โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบ]การหวนคืนสู่ยุค 70 ของเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งร่ำรวย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 21 ธ.ค. 2566 เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2566 เวลา 07.32 น. • enjoybook
เธอตื่นขึ้นมาในร่าง ‘ถังซวง’ เด็กสาวในยุค 70 ที่มีชีวิตแสนลำบากในตระกูลที่กดขี่ทั้งเธอ แม่กับน้องสาว… แต่จากนี้เธอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอจะเป็นเศรษฐีนีให้ได้เลย!

ข้อมูลเบื้องต้น

การหวนคืนสู่ยุค 70 ของเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งร่ำรวย [重返七零之空间小辣妻]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง การหวนคืนสู่ยุค 70 ของเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งร่ำรวย [重返七零之空间小辣妻]
ผู้แต่ง : 钰儿 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook

อ่านตอนล่วงหน้าก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3Hbbkns

เรื่องย่อ: เธอเกิดใหม่มาในร่างของ 'ถังซวง' เด็กสาวที่ถูกกดขี่ใน ยุค 70!! แถมยังต้องมาเจอกับพ่อใจร้ายที่วัน ๆ เอาแต่ทุบตี เธอเลยต้องวางแผนให้แม่หย่ากับพ่อเฮงซวยแบบนี้แล้วพาแม่กับน้องสาวออกไปจากตระกูลปรสิตนี่ และหลังออกจากตระกูล เธอก็มุ่งมั่นตั้งใจพาครอบครัวไปสู่เส้นทางเศรษฐีนีให้ได้ในสักวัน

คุณอาจจะชอบเรื่องนี้

บทที่ 1 ยุคแห่งการเกิดใหม่ของหญิงสาวในวันสิ้นโลก

บทที่ 1 ยุคแห่งการเกิดใหม่ของหญิงสาวในวันสิ้นโลก

“ซวงเอ๋อร์…”

“พี่สาว…”

เสียงกรีดร้องเสียดหูดังขึ้นที่ข้างหูของหญิงสาว เธอรู้สึกว่าหัวของเธอตื้อไปหมด ทั้งยังปวดอย่างรุนแรง เธอตายไปพร้อมกับราชาซอมบี้ไม่ใช่รึไง? ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้? แล้วทำไมถึงรู้สึกเจ็บอย่างนี้ล่ะ?

พอคิดถึงเรื่องนั้น เธอก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก แต่ก่อนที่เธอจะได้สติ เสียงทุบตีและเสียงก่นด่าก็ดังขึ้นที่ข้างหูอีกครั้ง

“เรียกมันขึ้นมา อย่าคิดว่าแกล้งตายแล้วจะรอด เหอะ…ยัยผู้หญิงไร้ประโยชน์กับไอ้พวกขี้แพ้ ฉันรู้สึกโชคร้ายทุกวันที่ต้องมาทนเห็นหน้าพวกแกสามคนแม่ลูก จนฉันทนแทบไม่ไหวแล้ว” ขณะเดียวกัน ก็มีชายคนหนึ่งสบถออกมาเหมือนว่าเขากำลังค้นหาบางอย่างอยู่

โครม…

เมื่อถังเจี้ยนกั๋วหาเงินไม่เจอ เขาจึงเตะเก้าอี้ผุผังที่อยู่แถวนั้นกระเด็น และมองที่เฮ่อหลานแล้วพูดว่า “เงินอยู่ที่ไหน ส่งมาเร็วเข้าไม่งั้นพวกแกสามคนแม่ลูกได้เห็นดีกันแน่”

ใบหน้าช้ำเลือดช้ำหนองของเฮ่อหลานที่ยังเจ็บปวดอยู่ และร่างกายผอมบางของเธอก็สั่นเทา “ฉันไม่มีเงินแล้ว”

ตั้งแต่แต่งงานกับถังเจี้ยนกั๋ว เธอทำงานเหมือนวัวเหมือนควายในครอบครัวนี้ เพียงเพราะเธอให้กำเนิดของบุตรสาวถึงสองคน คนทั้งตระกูลถังจึงดูถูกเธอขนาดนี้ ถังเจี้ยนกั๋วเองก็ทุบตีเธออยู่ตลอด และตอนนี้เขาก็จะทำร้ายลูกสาวของเธอด้วย

เมื่อถังเจี้ยนกั๋วได้ยินเฮ่อหลานพูดดังนั้น เขาก็ปรี่เข้ามาด้วยความโกรธแล้วจับตัวเฮ่อหลานขึ้น “อย่ามาโกหก! ฉันเห็นนะ ว่าแกทำผ้าเช็ดหน้าปักลายขาย ส่งเงินนั่นมาให้ฉันซะ”

“ไม่!”

เฮ่อหลานกัดฟันไม่ยอม ตอนนี้เธอมีเงินอยู่เพียงไม่กี่หยวน เพื่อปกป้องเธอ ซวงเอ๋อร์ถูกถังเจี้ยนกั๋วผลักล้มลงจนหัวกระแทกกับพื้นสลบไป ดังนั้นเธอต้องเก็บเงินนี้ไว้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของซวงเอ๋อร์ลูกสาวของเธอ

“เจี้ยนกั๋วหัวของซวงเอ๋อร์บวมมาก ฉันต้องพาเธอไปที่สถานีอนามัย” อยู่ ๆ เฮ่อหลานก็ใจแข็งขึ้นมา และพยายามเอื้อมมือไปพยุงถังซวงให้ลุกขึ้นมา

“ฮึ่ม…ก็แค่เด็กเหลือขอ ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไปซะ!”

