โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เป็นจอมเวทอยู่ดีๆ ตื่นมาอีกทีข้ากลายเป็นจอมยุทธ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 27 พ.ค. 2566 เวลา 17.41 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2566 เวลา 17.41 น. • หยกลายเมฆ
ไอรีน แดนไวท์จอมเวทระดับสิบดาวได้ใช้เวทระดับหายนะ อีเทอร์นอลส์ไลท์ (แสงนิรันดร์) เพื่อกำจัดราชาปีศาจ แต่ตัวนางเองก็ถูกผลของเวทมนตร์ ส่งมาอยู่ในร่างของเจียงฮุ่ยเหมย คุณหนูสวะแห่งสกุลเจียง

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายแต่งจากจิตนาการของนักเขียนอาจจะขาดความสมจริงไปบ้างขออภัย

เนื้อหา : นางเอกเป็นแนวสู้คน ฉลาดและใช้เวทมนตร์ได้

# พระเอกคลั่งรัก

# นางเอกก็คลั่งรักเช่นกัน

ปล. อัพทุกวันจันทร์ถึงเสาร์ อาจจะมีหยุดบ้างตามกิจธุระโดยไม่แจ้งล่วงหน้า มีติดเหรียญสำหรับคนที่อดใจรอไม่ไหว

กำหนดติดเหรียญหลังจากเปิดให้อ่านฟรีครบ 24 ชั่วโมงแล้วจะไล่ทยอยปิดตอนเก่า

คำเตือน : อ่านก่อนติดเหรียญถาวรนะคะสำหรับใครที่ซื้อแล้วไม่ต้องซื้อซ้ำนะคะ

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

ฝากนิยายเรื่องเก่าด้วยนะคะ เป็นคนละแนวกันแต่สนุกไม่ต่างกัน

……………..

ไอรีน แดนไวท์จอมเวทระดับสิบดาวได้ใช้เวทระดับหายนะ อีเทอร์นอลส์ไลท์ (แสงนิรันดร์) เพื่อกำจัดราชาปีศาจไม่ให้ปลดปล่อยอาวุธในตำนานที่พร้อมฆ่าทุกสรรพชีวิตบนแผ่นดินไว้ได้ แต่ตัวนางเองก็ถูกผลของเวทมนตร์ ส่งมายังดินแดนที่ไม่รู้จักในร่างของคุณหนูใหญ่สกุลเจียง หนึ่งในห้าสกุลใหญ่แห่งแคว้นซูเม่ย

คุณหนูเจียงฮุ่ยเหมยสวะแห่งสกุลเจียงบุตรสาวคนโตที่ไม่อาจใช้ภูตวิญญาณยุทธได้เช่นคนจากสกุลใหญ่ จนถูกส่งให้มาอยู่ยังหมู่บ้านที่ห่างไกลจากเมืองหลวง บิดาหวังให้นางตาย มารดาเลี้ยงก็ปรารถนาให้นางตาย

ไอรีนในร่างใหม่นางจะไม่ยอมให้คนเหล่านั้นสมปรารถนาอย่างง่ายดาย

*โปรดอ่านตัวแดงๆ เพื่อความเข้าใจตรงกันนะคะนิยายเรื่องนี้ ผู้แต่งจัดไว้ในหมวด “นิยายจีนย้อนยุค…ย้ำ…นิยายจีนย้อนยุค” ไม่ได้จัดไว้ในหมวดนิยายกำลังภายใน

ไม่ได้เป็นแนวฝึกยุทธ 100% เป็นแนวกึ่งๆ ฝึกยุทธ มีการทำการค้า สร้างฐานะ สร้างตระกูล มีพระเอก นางเอก มีฉากรัก ในเรื่องนางเอกใช้เวทมนตร์ได้ราวตอนที่ 37 แจ้งไว้ให้ทราบ ขอบคุณค่ะ

นางเอก : ไอรีน แดนไวท์

………………….

