่ได้ถูกอัปโหลดลงโซเซียลมีเดีย จนถึงทุกวันนี้คนที่เอาเราไปตีข่าวจนน่าเกลียด เราก็นั่งคิดว่าเออ เดี๋ยวจะจำเขาไว้ว่าเขาทำกับเราอย่างนี้ แต่เราไม่ได้ไปแก้แค้นตอบโต้อะไร ได้แต่บอกตัวเองว่าคืนนี้ถ้านอนไม่หลับปล่อยให้จิตตัวเองฟุ้งซ่านไปก่อน ตื่นเช้ามาเดี๋ยวคนก็ลืม แล้วมันก็ลืมจริงๆ คนไม่ได้มาสนใจอะไร เพราะเราไม่ได้มีนัยยะอะไรกันชีวิตพวกเขา อาจจะเป็นช่วงหนึ่งที่มันเป็นข่าว เป็นสีสัน แปปหนึ่งมันก็มีเรื่องอื่นน่าสนใจกว่า เกิดขึ้นเรื่อย เป็นวิธีคิดอย่างหนึ่งว่าอะไรเกิดขึ้นได้ มันก็ดับไป เลยรู้สึกว่าโอเค ผ่านไปได้ ถ้าใครเจอดราม่าอะไรก็ ยอมให้ตัวเองนอยๆ สักคืน ตื่นมามันก็จะดีขึ้น ก็จะผ่านไป” มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 กล่าว
วงการนางงามยุคนี้ ไม่เหมือนยุคก่อน ถ้าสามารถเลือกได้เราอยากประกวดยุคไหน ?
เจ้าของตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 ตอบว่า ด้วยความที่มีจริตอินเนอร์นางงามในสายเลือด ประกวดยุคไหนก็ได้ เพราะว่าเราชอบอยู่แล้ว เพราะนางงามต้องมีความมั่นใจในตัวเองต้องมีอินเนอร์ ซึ่งเรารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดยุคไหน เราก็จะประกวดอยู่ดี
เล่าเรื่องราวเส้นทางการเป็นนางงามมีมงฯ กันไปแล้ว หลายๆ คนคงสงสัยว่าขณะนี้ ลูกจัน-จันจิรา ทำอะไรอยู่หลังห่างหายจากวงการบันเทิงไป
ลูกจัน-จันจิรา เผยว่า ขณะนี้ดำรงแหน่งเป็น ผู้บริหารส่วนงานบริหารแบรนด์ Cosmetic บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์หลักที่ดูแลก็คือ BSC COSMETOLOGY เป็นแบรนด์ที่สนับสนุนการประกวดของลูกจันตอนมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2545 เป็นจุดที่ทำให้เราชอบเครื่องสำอางค์ ที่บอกว่าเรามีความสุขและโชคดีคือได้มาทำงานในเครื่องสำอางค์ที่สนับสนุนเราตอนเป็นนางงาม พอได้มาทำแล้วรู้สึกชอบ มีแพทชั่นที่จะทำให้แบรนด์ไทย เป็นแบรนด์แห่งชาติ เราอยากให้แบรนด์ของคนไทย เป็นแบรนด์ของคนในชาติ
ล่าสุดได้ออกคอลเลกชั่น BSC AUTHENTIQ BIO มีรองพื้น แป้ง และลิปสติก คอนเซ็ปต์หลักคือสะท้อนตัวตนของผู้หญิงที่มีความสวย ฉลาด มั่นใจ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่ต้องต่อสู้กับอากาศแบบบ้านเรา เวลาเราลงไปพัฒนางานจะต้องดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักที่เราจะพัฒนาสินค้าตัวนี้ เขามีปัญหาอะไรเรื่องเขามีโจทย์เกี่ยวกับการแต่งหน้า ผิวหน้า ความสวยงามในการใช้เครื่องสำอางค์ เราเอาตรงนั้นมาพัฒนา แต่ละคอลเลกชั่นใช้เวลานานมาก
“เรื่องการทำงานจันถือว่าค่อนข้างพอใจเราเติบโตมาจากการเป็นพนักงานประจำ ทำงานมา 18 ปี แล้วค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง ได้รับโอกาสในการทำงานต่างๆ จนได้มีโอกาสมาทำสิ่งที่ชอบ คือเราชอบเครื่องสำอางค์ ค่อยข้างลงตัวที่เราเริ่มต้นมาจาก 1 แล้วค่อยๆ ก้าวมาทีละสเตป รู้สึกว่าตัวเองโชคดีในเรื่องของการทำงาน ผู้หลักผู้ใหญ่เมตตาให้โอกาส คอยสอน ให้หลักคิด สอนวิธีการทำงานต่างๆ จนสามารถมาได้ถึงขนาดนี้ ก็รู้สึกว่าค่อนข้างภูมิใจในตัวเอง” ลูกจัน-จันจิรา เผยถึงการทำงานของตัวเอง