ถังเจี้ยนกั๋วโกรธเลือดขึ้นหน้า เขาผลักเฮ่อหลานออกไป และตอบเธอ “ได้ บอกว่าไม่มีเงินสินะ ถ้าแกไม่มีเงินแล้วจะไปที่สถานีอนามัยได้ยังไง? รีบเอาเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นวันนี้ฉันฆ่าแกแน่”

“ฉันไม่มีเงินจริง ๆ”

เฮ่อหลานมองไปที่ถังเจี้ยนกั๋วที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง ลูกสาวของเขาหัวกระแทกจนสลบไปเลยนะ ทำไมยังมีหน้ามาคิดถึงแต่เรื่องเงินอยู่

“ฉะ…ฉันจะไม่ให้เงินคุณ ฉันจะไม่ให้เงินคุณ"

เมื่อเห็นว่าเห็นเฮ่อหลานโกหกครั้งแล้วครั้งเล่า ถังเจี้ยนกั๋วจึงเข้าไปทำร้ายร่างกายเธออีกรอบ

“อา…ไม่นะ อย่าตีแม่”

ถังเซวี่ยที่ดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ร้องตะโกนห้าม แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี

ในเวลานี้ ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าถังซวงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ประกายเย็นยะเยือกวูบไหวอยู่ในนัยน์ตาของเธอ จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ พยุงร่างกายตัวเองยืนขึ้นแล้วหยิบเก้าอี้ที่ถังเจี้ยนกั๋วเตะล้มไปเมื่อกี้ขึ้นมา ฟาดเข้าที่ศีรษะเขาอย่างแรง

“โอ๊ยย…”

เสียงกรีดร้องราวกับหมูโดนเชือดดังขึ้น ถังเจี้ยนกั๋วทรุดลงไปนั่งกับพื้น เอามือกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด พอเห็นว่าเป็นถังซวงที่ตีเขาด้วยเก้าอี้ไม้ ก็ระเบิดอารมณ์ออกมา “หน็อยแน่! แกนี่มันเป็นเด็กเวรจริง ๆ กล้ามากนะ แกกล้ามากนะที่มาตีฉัน ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้ซ้อมแกให้ตายอย่ามาเรียงฉันว่าถังเจี้ยนกั๋วเลย”

หลังจากนั้นไม่นาน ถังเจี้ยนกั๋วก็พุ่งไปข้างหน้าหมายจะจัดการเธอ

“ซวงเอ๋อร์… หนีไปลูก!”

เฮ่อหลานมองลูกสาวคนโตอย่างกังวลใจ ไม่กล้าจินตนาการไปถึงสภาพของลูกสาวหลังถูกซ้อมเลยแม้แต่น้อย

ทว่าท่าทางของของถังซวงนั้นดูแปลกไป ไม่เพียงแต่จะไม่หลบหนีเท่านั้น แต่กลับมีรอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ทันเวลาพอดี สวะอย่างแกอยู่ไปก็รกโลก”

เมื่อกี้นี้มีความทรงจำแปลก ๆ แล่นเข้ามาในหัวของเธอ และความทรงจำนี้น่าจะเป็นความทรงจำทั้งหมดในชีวิตอันแสนสั้นของเจ้าของร่างเดิม

เธอมีชื่อว่า ‘ถังซวง’ ลูกสาวคนโตของถังเจี้ยนกั๋ว ลูกชายคนโตของตระกูลถังแห่งหมู่บ้านหลู่ฮวา ในช่วงปี 1970 เธอช่วยแม่ซักผ้า ทำอาหาร ให้อาหารหมูและไก่มาตั้งแต่จำความได้ ดังนั้น เจ้าของร่างเดิม แม่ และถังเซวี่ยผู้เป็นน้องสาว ต่างมีสถานะต่ำสุดในตระกูลนี้ พวกเธอสามคนแม่ลูกไม่มีกระทั่งอาหารหรือเสื้อผ้าเพียงพอ แถมร่างกายของทั้งสามยังซูบผอมราวกับผู้ลี้ภัย

ส่วนถังเจี้ยนกั๋ว ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าพ่อก็ทุบตีและก่นด่าสามแม่ลูกมาตั้งแต่เธอยังแบเบาะ

ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ถังเจี้ยนกั๋วทำร้ายพวกเธอ เพราะไม่มีเงิน และเมื่อตะกี้นี้ถังซวงก็ถูกผลักลงกับพื้นเพราะเธอเข้าไปหยุดถังเจี้ยนกั๋วเพื่อช่วยมารดา จนศีรษะของเธอไปกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง ชีวิตอันแสนสั้นของเธอล่องลอยจากไปอย่างสงบ

พอรู้แบบนั้น เธอก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา

พ่ออย่างถังเจี้ยนกั๋วควรมีชีวิตอยู่ต่อไปงั้นเหรอ? น่าเสียดายนี่เป็นปี 1970 ไม่ใช่วันสิ้นโลกที่มีเต็มไปด้วยความโกลาหล เธอจึงไม่สามารถฆ่าเขาได้

“จุ ๆ …แกนี่มันชั้นต่ำจริง ๆ”