ฝากผลงานเรื่องเก่าด้วยนะคะรับรองว่าสนุกสนานไม่แพ้กัน

https://writer.dek-d.com/yoklaaimek/writer/view.php?id=2234434

มี E-book ด้วยนะคะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTEzNTcyNiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjE5MTM5MyI7fQ

ศึกสุดท้าย

ท้องนภากลายเป็นสีเดียวกับสีของโลหิตมันแดงฉานจนน่าหวาดหวั่น พื้นดินแห้งจนไม่มีแม้นต้นหญ้าสักต้นงอกเงยเป็นลานกว้างสุดลูกหูลูกตา

เสียงลมหายใจดังจนต่อให้อยู่ไกลออกมาหลายพันก้าวยังได้ยิน บรรยากาศรอบกายกดดันจนชายหนุ่มที่เพิ่งออกรบครั้งแรกขนอ่อนตั้งชัน กลองศึกตีเร่งเร้าปลุกความรู้สึกฮึกเหิม เคล้าเสียงโห่ร้อง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว

กองทัพสองฝ่ายประจันหน้ามืดฟ้ามัวดิน ฝ่ายหนึ่งเป็นเหล่าอสูรที่บ้างอัปลักษณ์ บ้างมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด พวกมันทั้งสูงใหญ่ ทั้งต่ำเตี้ยคละเคล้ากันไปนับล้านตัว

อีกฝ่ายที่พยายามจะต้านพวกมันไว้ไม่ให้เหยียบย่ำเข้าใกล้สิ่งที่ถูกเรียกว่า 'เดดมารีน' ไม่มีใครกลัวตายเพราะถ้าศึกนี้พ่ายแพ้ก็ไม่มีใครรอดไปอยู่ดี

ประติมากรรมหินทรงลูกบาศก์สีดำทะมึนขนาดมหึมาใหญ่เทียบเท่าภูเขาลูกใหญ่ ตามตำนานของอาณาจักรอาร์โรว์ เชื่อว่าเป็นสถานที่คุมขังความชั่วร้ายสุดท้ายหากถูกปลดปล่อยออกมาดินแดนทั้งเก้าจะตกอยู่ในความมืดมิดไปอีกหลายพันปี

ปีศาจกลืนกินความมืดและความหวาดกลัวเป็นอาหารเมื่อไร้แสงจากท้องนภา นอกจากเหล่าปีศาจจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดดำรงอยู่ได้อีก

เหล่าออร์คแม้นพวกมันจะมีสติปัญญาต่ำแต่ร่างกายกำยำกว่ามนุษย์ผิวหนังสีเขียวทนทานไม่ต่างจากหมวกเกราะถูกใช้เป็นทัพหน้าบุกตะลุย

ทหารในชุดเกราะสีเงินยกโล่ปักปลายลงพื้นตั้งเป็นกำแพงมนุษย์แผดร้อง "ขวางไว้"

ฝูงออร์คหลายร้อยตัววิ่งดาหน้าเข้ามาพร้อมกันทุกฝ่าเท้าที่พวกมันเหยียบย่ำพื้นดินสั่นสะเทือนคำรามเสียงแห่บพร่า "โฮก!!"

เหวี่ยงขวานเล่มใหญ่น้ำหนักมหาศาลราวกับกิ่งไม้แห้ง "ตูม!"