ก่อนจะเล่าเรื่องชีวิตครอบครัวว่า “เรื่องครอบครัวน่าจะเป็นคนมีชีวิตค่อนข้างธรรมดา แต่งงาน มีลูกชาย อายุ 10 ขวบ ยังมีครอบครัวที่เราต้องดูแล พ่อแม่ลูกทุกอย่างโอเค เรียกได้ว่าสมบรูณ์ การศึกษาจบปริญญาตรีอุตสาหกรรมการเกษตร ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบปริญญาโท วิศวะกรรมสิ่งแวคล้อม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบปริญญาเอก วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สหสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตั้งใจจะเรียนให้จบปริญญาเอกเพราะมันเป็นเป้าหมายของเรามาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
เพราะว่าเรามาจากครอบครัวต่างจังหวัด พ่อแม่เป็นพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้มีการศึกษามากมาย ไม่ได้เป็นคนทำงานในองค์กร เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยากมีความมั่นคงในชีวิต เราน่าจะต้องมีการศึกษา เพื่อนำพาชีวิตของเราให้ไปในที่ต่างๆ ที่เรารู้สึกว่าเราอยากมีความมั่นคง มันเลยเป็นความรู้สึกที่ว่าการศึกษานี่แหละที่น่าจะช่วยยกระดับชีวิตเราได้ บังเอิญว่าตอนเด็กๆ เรียนดี เป็นสิ่งเดียวที่มีให้ทำ ไม่มีของเล่น ไม่เก่งอย่างอื่น กีฬาก็ไม่ได้งั้นเรียนหนังสืออย่างเดียวแล้วกัน เรารู้สึกว่าการเรียนหนังสือมันทำให้เรารู้สึกหลายอย่างมาก ถ้าเราทำได้เลยอยากเรียนให้ถึงที่สุดของการเรียน คือปริญญาเอก คิดแบบนี้มาตลอด เพราะเรามีความเชื่อว่าการศึกษาช่วยยกระดับชีวิตเราได้ พอเรามีโอกาสเรียนจริงๆ ก็ทำจนสำเร็จ รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรติดค้างแล้วเรื่องการศึกษา”
จากนั้น ลูกจัน-จันจิรา มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2545 จะทิ้งท้ายถึงเคล็ดลับการประสบความสำเร็จในชีวิตว่า เรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาตัวเองตลอดเวลา ต้องถามตัวเองก่อนว่ามีเป้าหมายอะไรในชีวิตบ้าง อยากทำอะไรเพิ่ม หรือมีความสุขแล้ว ถ้ามีความสุขก็อยู่ในแนวทางที่ตนเองชอบ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ถามตัวเองว่าพอใจแล้วหรือยัง ถ้ารู้สึกว่ายังไปได้อีก ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน พอตั้งเป้าหมายแล้ว ณ ตอนนี้กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ยังไปไม่ถึง แล้วถ้าจะให้ไปให้ถึงต้องทำอย่างไร ก็ทำวิธีที่ง่ายที่สุดคือ ศึกษาแนวทางของคนที่ประสบความสำเร็จว่าเขาทำอย่างไร สมมติ คนที่เป็นผู้บริหารระดับสูง เขาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เขาเก่งแบบนี้ เขาเข้าใจแบบนี้ เราทำได้แบบเขาไหม ถ้าทำไม่ได้ อะไรที่เราขาด เราก็ไปพัฒนาตัวเอง ถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าเราจะไปทางไหน ก็จะเหมือนชีวิตไปวันๆ แต่ถ้าเรามีความสุขกับแบบแผนที่เราวางไว้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จกับสิ่งที่เราได้ทำไว้ แต่ถ้าเรามี KPI ที่ประสบความสำเร็จในรูปแบบอื่น ก็ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น
เรียกได้ว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน ลูกจัน-จันจิรา จันทร์โฉม ก็เป็นนางงามที่สมมงฯ มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สเสมอ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนเส้นทางนางงาม ลูกจัน-จันจิรา จันทร์โฉม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เปลี่ยนชีวิต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th