เธอหยิบเก้าอี้ตัวเล็กขึ้นมาอีกครั้งแล้วฟาดลงไปที่เขาอีกรอบ แต่เธอควบคุมพละกำลังของเธอไว้เพื่อไม่ให้ฟาดถังเจี้ยนกั๋วตายไปในทันที แต่ทุกครั้งที่เธอฟาดลงไปก็จะเล็งให้โดนจุดที่เจ็บที่สุด ถังเจี้ยนกั๋วที่ถูกทุบตีอย่างหนักก็ตะโกนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

“อ๊ากกก… นังถังซวง นังสารเลว ฉันจะฆ่าแก”

ไม่ว่าถังเจี้ยนกั๋วจะตะโกนสุดเสียงแค่ไหนมันก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้เขาถูกถังซวงไล่ต้อนจนมุมและจัดการอย่างอยู่หมัด

เฮ่อหลานกับถังเซวี่ยถึงกับตกตะลึง ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“อ๊ากกก…”

เมื่อถูกตีเข้าที่หลังอีกครั้ง ในที่สุดถังเจี้ยนกั๋วก็รู้ถึงสถานการณ์ของตัวเขาดี เขาจ้องมองที่ถังซวงอย่างโกรธแค้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความอำมหิต “รอฉันก่อนเถอะ นังชาติชั่ว” หลังจากพูดจบ เขาก็หนีเตลิดไป

หลังจากที่ถังเจี้ยนกั๋วจากไป ในที่สุดเฮ่อหลานก็ได้สติ เธอรีบเข้าไปดูถังซวง และถามอย่างเป็นห่วงว่า “ซวงเอ๋อร์ อาการบาดเจ็บที่หัวของลูกเป็นอย่างไรบ้าง แม่จะพาลูกไปที่สถานีอนามัยเดี๋ยวนี้”

เมื่อมองไปที่เฮ่อหลาน ถังซวงส่ายหัวและพูดว่า “หนูสบายดีค่ะ”

ขณะที่พูด เธอหันมองไปรอบตัวเธออย่างช้า ๆ บ้านอิฐคับแคบและมืดมน เตียงไม้เก่า ๆ ตู้เก็บของที่อับชื้น มีโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่สีลอก และเก้าอี้โทรม ๆ สองสามตัวตรงมุมห้อง แต่สิ่งที่เตะตาเธอที่สุดคือ ปฏิทินติดผนังที่เต็มไปด้วยลำดับเหตุการณ์

เมื่อเข้าไปมองใกล้ ๆ ถังซวงก็รู้ว่าตอนนี้เป็นเดือน 7 ปี 1975

แต่ก่อนที่ถังซวงจะได้มองอย่างละเอียด ถังเซวี่ยก็วิ่งเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชม

“พี่สาว พี่แข็งแกร่งมากเลยค่ะ ฉันคิดว่าวันนี้ฉันจะถูกพ่อซ้อมจนตายซะแล้ว ไม่คิดเลยว่าพี่จะจัดการพ่อได้”

เมื่อเห็นนัยน์ตาที่สดใสของเด็กสาวตัวน้อย ถังซวงก็อดไม่ได้ที่จะนิ่งอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะพลางพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ปล่อยให้ถังเจี้ยนกั๋วทำร้ายเธออีกแล้ว”

“ซวงเอ๋อร์ นี่ลูก…”

เฮ่อหลานมองไปที่ลูกสาวคนโตตรงหน้า และรู้สึกว่าลูกสาวตนเองเปลี่ยนไป เธอทุบตีพ่อตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเรียกถังเจี้ยนกั๋วด้วยชื่อของเขาตรง ๆ อีก ทั้งหมดนี้ทำให้เธอประหลาดใจมาก

ถังซวงคิดเรื่องนี้อยู่สักพัก เธอจึงมองไปที่เฮ่อหลานและพูดว่า “แม่คะ ที่จริงแล้วหนูเกือบตายแล้วล่ะ”

“อะไรนะ…”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเฮ่อหลานก็กระตุกวูบ ดึงถังซวงเพื่อออกไปข้างนอก ก่อนหน้านี้ เธอรู้สึกว่าลูกสาวของเธอได้รับบาดเจ็บสาหัส เพราะหลังจากที่เธอล้มลงก็หมดสติไปทันที แสดงว่าตอนนี้เธอยังเจ็บศีรษะอยู่

ถังซวงลูบที่หลังมือของเฮ่อหลานอย่างปลอบประโลมและพูดว่า “แม่ ฟังหนูก่อน”

เมื่อเห็นท่าทีที่ผ่อนคลายของลูกสาวคนโต ความกระวนกระวายของเฮ่อหลานก็หายไปแบบไม่รู้ตัว มองไปที่เธอและรอฟังอย่างเงียบ ๆ

“แม่เคยคิดจะหย่ากับถังเจี้ยนกั๋วไหม?”