ทหารในเกราะสีเงินถูกฟาดจนร่างแหลกเหลวในชุดเกราะ ลอยละลิ่วสิ้นใจก่อนตกถึงพื้นกำแพงมนุษย์ต้านการโจมตีในคราแรกยังไม่ได้แตกออกเป็นรูโหว่

เอลฟ์หนุ่มที่รอโอกาสอยู่แล้วในแนวต้านที่สองเส้นผมสีทองไล้ไปตามสายลมแม้นจะเปรอะไปด้วยเลือดสีเขียวทั้งกรอบหน้า ใบหน้าของเหล่าเอลฟ์ยังงดงามไร้ที่ติ ปล่อยศรที่น้าวรอยิงออก

"แอร์โรว์ออฟจัสเม้นท์" (ลูกศรแห่งการพิพากษา)

ศรเมื่อผสานเวทมนตร์ส่องประกายพริบตากลายเป็นนกสีทองที่ส่องประกาย ปักเข้ากลางลำคอของออร์คที่เพิ่งสังหารทหารไปอย่างแม่นยำแล้วพุ่งทะยานทะลุร่างฝูงออร์คที่ยืนเบียดเสียดดอกเดียว คร่าชีวิดฝูงออร์คหลายร้อยตัว

"โฮก..!!!!" เหล่าออร์คส่งเสียงโหยหวนล้มลงตามกัน

ทหารเบียดตัวกันเข้ามาเพื่อปิดช่องแตก ก็อบลินสามตัวยิงธนูสามดอกพร้อมกันแหวกฝุ่นผง ก่อนกำแพงมนุษย์จะปิดลงแค่อึดใจเดียว

เอลฟ์หนุ่มที่เพิ่งรู้สึกดีใจที่ตนล้มออร์คได้ตัวหลายร้อยตัว ยังไม่ทันโห่ร้องศรสามดอกปักร่างพร้อมกันช่วงชิงชีวิตที่เป็นอมตะของเขาไป

"พวกข้าชนะพวกข้าชนะเอลฟ์กระจอก…" ก็อบลินทั้งสามยังพูดไม่ทันจบประโยค ชายหนุ่มสวมเกราะสีเงินร่างกายสูงใหญ่กระโดดข้ามกำแพงมนุษย์ เหวี่ยงดาบขนาดกว้างหนึ่งศอกตัดร่างพวกมันทั้งสามในการฟันครั้งเดียวหันไปร้องสั่ง

"ปิดแนวกั้นทหารราบรุกขึ้นหน้า" สิ้นเสียงกำแพงมนุษย์เปิดออกให้กลุ่มทหารราบถือหอกวิ่งออกมาบุกตะลุยปะทะกับเหล่าฝูงออร์ค

"เฮ้…เฮ้"

"ฆ่าพวกมันฆ่าพวกมันให้หมด"

บนฟ้ามังกรสีดำทะมึนร่างกายใหญ่เหมือนปราสาทลอยฟ้า กางปีกพ่นลมหายใจที่ร้อนระอุลงมาแผดเผากองทัพคนแคระที่กำลังใช้เครื่องยิงหินขว้างหินใส่มัน

"อ๊าก…." คนแคระที่คุ้มเครื่องยิงหินแผดร้องกลิ่นเนื้อไหม้คลุ้ง บ้างล้มลงกลิ้งตัวไปบนพื้นเสียงร้องโหยหวน

คนแคระที่ยืนอยู่ลูกบาศก์สีดำข้าง หน้าไม้ยักษ์มองผ่านกล้องทองเหลืองเห็นเผ่าพันธุ์เดียวกับตนล้มตายดั่งใบไม้ร่วงที่ด้านล่างนั้นมีสหายของตนหลายคน ร้องสั่ง "…ยิง…"

คนแคระอีกคนถือขวานเล่มใหญ่ตัดเชือกที่ใช้รั้งคันศรเสียงดัง "ผึ่ง!" ลูกศรขนาดเท่าท่อนซุงพุ่งแหวกอากาศ ปักเข้ากลางอกมังกรดำส่งเสียงร้องประหลาด "กร๊าก!!!" สัญชาตญาณบอกให้มันกางปีกบินหนีขึ้นสู่ฟ้า

