เข้าใจ “ความผันผวน” ของตลาด...ช่วยกำหนดการลงทุนที่เหมาะสมได้ !!!
Where2put Ur Money: ตอนที่แล้วได้เล่าถึงสไตล์การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด สิ่งที่นักลงทุนต้องทำคือประเมินทิศทางตลาดและราคาสินทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อเป็นโอกาสหากเราเห็นปัจจัยบวก และเป็นการหลบความเสี่ยงหากเห็นปัจจัยลบ
“การลงทุนในเวลานี้เราจะเห็นเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของทิศทางตลาดและสินทรัพย์ที่รวดเร็ว กล่าวคือมีปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์เกิดขึ้นตลอดเวลา บางช่วงอาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยลบที่กระทบตลาดมาก แต่เป็นในรูปแบบความไม่แน่นอนที่คาดการณ์ไม่ได้ รวมถึงการเกิดปัจจัยลบใหม่เข้ามาแทนที่ปัจจัยลบเดิม มีส่งต่อการตัดสินใจและบรรยากาศการลงทุน”
ดังนั้นนอกจากการมีสไตล์ลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละคนแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือภาวะ “ความความผวน” ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์เช่นกัน
“ความผันผวน” (volatility) เป็นคำเรียกหรือนิยามของการเปลี่ยนแปลงราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนปรับตัวตามไปด้วย ซึ่งเกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญหลักๆ ได้แก่
“ภาวะเศรษฐกิจ” เช่น การเติบโตของ GDP อัตราเงินเฟ้อ หรือ ความเสี่ยงจากเรื่องการเมือง ตลาดมักปรับตัวตามภาวะดังกล่าว
“กำไรบริษัทจดทะเบียน” รายงานผลกำไร รวมถึงข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน มีผลต่อทิศทางราคาหุ้นและตลาด
“นโยบายทางการเงิน” เช่น การปรับอัตราดอกเบี้ย การประกาศใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลาง ล้วนผลต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
“ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ” เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น การเมือง สงครามการสู้รบ ความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศ ภัยธรรมชาติ
“พฤติกรรมผู้ลงทุน” เช่น ความสามารถในการรับความเสี่ยง ความมั่นใจและความกล้าหาญ การลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์เช่นกัน
“ในการลงทุนนั้น ‘ความผันผวน’ ทำให้ราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวความผันผวนจะลดลงราคาสินทรัพย์และตอบแทนอาจจะดีขึ้นตามคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามมุมมองการลงทุนนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความชอบหรือความต้องการของแต่ละคน ภาวะความผันผวนอาจเป็นโอกาสของนักลงทุนที่ชอบเก็งกำไรเช่นเดียวกันหากมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้”
แต่แน่นอนว่า “ความผันผวน” เป็นความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำเช่นกัน ดังนั้นการรับมือความผันผวนเป็นเรื่องที่ควให้ความสำคัญเช่นกัน ซึ่งสามารถได้ เช่น 1) กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนของระดับราคาต่ำ เช่น ตราสารหนี้ 2) วางแผนลงทุนและขายทำกำไรเมื่อผลตอบแทนถึงตามเป้าหมาย 3) เลือกลงทุนระยะยาวเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวน แต่ต้องประเมินสถานการณ์ในอนาคตด้วยเช่นกัน รวมถึง 4) ตรวจสอบพอร์ตการลงทุนเป็นระยะและพร้อมที่ปรับเปลี่ยนเมื่อตลาดเกิดปัจจัยสำคัญอย่างมีนัย
แม้สินทรัพย์บางประเภทอาจจะมี “ความผันผวนต่ำ” แต่ทุกสินทรัพย์การลงทุนในตลาดทุนมีความเสี่ยงจาก “ความผันผวน” ทั้งนั้น การทำความเข้าใจความผันผวนของสภาพตลาดทั้งในและต่างประเทศ ช่วยให้เราสามารถกำหนดรูปแบบการลงทุน การเลือกสินทรัพย์ และกำหนดช่วงเวลาในการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่เหมาะสมได้