บทที่ 2 ความคิดหย่าร้าง

บทที่ 2 ความคิดหย่าร้าง

เมื่อเฮ่อหลานได้ยินสิ่งที่ลูกสาวคนโตพูด จึงมองไปที่ถังซวงอย่างไม่เชื่อหูตัวเองและพูดว่า “ลูก…ลูกคิดอย่างนั้นได้ยังไง”

ถังเซวี่ยก็ตกใจเล็กน้อย “พี่สาว…”

เธอเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ถังเจี้ยนกั๋ว ทำกับเราขนาดนี้ แม่ยังอยากอยู่กับเขาอีกเหรอ แม่รู้ไหมว่าวันนี้เขาเกือบฆ่าหนู” อันที่จริงถังเจี้ยนกั๋วฆ่าถังซวงไปแล้วจริง ๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงมาอยู่ในร่างนี้ไม่ได้หรอก

เมื่อได้ยินอย่างนั้น เฮ่อหลานก็นิ่งเงียบไป

วันนี้ลูกสาวคนโตเกือบตายไปแล้วจริง ๆ และเธอยังคงเห็นหลังศีรษะของลูกสาวบวมปูดออกมาขนาดนี้

“ซวงเอ๋อร์ ไปที่สถานีอนามัยเพื่อดูแผลก่อนเถอะลูก”

เมื่อเห็นถังซวงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เฮ่อหลานก็รู้สึกเป็นห่วง “ซวงเอ๋อร์ อาการบาดเจ็บของลูกหนักมากนะ ช่างเรื่องนั้น…”

ในเวลานี้ ทุกคนในตระกูลถังมาวุ่นวายกับพวกเธอ ทั้งตระกูลต่างคาดหวังให้พวกเธอทำงานอย่างหนักเพื่อพวกเขา ผู้อาวุโสรองของตระกูลถังและถังเจี้ยนกั๋ว จะปล่อยทั้งสามไปได้อย่างไร

เมื่อถังซวงได้ยินสิ่งที่เฮ่อหลานพูด เธอพูดตรง ๆ ว่า “หนูเกรงว่าถ้าเรายังอยู่ที่ตระกูลถังต่อ พวกเขาจะขายหนู”

เธอพูดเช่นนี้เพราะเธอจำสิ่งที่เจ้าของร่างไปได้ยินมาเมื่อตอนเช้าได้

เช้านี้ แม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋ว กำลังคุยกันเรื่องการแต่งงานของถังซวงกับพ่อม่ายชราในหมู่บ้านตระกูลหลี่ที่อยู่ติดกัน เพียงเพราะพ่อม่ายชราจะให้เงินสินสอดเป็นจำนวน 500 หยวนกับพวกเขา

นับเป็นจำนวนเงินมหาศาลในยุคนี้ และสาเหตุที่พ่อม่ายแก่ ๆ เต็มใจเช่นนี้ก็เพราะเขามีฐานะดี แม้ว่ารูปร่างเขาจะผอมดำ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังดูดีอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่ใช่เจ้าของร่างที่แท้จริง เธอจะไม่เสียสละขนาดนั้นเพื่อตระกูลถังหรอก และเธอจะไม่ยอมทนโดนกลั่นแกล้งแบบนั้นแน่นอน

ในความคิดของเธอ เธอที่พึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังทำงานให้กับตระกูลถังมาหลายปี ถือว่าได้ตอบแทนบุญคุณของถังเจี้ยนกั๋วไปหมดแล้ว แม้กระทั่งชีวิตที่มอดดับไปในวันนี้ ถ้าให้พูดตามตรง ถังเจี้ยนกั๋วต่างหากที่เป็นหนี้ชีวิตเธอ

เฮ่อหลานอดไม่ได้ที่จะชะงัก เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกสาวคนโตพูด

“ซวงเอ๋อร์ ลูกหมายถึงอะไร พวกเขาจะขายลูกอย่างนั้นเหรอ มันหมายความว่ายังไง?”

ถังซวงเล่าสิ่งที่เธอได้ยินในตอนเช้าให้เฮ่อหลานฟัง และพูดว่า “แม่อยากเห็นหนูแต่งงานกับพ่อม่ายแก่ในหมู่บ้านตระกูลหลี่ข้าง ๆ จริง ๆ เหรอคะ?”

“ถังเจี้ยนกั๋ว มันกล้าดียังไง”

นัยย์ตาของเฮ่อหลานเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเกลียดชัง

แน่นอนว่าเธอรู้เรื่องพ่อม่ายชราในหมู่บ้านตระกูลหลี่ที่อยู่ติดกัน อันที่จริง พ่อม่ายชราให้คนมาคุยที่บ้านของพวกเธอแล้ว เขาต้องการให้ซวงเอ๋อร์ แต่งงานกับเขา

แต่ตอนนั้น เธอปฏิเสธไปอย่างชัดเจน

ถังเจี้ยนกั๋วเองก็สัญญาอย่างดิบดี เขาพูดว่าจะไม่มีวันปล่อยให้ซวงเอ๋อร์ ไปแต่งงานกับพ่อม่ายนั่นอย่างแน่นอน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับแม่เฒ่าถังอย่างลับ ๆ พวกเขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร

ซวงเอ๋อร์เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของถังเจี้ยนกั๋วนะ เขาไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวจะมีชีวิตแบบไหนหลังจากแต่งงานกับพ่อม่ายแก่ชราไป?