ทหารขี่มังกรขนาดเท่าม้าศึกรอคำสั่งทันทีที่ศรมหึมาแทงเข้ากลางอกเจ้ามังกรดำ พวกเขาก็บังคับมังกรที่ควบขี่ดุจอาชาให้ทะยานออกไปจากลูกบาศก์สีดำอย่างชำนาญ บินวนรอบตัวมังกรดำพร้อมนักบวชในชุดสีขาวขลิบทองที่นั่งซ้อนมาที่ด้านหลังชี้คทาที่ถือมาด้านหน้า สร้างวงแหวนเวทย์กึ่งโปร่งใส เสี้ยวพริบตาเวทย์โจมตีหลากหลายฟาดลงไปพร้อมกัน

"กร๊าก!!!" มังกรดำที่เป็นดั่งเจ้านภาส่งเสียงโหยหวนแล้วหมุนคว้างร่วงลงมายังพื้นดิน

"อีกนานไหม"

ชายชราหนวดเคราขาวสวมเกราะสีทอง เหนือศีรษะสวมมงกุฎส่องประกายระยับ พระราชา 'เนเมซิส' ราชาผู้เป็นตัวแทนฝั่งมนุษย์เหงื่อโทรมกายมองสงครามเบื้องหน้าเดาว่าจากสถานการณ์คงต้านได้อีกไม่นานแล้ว หันไปร้องเร่ง

ท่ามกลางการคุ้มครองของกองทัพมนุษย์ เอลฟ์ ฮอบบิท คนแคระและเหล่าพ่อมดแม่มด กลุ่มนักบวชขั้นสูงสามร้อยคนยืนล้อมสตรีนางหนึ่งไว้กึ่งกลาง ร่ายเวทในตำนานที่ถูกเรียกว่าเวทระดับหายนะ

'อีเทอร์นอลส์ไลท์' (แสงนิรันดร์)

………………

30 ตอนแรกจะสั้นหน่อยนะคะเพราะเราอยากได้ยอดวิว แต่หลังจากตอนที่ 30 จะมีความยาวตามปกติ

ศึกสุดท้าย 2

หญิงสาวมีผิวกายที่ขาวจนซีดเส้นผมสีเงินยาวถึงปลายเท้าใบหน้าเรียวเล็กดวงตาเป็นสีทองงดงามดั่งกับเทวรูปในวิหาร ไอรีน แดนไวท์

เธอแต่งกายด้วยเสื้อตัวยาวงดงามวิจิตรสีขาวสะอาดขลิบเงินชายกระโปรงยาวกรมเท้าแขนเสื้อกว้างปักลวดลายแบบที่อยู่ในโบสถ์สวมเกราะสีเงินตัวสั้นปิดช่วงอกผ้าที่ด้านหลังพลิ้วไปตามสายลม

เธอคือมหาจอมเวทระดับสิบดาวเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ถึงจะต่างกับจอมเวทระดับเก้าดาวแค่ดาวเดียวแต่ระดับชั้นต่างกันลิบลับ พลังของเธอแทบจะเรียกว่าเข้าสู่ขอบเขตของพระเจ้า คทาสีเงินเปล่งปลั่งที่ปลายเป็นรูปสลักเทพีพิโอน่าที่เหล่าชาวอาณาจักรอาร์โรว์นับถือ

หญิงสาวผมดำใบหน้าขาวดวงตาเป็นสีเงินสวมเสื้อกับกางเกงเข้ารูปสีเขียวขี้ม้าใบหูแหลม ปักลวดลายเถาวัลย์ 'เมลิดัล' ราชินีของเหล่าเอลฟ์ตะโกนตอบคำถาม พระราชาเนเมซิส

"อีกอึดใจเดียวต้านไว้ต้านเอาไว้ก่อน" เธอเมื่อตะโกนสั่งชี้ปลายดาบในมือไปเบื้องหน้าพื้นดินตกอยู่ใต้คำสั่งของตน แตกออกเป็นแนวดูดกลืน กองทัพลิซาร์ดแมนครึ่งมนุษย์ครึ่งกิ่งก่าที่กำลังคลุ้มคลั่งจากควันสีแดงอมส้มที่แม่มดมืดร่ายใส่ร่วงลงไปสู่ใต้พิภพ