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้สีหน้าของเฮ่อหลานก็เต็มไปด้วยความโกรธ และในที่สุดเธอก็พูดกับลูกสาวอย่างแน่วแน่ “อย่ากังวลไปเลยซวงเอ๋อร์ แม่จะไม่ปล่อยให้ลูกต้องไปแต่งงานกับพ่อม่ายจากหมู่บ้านตระกูลหลี่แน่นอน”

นี่ไม่ใช่การแต่งงานด้วยซ้ำแต่เป็นการขายลูกสาวกินต่างหาก แล้วสิ่งที่จะตามมาหลังจากซวงเอ๋อร์ถูกขายไปแล้ว พวกเขาก็จะขายเสี่ยวเซวี่ยอีกคน เธอจะไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ได้ยินเฮ่อหลานพูดดังนั้น ถังซวงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ยังคงเหมือนเดิม…เฮ่อหลานยังคงตัดสินใจหย่าไม่ได้ เธอคิดจะติดแหงกกับตระกูลถังไปจนตายเลยหรือไง หากเป็นเช่นนี้เธอคงต้องคิดแผนการสำหรับในอนาคตของเธอเอง

แต่ก่อนที่ถังซวงจะคิดถึงเรื่องนั้น ศีรษะของเธอก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อกี้ตอนจัดการไล่ถังเจี้ยนกั๋วไป เธอได้ใช้แรงไปทั้งหมด หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จแล้ว เธอก็ทนไหวอีกต่อไป “ฉัน…”

ก่อนที่จะพูดจบ ถังซวงก็ล้มลงทันที

“ซวงเอ๋อร์…”

เฮ่อหลานที่เห็นถังซวงล้มลงไป ก็รีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเธอพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา

ถังเซวี่ยก็มองอย่างเป็นห่วงเช่นกัน

“พี่สาว…”

แต่ไม่ว่าทั้งสองคนจะร้องเรียกเธอแค่ไหน ถังซวงก็ไม่ฟื้นขึ้นมา

ในตอนนี้ เฮ่อหลานรู้สึกราวกับว่าท้องฟ้าถล่มลงมา แต่โชคยังดีที่เธอยังคงมีสติพอที่จะคิดถึงเรื่องที่ควรทำมากที่สุดในตอนนี้ “เรารีบพาซวงเอ๋อร์ไปที่สถานีอนามัยกันเถอะ”

ด้วยความช่วยเหลือของถังเซวี่ยในที่สุดแม่และลูกสาวก็พาถังซวงออกไปที่ประตูได้

แต่เมื่อก้าวเท้าออกไปแม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋วก็วิ่งออกมาขวางทางไว้

“ไงล่ะ… ถังซวง นังสารเลว วันนี้แกกล้าลงไม้ลงมือกับฉัน ฉันไม่ปล่อยแกไปง่าย ๆ แน่”

แม่เฒ่าถังที่มากับเขาก็พูดต่อว่าพวกเธออย่างรุนแรง “วันนี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ดูเหมือนพวกแกจะมีความสุขกันจริง ๆ นะ กล้าทำร้ายเจี้ยนกั๋วขนาดนี้ ถ้าว้นนี้ฉันไม่จัดการพวกแกให้ตายก็อย่ามาเรียกฉันว่าแม่เฒ่าถังเลย”

เมื่อเห็นทั้งสองเข้ามาขวางทางเฮ่อหลานก็รู้สึกร้อนรน จากคนที่เคยใจเย็นมาตลอดก็เริ่มมีอารมณ์โกรธขึ้นมา “ซวงเอ๋อร์หมดสติไปแล้ว ฉันต้องพาเธอไปที่สถานีอนามัยให้เร็วที่สุด หลีกทางไปให้พ้น!”

แม่เฒ่าถังไม่รู้สึกรู้สาอะไรจากคำพูดของเฮ่อหลาน

“สถานีอนามัยที่ไหนจะรับนังเด็กหนังติดกระดูกไปรักษา แค่นอนที่บ้านก็พอแล้ว ฉันได้ยินมาว่ามันทำร้ายเจี้ยนกั๋ว อย่ามาแกล้งทำมาเป็นสลบไปหน่อยเลย”

ถังเจี้ยนกั๋วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พูดเสริมขึ้นมา “ใช่แล้ว นังนี่มันเป็นบ้าอยู่ ๆ ก็มาทำร้ายฉัน แต่ตอนนี้กลับมาเป็นลมไปซะเองเนี่ยนะ อย่ามาเสแสร้งไปหน่อยเลย นังเด็กคนนี้มันบ้าไปแล้วรึไง”

เมื่อเห็นว่าถังเจี้ยนกั๋วไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกผิด แต่ยังทำเหมือนว่าซวงเอ๋อร์ทำผิดอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อหันไปมองที่ลูกสาวคนโตของเธอที่ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว เฮ่อหลานก็ทำบางสิ่งที่เธอไม่เคยคิดทำมาก่อน

“เอาเลย! ถังเจี้ยนกั๋วกำลังจะซ้อมลูกกับเมียของเขา ทุกคนมาดูเร็ว! เขาจะทุบตีเราสามคนแม่ลูกให้ตายแล้ว!”

พฤติกรรมปากร้ายแบบนี้เป็นเรื่องปกติในหมู่บ้าน แต่เฮ่อหลานที่มักจะพูดด้วยเสียงที่นุ่มนวลและสุภาพอยู่เสมอ กลับสติแตกขึ้นมา แม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋วต่างตะลึงงันทันที

หลังจากที่ทั้งสองได้สติ พวกเขาก็ตะโกนเสียงดัง “หุบปาก นังบ้า หุบปากนะ ใคร ๆ ก็รู้ว่าไม่ควรป่าวประกาศเรื่องของครอบครัวให้คนอื่นฟัง แล้วแกจะตะโกนหาอะไร!”