"กร๊าก……"

ฝูงโทรลล์ร่างกายสูงดั่งกับประภาคารมีเส้นขนปกคลุมหลายสิบตัวเคลื่อนที่กำลังจะฝ่าแนวต้านสุดท้ายเข้ามาได้

ไอรีนจับจ้องมาเบื้องหน้าดวงตาไม่กะพริบเธอสบตากับเงาดำสูงใหญ่ใต้ชุดเกราะสีดำทะมึน นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่วางอยู่เหนือศีรษะของยักษ์ไททัน ลอร์ดอิกนิก แดนไวท์ราชาแห่งกองทัพปีศาจและผู้ที่เป็นบิดาของตัวเองพร้อมแสยะยิ้ม

"ท่านพ่อลาก่อน….บาปของท่านลูกจะชดใช้ให้เอง"

อิกนิกลุกขึ้นชี้ปลายดาบใหญ่มาเบื้องหน้าใบหน้าที่นิ่งสงบมาตลอดออกอาการร้อนรน "หยุดนางไว้"

ดาร์คเอลฟ์ที่ยืนข้างบังลังก์ดึงศรออกจากซองหนังด้านหลังน้าวแล้วยิง "สเปลชาร์โดร์ แอร์โรว์" (ศรสะกดเงา) ลูกศรที่ยิงออกมาหายไปจากสายตาเมื่อมองไม่เห็นจะหลบเลี่ยงหรือป้องกันล้วนแต่ทำไม่ได้ทั้งนั้น

วงแหวนเวทใต้เท้าเปล่งแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าดั่งกับมีดวงอาทิตย์อีกดวงปรากฏขึ้น ลำแสงสาดลงมาทะลุเมฆดำที่ปกคลุมท้องนภาจนขาวโพลนไปทั้งหมด

นักบวชขั้นสูงสามร้อยคนชูแขนขึ้น เปล่งเสียงร่ายเวทบทสุดท้ายทันทีที่ปลายเสียงหายไปกับสายลม

ไอรีนชูคทาขึ้นตะโกนสุดเสียง "เทพีพิโอน่าโปรดรับการ….สังเวย….!!!!"

"ฉึก!!" ไอรีนสะท้านเฮือกกลางอกเจ็บแปล็บเมื่อหลุบสายตามองเกราะอกแตกออกเห็นขนนกที่ด้ามศรสั่นไหวปลายคทาเคาะลงพื้นเสี้ยวพริบตาเร็วกว่าจะพรรณนาได้ทุกอย่างขาวโพลนสว่างจนกลืนกินทุกสิ่ง

"……"

…………..

'สำเร็จรึไม่…ให้ตายสิข้าเจ็บไปทั้งตัว' ทั้งที่อยากจะรีบลืมตาขึ้นแต่เปลือกตาหนักอึ้ง

"คุณหนู..ตื่นสิเจ้าค่ะคุณหนู"

'โธ่เอ๋ยข้าอยากตื่นจะตายแต่ลืมตาไม่ขึ้น…เสียงใครนะไม่คุ้นเลยท่านเมลิดัลเหรอไม่น่าใช่ หรือจะเป็นเจสสิก้า'

"จนป่านนี้แล้วทำไมยังไม่ตื่นอีกนะ ไปตามหมอไหมกลับไปจวนเถอะ"

อีกเสียงที่ฟังดูแหบพร่ากว่าเอ่ยตอบ "เจ้าพูดเหมือนคนไม่รู้ความ เดินทางจากนี้ไปกลับจวนก็ต้องมีสิบวันถึงตอนนั้นคุณหนูก็ทนไม่ไหวแล้วหรือต่อให้ทนไหว ตามพวกเขาก็ไม่มา"