พวกเขาไม่ต้องการให้เพื่อนบ้านรู้

แต่เฮ่อหลานกลับมองไปที่แม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋ว แล้วพูดว่า “ก็รู้นี่ว่านี่เป็นเรื่องไม่ปกติในครอบครัว รู้แบบนั้นแล้วทำไมถึงยังปฏิบัติกับเราแบบนั้น" หลังจากถูกกลั่นแกล้งมาตลอดหลายปี เธอเคยคิดว่า เธอเคยชินกับมันแล้ว แต่คราวนี้ลูกสาวของเธอหมดสติไป แถมแม่เฒ่าถังกับถังเจี้ยนกั๋วต้องการขายลูกสาวของเธอ เธอจะไม่ยอมให้พวกเขามาทำร้ายเธอและลูกอีกแล้ว

เมื่อเห็นคุณย่าและพ่อของเธอมายืนขวางทาง ถังเซวี่ยก็นึกถึงวิธีที่พี่สาวของเธอไล่ตีพ่อ เธอจึงทำตาม หยิบไม้ที่วางอยู่ข้าง ๆ แล้วเหวี่ยงไปที่แม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋ว ปกติแล้วถังเซวี่ยเป็นเด็กที่ค่อนข้างก้าวร้าวอยู่แล้ว แต่เพราะแม่และพี่สาวของเธอมักจะสั่งสอนอยู่เสมอ เธอจึงไม่เคยแสดงมันออกมา แต่ในวันนี้พี่สาวของเธอเป็นถึงขนาดนี้แล้ว เด็กสาวจึงทนไม่ไหวอีกต่อไป

แม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋วเห็นแบบนั้นก็ไม่ทันได้เข้าไปขัดขวางถังเซวี่ย กลับเลือกจะหลบแทน

ถังเซวี่ยมองไปที่เฮ่อหลานและพูดว่า “แม่พาพี่ไปเร็ว”

เมื่อเห็นดังนั้น เฮ่อหลานจึงรีบพาถังซวงออกไป

ขณะที่ถังเซวี่ยกำลังโบกไม้ เธอเดินไปที่ประตูแล้วขว้างไม้ใส่แม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋วอย่างแรง และตามแม่กับพี่สาวของเธอไป

“แม่ไปกันเถอะ”

ถือว่าแม่และลูกสาวทั้งสามยังโชคดีและก่อนที่พวกเขาจะไปไกล พวกเขาเห็นผู้ใหญ่บ้าน ถังเยว่หมิน ขับเกวียนวัวมาพอดี

“ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยด้วย”

ถังเซวี่ยร้องเรียกอย่างร้อนรน

เมื่อถังเยว่หมินเห็นถังซวงที่หมดสติอยู่ เขาไม่ถามอะไร รีบส่งเด็กสาวไปที่สถานีอนามัยทันที

บทที่ 3 ฉันเชื่อในพี่สาวของฉัน

บทที่ 3 ฉันเชื่อในพี่สาวของฉัน

เมื่อมาถึงสถานีอนามัย ถังเยว่หมินก็ช่วยส่งถังซวงเข้าไปข้างใน

เมื่อแพทย์เห็นแผลบวมปูดบริเวณหลังศรีษะของถังซวง และท่าทางหมดสติของเธอ จึงรีบพูดว่า “เราไม่คอยเจออาการบาดเจ็บแบบนี้มาก่อน คุณควรส่งเธอไปโรงพยาบาลประจำมณฑลโดยเร็วนะ อาการบาดเจ็บที่ศีรษะจะประมาทไม่ได้ อันตรายถึงชีวิตได้เลย”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของเฮ่อหลานพลันซีดลง ขาแข้งอ่อนแรงแทบยืนไม่อยู่

แม้ว่าซวงเอ๋อร์จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ซวงเอ๋อร์ยังเข้าไปช่วยเธอและถังเซวี่ยต่อสู้กับถังเจี้ยนกั๋ว แต่สุดท้ายเธอก็พาลูกสาวมารักษาช้าไป เนื่องจากการขัดขวางของแม่เฒ่าถังและถังเจี้ยนกั๋ว แม่อย่างเธอมันไร้ประโยชน์จริง ๆ ถ้าซวงเอ๋อร์ต้องตายเพราะแม่เฒ่าถังกับถังเจี้ยนกั๋ว สองคนนั้นต้องรับผิดชอบ

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ความเกลียดชังในใจของเฮ่อหลานก็หยั่งรากฝังลึกและเริ่มแตกหน่อ

ถังเยว่หมินเขามองไปที่เฮ่อหลานทันทีและพูดว่า “พาเธอไปโรงพยาบาลประจำมณฑลเถอะ”

“ค่ะ ๆ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฮ่อหลานก็กลับมามีสติและพยักหน้าอย่างเร่งรีบ

ถังซวงถูกส่งไปที่ห้องฉุกเฉินทันที หลังจากที่เธอมาถึงโรงพยาบาลประจำมณฑล โดยที่เฮ่อหลานและถังเซวี่ยรออยู่ข้างนอกอย่างใจจดใจจ่อ

ถังเยว่หมินอดไม่ได้ที่จะถาม “เมียเจี้ยนกั๋ว ถังซวงได้รับบาดเจ็บขนาดนั้นได้อย่างไร? ศีรษะเป็นส่วนอ่อนไหว หากไม่รักษาให้ถูกวิธีมันอันตรายมากนะ เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนในหมู่บ้านข้าง ๆ ศีรษะกระแทกจนกลายเป็นคนทึ่มไปเลยไม่ใช่หรือ? ทำไมเธอไม่ใส่ใจเลย”

เมื่อเฮ่อหลานได้ยิน นัยน์ตาของเธอก็เต็มไปด้วยความกังวล และในขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่พอใจถังเจี้ยนกั๋วขึ้นมา

เมื่อเห็นว่าแม่ของเธอไม่พูดอะไร ถังเซวี่ยจึงพูดจากด้านข้างว่า “พ่อเป็นคนผลักพี่สาวล้ม ทำให้ศีรษะพี่สาวเป็นแบบนี้” เธอพูดทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

ถังเยว่หมินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้

เขาเคยได้ยินเรื่องในครอบครัวของถังเจี้ยนกั๋ว และพูดได้เพียงว่าชีวิตของสามแม่ลูกนั้นน่าสงสารเกินไป แถมตอนนี้ถังซวงยังได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าตอนนี้อาการบาดเจ็บที่ศีรษะของเธอเป็นยังไง

จู่ ๆ เฮ่อหลานก็นึกถึงสิ่งที่ลูกสาวคนโตถาม

เมื่อก่อนซวงเอ๋อร์ทำงานอย่างหนักเหมือนเธอ แต่ก็ไม่เคยบอกให้เธอควรหย่ากับถังเจี้ยนกั๋ว แต่ครั้งนี้ซวงเอ๋อร์พูดอย่างไม่ลังเล อาจเป็นเพราะเธอผิดหวังและไม่ต้องการอยู่ในตระกูลถังอีกต่อไป สิ่งที่ลูกสาวของเธอพูดล้วนถูกต้อง ถังเจี้ยนกั๋วจะฆ่าเธอจริง ๆ

ซวงเอ๋อร์ยังเด็กมาก เธอไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลย

เมื่อนึกถึงมัน น้ำตาของเฮ่อหลานก็ไหลอาบแก้ม เธอเสียใจมาก ถ้าเธอเข้มแข็งกว่านี้ ถ้าสามารถปกป้องลูกสาวได้ดีกว่านี้ ซวงเอ๋อร์คงจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้

เมื่อเห็นมารดาร้องไห้ ถังเซวี่ยก็เริ่มร้องไห้เช่นกัน

เมื่อเห็นสิ่งนี้ ถังเยว่หมินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว จากนั้นมองไปที่สองแม่ลูกแล้วพูดว่า “ฉันจะจ่ายเงินให้ก่อน รออยู่ที่นี่นะ”

เมื่อเฮ่อหลานได้ยินเช่นนี้ เธอก็เช็ดน้ำตาอย่างแรงเพื่อสงบสติอารมณ์ พลางหยิบเงินที่เหลือออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจ

“ผู้ใหญ่บ้าน ฉัน…ฉันมีมาเท่านี้ค่ะ”

“เดี๋ยวฉันจ่ายให้เธอก่อน เก็บเงินไว้ซื้ออาหารอร่อย ๆ ให้ถังซวงเถอะ”

หลังจากถังเยว่หมินพูดจบ ก็รีบไปจ่ายเงิน โชคดีที่เขามีเงินอยู่กับตัวตอนที่ออกมาวันนี้

เมื่อเห็นว่าถังเยว่หมินที่เป็นผู้ใหญ่บ้านทำให้มากขนาดนี้ แต่แม่เฒ่าถังกับถังเจี้ยนกั๋วกลับขัดขวางไม่ให้เธอพาซวงเอ๋อร์ไปสถานีอนามัย เมื่อเปรียบเทียบสิ่งนี้ หัวใจของเฮ่อหลานก็เจ็บปวด

หลังจากนั้นไม่นาน ในที่สุด หมอที่ดูแลถังซวงก็ออกมา

“หมอคะ ลูกสาวฉันเป็นยังไงบ้าง?”

“เธอไม่เป็นไรมากครับ โชคดีที่ส่งมาได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาอาจเลวร้ายกว่านี้ แต่ตอนนี้สบายใจได้แล้วครับ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฮ่อหลานรู้สึกโล่งใจ และในขณะเดียวกันก็ขอบคุณผู้ใหญ่บ้าน ถังเยว่หมิน เป็นอย่างมาก “ขอบคุณคุณมากค่ะ ขอบคุณมาก”

หลังจากที่ถังซวงถูกส่งไปที่ห้องผู้ป่วยแล้ว ถังเยว่หมินก็กลับมา

“เมียเจี้ยนกั๋ว ดูแลถังซวงให้ดีล่ะ ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องห่วง ฉันจ่ายไปแล้วส่วนหนึ่ง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าร่างกายของพวกเธอ ขอให้ถังซวงหายดีนะ”

“ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”

ถังเยว่หมินเห็นใบหน้าที่ขอบคุณของเฮ่อหลาน เขาถอนหายใจและพูดว่า “ฉันจะพูดกับเจี้ยนกั๋วให้เอง เขาจะได้หยุดทำเรื่องแบบนี้ ครอบครัวควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย”