"นายท่านจะไม่สนใจคุณหนูเลยรึยังไงคุณหนูก็เป็นบุตรสาวของนายท่านนะ"

เสียงที่แหบพร่าพ่นลมหายใจดังเฮือกก่อนตอบ "ฮูหยินรองไม่มีทางให้เจ้าได้พบนายท่าน"

"โฮ…โฮ…คุณหนูของข้า"

เสียงที่แหบพร่ามากระซิบข้างหู "คุณหนูท่านต้องตื่นนะเจ้าค่ะได้โปรด"

"คุณหนูตื่นเถอะเจ้าค่ะ" อีกเสียงตะโกนใส่หูอีกข้าง

"เฮือก!!!" หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูดีดตัวขึ้นนั่งยกมือทาบอกหอบหายใจแรงๆ หลายครั้ง เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า

หญิงสาวที่ไม่คุ้นหน้าสองคนพอตั้งสติได้โผเข้าสู่อ้อมกอด "คุณหนู!!!"

"เดี๋ยวๆ พวกเจ้าเป็นใครแล้วที่นี่ที่ไหน" นางผงะเล็กๆ เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหวานกว่าน้ำเสียงของตัวเองอยู่เล็กน้อย ใช้สองแขนผลักหัวไหล่สาวใช้สองคนให้พ้นออกไปพวกนางน้ำตานองหน้า เส้นผมเป็นสีดำสนิท คนที่อายุมากว่าราวสิบเจ็บสิบแปด ใบหน้ากลมดวงตาเรียวสันจมูกแคบปลายจมูกเล็กๆ เชิดขึ้น

ส่วนอีกคนที่อ่อนเยาว์กว่าใบหน้าเรียวพวงแก้มนวลใสริมฝีปากสวยได้รูป แต่ที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือใบหน้าอมทุกข์ เส้นผมแห้งแตกผิวกร้านขอบตาคล้ำสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีเทาเข้ม

"คุณหนูจำบ่าวไม่ได้รึเจ้าค่ะ"

ไอรีนส่ายหน้า "บ่าวกู้จื่อ"

หญิงสาวที่อายุน้อยกว่าชี้หน้าตัวเองบ้าง "ส่วนบ่าวชิงโม๋เจ้าค่ะ"

ไอรีนกระพริบตาปริบๆ แล้วชี้หน้าตัวเอง "แล้วข้าล่ะ"

ในโลกอีกใบ

ในฐานะจอมเวทระดับสิบดาวปรากฏการณ์นี้ทำให้นางตกใจได้ครู่เดียว เมื่อตั้งสติได้ความทรงจำเจ้าของร่างหลั่งไหลเข้ามาในหัวเป็นฉากที่ดูคลุมเครือคล้ายจำได้คล้ายจำไม่ได้

นางนั่งดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ยอมรับว่าร่างกายนี้ไม่เลว นางยกมือขึ้นพินิจ นิ้วมือที่เคยเรียวยาวคล้ายแท่งเทียนหดสั้นลงหนึ่งส่วนหยาบกร้านขึ้นสองส่วน เส้นผมสีเงินก็เปลี่ยนเป็นเส้นผมสีดำเงายาวถึงกลางหลัง อายุของนางลดลงเหลือเพียงสิบสี่ปี

จากใบหน้าที่งดงามดั่งเทพีแปรเปลี่ยนเป็นน่ารักน่าชังดวงตากลมโตสุขใสหยาดเยิ้มเหมือนมีท้องนภายามราตรีซ่อนอยู่ในนั้น จมูกเป็นสันคมโด่งได้รูป ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อน เป็นสาวน้อยที่จัดว่างดงามผู้หนึ่ง ย่างกรายของจากเรือนสายลมเย็นไล้ไปตามผิวโดยมีกู้จื่อและชิงโม๋ประกบซ้ายขวา

ทอดสายตาเห็นทิวเขาที่อยู่ไกลลิบๆ แคว้นซูเม่ย (มนตรางดงาม)