เฮ่อหลาน อ้ำอึ้งเมื่อได้ยินคำนั้นและในที่สุดก็กลืนคำพูดเข้าปากไป อันที่จริง มันไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะช่วยพูดหรือไม่ ยังไงเสียถังเจี้ยนกั๋วจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ในสายตาของเขา เธอและลูกสาวสองคนเป็นที่รองรับอารมณ์และก่นด่าได้ตามต้องการ

เมื่อคิดได้เช่นนี้ คำพูดของลูกสาวคนโตก็เข้ามาในความคิดอีกครั้ง

จริงหรือที่หากพวกเขาหย่าร้างกัน ชีวิตของเราสามแม่ลูกจะง่ายขึ้น แต่… เธอไม่เคยเห็นครอบครัวไหนหย่าร้างกันจริง ๆ เลย แล้วพวกเราสามแม่ลูกจะไปที่ไหนหลังหย่าร้างล่ะ? เธอควรจะทำมันดีหรือไม่?

ความคิดของเฮ่อหลานสับสน ถังเยว่หมินกล่าวว่า “เอาล่ะ ฉันจะกลับไปก่อนนะ ครอบครัวของฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันอยู่ในมณฑล เธอดูแลถังซวงให้ดีล่ะ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

เฮ่อหลานให้ถังเซวี่ยอยู่เฝ้าถังซวง และเธอก็ไปส่งถังเยว่หมินที่ประตู หลังจากนั้นก็ไปซื้อของใช้ ลูกสาวคนโตได้รับบาดเจ็บสาหัส เธออาจต้องอยู่ในโรงพยาบาลสักระยะหนึ่งต้องมีของใช้ที่จำเป็น

แต่ด้วยความที่เป็นห่วงลูกสาวคนโตมาก เธอจึงกลับมาหลังจากซื้อของไม่นาน

ในขณะนี้ ถังซวงรู้สึกเพียงว่าเธออยู่ในสภาพที่สับสนวุ่นวายและเธอไม่สามารถบอกได้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนเพราะความมึนงง เมื่อเธอลืมตาขึ้น เธอมองไปที่ถุงน้ำเกลือ จากนั้นก็เห็นสภาพแวดล้อมของห้องผู้ป่วยที่ดูดิบ ๆ เถื่อน ๆ เมื่อกี้เธอเองก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองอยู่ในยุค 1970 แถมตอนนี้ยังมาอยู่ในโรงพยาบาล

เฮ่อหลานและถังเซวี่ยเห็นถังซวงลืมตาและวิ่งไปตรงหน้าอย่างตื่นเต้น

“ซวงเอ๋อร์…”

“พี่สาว…”

เมื่อเห็นท่าทางประหม่าของเฮ่อหลานและถังเซวี่ย ถังซวงก็ยิ้มและพูดว่า “ฉันสบายดี”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฮ่อหลานก็น้ำตาไหล “ซวงเอ๋อร์ ลูกได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ แม่เลยพาลูกมาที่โรงพยาบาลประจำมณฑล การบาดเจ็บที่ศีรษะต้องดูแลดี ๆ จะประมาทไม่ได้นะ”

ถังซวงปวดหัวอย่างรุนแรงจริง ๆ และรู้ว่าเธอต้องดูแลมันอย่างดี

“ซวงเอ๋อร์ ลูกหิวไหม แม่หาของกินให้นะ”

เมื่อเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว เฮ่อหลานก็รีบลุกขึ้นและไปทำอาหาร

แม้ว่าอาหารของโรงพยาบาลจะไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แม่และลูกสาวจะได้นั่งลงและรับประทานอาหารพร้อมกันอย่างมีความสุข ทั้งสามจึงมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกัน

“อา… อิ่มแล้ว เหมือนเพิ่งกินอาหารจริงจังครั้งแรกเลย คงจะดีถ้าได้กินแบบนี้ต่อ ๆ ไปนะ”

ถังเซวี่ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ นัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวัง โดยปกติแล้วที่บ้านพวกเขาสามคนแม่ลูกไม่เคยมีโอกาสได้นั่งที่โต๊ะ และกินข้าวพร้อมหน้ากัน กินแต่ของเหลือ พวกเธอไม่เคยกินอย่างอิ่มท้องได้เลย

ดวงตาของเฮ่อหลานเป็นประกายเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาวตัวน้อย

มันเป็นความผิดของเธอเอง เป็นเวลาหลายปีที่เธอปล่อยให้ลูกสาวสองคนของเธอต้องทนทุกข์ทรมาน “ไม่ต้องห่วง เสี่ยวเซวี่ย ในอนาคตเราจะกินอิ่มทุกมื้อ”

สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปลูกสาวสองคนของเธอต้องแย่แน่และเธอต้องอยู่อย่างลำบาก ในอนาคตเธอจะไม่ให้เงินที่ได้จากการเย็บผ้าให้ถังเจี้ยนกั๋วอีก และเธอต้องเลี้ยงดูตัวเองกับลูกสาวทั้งสองให้ดี

“จริง ๆ เหรอ?”

ถังเซวี่ยไม่เชื่อหูตัวเอง

ถังซวงนั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ “แน่นอน มันเป็นเรื่องจริง”

ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อพี่สาวพูดแบบนี้ ถังเซวี่ยรู้สึกมั่นใจเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเธอ “ฉันเชื่อพี่สาว”

แต่ถังซวงที่มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ จากนั้นไม่นานเธอก็รู้สึกเพลียและล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...