ดินแดนที่โอบล้อมไปด้วยหนึ่งร้อยแปดภูเขาเซียน เป็นหนึ่งในสี่แคว้นใหญ่ ที่ถือว่าบุกโจมตียากที่สุด แค่การบุกฝ่าหนึ่งร้อยแปดภูเขาเซียนเข้ามาก็ยากเย็นยิ่งแล้ว

แคว้นซูเม่ยแยกฝ่ายปกครองและฝ่ายถูกปกครองอย่างชัดเจน โดยใช้สิ่งที่เรียกว่าภูตวิญญาณยุทธ มีคนหนึ่งหยิบมือที่มีมันอยู่ในร่าง เป็นต้นกำเนิดของพลังยุทธ์ทั้งมวล

สกุลเจียงเป็นหนึ่งในห้าสกุลใหญ่ ลูกหลานสายตรงล้วนแต่ได้รับสืบทอดภูตวิญญาณยุทธจากบรรพชน

ตอนนี้นางอยู่ในร่างของ 'เจียงฮุ่ยเหมย' บุตรสาวคนโตของ 'เจียงฉาง' เสนาบดีกรมโยธา มารดาของนางนาม 'หวังซิ่นรุ่ย' เป็นฮูหยินพระราชทานเสียชีวิตหลังจากคลอดนางได้เจ็ดปี

บุตรสาวสายตรงเพียงคนเดียวในตระกูลไร้ซึ่งภูตวิญญาณยุทธเป็นจุดด่างพร้อยที่บิดาไม่อาจรับได้ จึงส่งนางมาอยู่ที่บ้านพักนอกเมืองหลวงอ้างว่าเพื่อรักษาอาการป่วยพร้อมสาวใช้สองคนจนวันนี้ผ่านมาสามปีเหมือนสกุลเจียงจะลืมเลือนบุตรสาวคนโตผู้นี้ไปแล้ว

ไอรีนก้าวออกมาจากกระท่อมที่ผุพัง ทอดสายตาไปเบื้องหน้าพื้นดินแห้งแตกระแหงที่กว้างราวหนึ่งฉิ่ง (เท่ากับ 100 หมู่ 1หมู่เท่ากับ 666 ตารางเมตร) รายล้อมไปด้วยป่ารกทึบและที่นาออกรวงเหลืองบางตา ภัยพิบัติของตัวเพลี้ยกินเวลามาแล้วสองปีและยังไม่มีทีว่าว่าจะจบ บ้านเรือนหลายหลังอยู่ในระยะที่สายตามองไปถึงควันลอยกรุ่นขึ้นมา

'หมู่บ้านจิวเหลี่ยง'

สกุลเจียงหลังจากขับนางออกมาช่วงแรกส่งเสบียงมาให้เป็นรายเดือนจากที่มากจนเหลือ แต่เมื่อนานวันเข้าแม้นแต่ข้าวสารก็เหลือไม่ถึงครึ่งจากของที่เคยได้รับ ยังดีที่มีสหายผู้หนึ่งไม่ลืมเลือนนางให้คนส่งเงินมาให้บ้างนานๆ ครั้ง

ก่อนนางย้ายมาอยู่ร่างนี้เจ้าของร่างเพราะอดอยากร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม เมื่อสี่วันก่อนมีไข้สูงเพ้อหามารดาก่อนจะสงบลงไปสาวใช้สองคนเห็นนางไม่ฟื้นมาสี่วันร้อนใจจนหน้าถอดสี

ไอรีนกอดอกยกมือข้างหนึ่งจบปลายคางตัวเอง "แล้วทางจวนรู้เรื่องที่ข้าป่วยก็ไม่ส่งใครมาดูเลยรึ"

ชิงโม๋ส่ายหน้าเสียใจแทนคุณหนูของนาง "ไม่เจ้าค่ะต้องเป็นเพราะฮูหยินรองแน่ ครั้งที่แล้วทางจวนส่งเสบียงมาล่าช้า จนพวกเราไม่มีอะไรกิน…บ่าว…บ่าว…" พูดได้เท่านี้นางก็สะอึกสะอื้น

ไอรีนเดินเข้าไปลูบแผ่นหลังของนางเบาๆ "จนเจ้าถูกพ่อบ้านหลี่ตีมา"

ชิงโม๋ไม่อยากร้องไห้ให้เจียงฮุ่ยเหมยใจเสียจึงกลั้นน้ำตาไว้อย่างคับแค้นใจ

"แล้วแผลเป็นยังไงบ้าง" ไอรีนเอ่ยแล้วเบือนหน้าไปทางกู้จือ

นางถกขากางเกงขึ้นเผยบาดแผลที่ข้อเท้ามันลึกจนทำให้นางเดินกระเผลก "ไม่เจ็บแล้วเจ้าค่ะถ้าไม่ลงน้ำหนักแรงๆ"

ไอรีบรีบย่อตัวลง "เจ้าเป็นอะไรมากไหม"

กู้จือผงะถอย "คุณหนูอย่าจับเจ้าค่ะมันสกปรก"

นางไม่ยอมทำตามบังคับให้สาวใช้ทำตามความต้องการของตัวเอง "นั่งลงก่อนข้าดูให้"

เมื่อขัดไม่ได้จึงยอมนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างประตู ไอรีนนั่งคุกเข่าลงจับแผลที่ข้อเท้ากู้จือมันเป็นแผลเป็นที่นูนแดงออกมาคงเป็นเพราะขาดการรักษาที่ดี ยกเท้าของอีกฝ่ายขึ้นวางบนตัก

"คุณหนูอย่าเจ้าค่ะ" นางพยายามจะขัดขืนแต่ข้อเท้าถูกรั้งไว้ สองมือเรียวขาวกุมข้อเท้าที่บาดเจ็บไว้หลวมๆ เปล่งเสียงราบเรียบ

"คำอวยพรจากทวยเทพ"

"…" นิ่งกู้จือ ชิงโม๋ ไอรีนมองข้อมือที่กุมข้อเท้าตาแป๋ว

นางเงยหน้าขึ้นยิ้มแห้งๆ "ขอข้าลองอีกที"

กู้จือไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรยังพยักหน้า "เจ้าค่ะ"

ไอรีนหลุบสายตามองข้อเท้าที่ตนจับไว้ทดลองอีกรอบ "คำอวยพรจากทวยเทพ"

"…." นิ่งสนิท

นางเป่าปาก ส่ายหน้าเบาๆ ยกเท้าสาวใช้ออกจากตัก เหยียดกายขึ้นยักไหล่เวทมนตร์ที่ฝึกฝนมายี่สิบสี่ปีตอนนี้เหลือแค่ความทรงจำจะไม่เสียดายได้ยังไง ทดลองร่ายเวทขั้นพื้นฐานอีกสองสามบทล้วนแต่ไม่เกิดผลจำใจต้องปล่อยไปก่อน

กู้จือแหงนหน้ามองบนใบหน้ามีคำถามที่ต้องการคำตอบตัวโต 'เมื่อครู่ท่านทำอะไร'

ไอรีนเกาแก้มแก้เก้อเบือนสายตาไปอีกทาง "ข้าแค่ตรวจดูเท่านั้น"

พวกนางทั้งคู่ร้องอ้อสำหรับพวกนางคุณหนูว่ายังไงก็อย่างนั้น ค่ำคืนนั้นใต้หลังคาที่มีรูโหว่ ชิงโม๋ต้มข้าวที่ใสจนมองเห็นก้นถ้วยกับผักกาดดองที่หั่นเป็นท่อนวางลงกลางโต๊ะ

ไอรีนกระพริบตาปริๆ "มีเท่านี้เองรึ"

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...