โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดศึกแย่งชิงอาเซียน พันธมิตรสหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลี ประกาศจุดยืนท้าจีน

The Better

อัพเดต 21 ส.ค. 2566 เวลา 13.19 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2566 เวลา 13.20 น. • THE BETTER
เปิดแถลงการณ์พันธมิตรสามชาติแห่งแปซิฟิกที่ไม่เอ่ยถึงจีน แต่พูดถึงหมากสำคัญในเกมชิงอำนาจกับนั่นคือ อาเซียน

ช่วงกลางเดือนสิงหาคม เรา ผู้นำของญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสหรัฐอเมริกา ประชุมกันที่แคมป์เดวิด (Camp David) ที่พักของประธานาธิบดีสหรัฐ "เพื่อเปิดตัวยุคใหม่ของความร่วมมือไตรภาคี"

การหารือครั้งนี้ไม่ไกลตัวคนไทยเลย ตรงกันข้ามมันจะกระทบต่อชีวิตคนไทยเอาง่ายๆ เพราะในแถลงการณ์มีการเอ่ยถึงอาเซียนบ่อยครั้งจนผิดสังเกต ทั้งๆ ที่เป็นการประชุมของชาติที่ไม่ได้อยู่ในอาเซียนเลยสักชาติเดียว

ที่น่าตกใจก็คือ สื่อในประเทศไทยกลับไปชูประเด็นว่าการประชุมครั้งนี้เน้นที่การรับมือเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการมองประเด็นที่พลาดมหันต์ เพราะในแถลงการณ์มีเรื่องเกาหลีเหนือก็จริง แต่มันเป็นประเด็นที่เอามาอำพรางเจตนาที่แท้จริงต่างหาก

เจตนาที่แท้จริงคือเกมชิงอำนาจในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ยึดอาเซียนให้ได้ เพราะหาไม่แล้วอาเซียนจะกลายเป็นฐานที่มั่นของจีน

และจะต้องก่อกวนไม่ให้จีนควบคุมทะเลจีนใต้ให้จงได้ หาไม่แล้วพันธมิตรสหรัฐจะถูกแยกออกเป็น 2 เสี่ยง

ในแถลงการณ์การประชุมร่วมที่ตั้งชื่ออย่างสวยหรูว่า "จิตวิญญาณแห่งแคมป์เดวิด" (The Spirit of Camp David) ช่วงที่เอ่ยถึงอาเซียน พวกผู้นำเหล่านี้ประกาศว่า

"เรายืนยันอย่างสุดใจในความเป็นศูนย์กลางและความสามัคคีของอาเซียนและการสนับสนุนของเราต่อการสร้างสถาปัตยกรรมระดับภูมิภาคที่นำโดยอาเซียน"

แค่ประโยคแรกของแถลงการ์เรื่องอาเซียนก็เล่นเอามึนกันไปหมด เพราะใช้คำว่า"สถาปัตยกรรมระดับภูมิภาค" (regional architecture) หากไม่ตั้งใจคิดตามให้ดี คงจะเข้าใจว่าสามผู้นำคงคิดจะให้อาเซียนสร้างตึกแล้วกระมัง?

แต่มันไม่ใช่แบบนั้น สถาปัตยกรรมที่ว่านี้เป็นการเล่นคำให้สวยเก๋ แปลเป็นภาษามนุษย์ทั่วไปก็คือ ต้องการให้อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแนวร่วมสกัดกั้นจีนนั่นเอง อย่างที่แถลงการณ์บอกเป็นนัยๆ ในบรรทัดต่อมาว่า

"เรามุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหุ้นส่วนในอาเซียน เพื่อสนับสนุนการดำเนินการอย่างเข้มแข็งและกระแสหลักในภาพรวมของอาเซียนเกี่ยวกับอินโดแปซิฟิก …. และการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มแม่น้ำโขง"

เอาแค่เรื่องความมั่นคงด้านน้ำในแม่น้ำโขงก่อน ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่านี่เป็นจุดอ่อนหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน

อาเซียนนั้นแบ่งเป็น 2 ภาค ภาคแรกคือภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม) และภาคพื้นหมู่เกาะกับคาบสมุทร (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน)

อาเซียนที่เป็นประเทศหมู่เกาะทะเลาะกับจีนเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้

อาเซียนที่เป็นแผ่นดินใหญ่บาดหมางกับจีนเรื่องแม่น้ำโขง เรื่องแม่น้ำโขงนี้ทำให้ทัศนะคติของคนไทยต่อจีนเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะต้องมาระแวงว่าเมื่อไรจีนจะระบายน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงตามใจชอบ ทำให้ระดับน้ำไม่เป็นธรรมชาติ จนกระทบต่อวิถีชีวิตคนไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามอย่างรุนแรง

สหรัฐรู้ถึงจุดอ่อนนี้ จึงตั้งศูนย์เฝ้าระวังเขื่อนแม่น้ำโขง หรือ Mekong Dam Monitor ขึ้นมา ในแง่หนึ่งก็เพื่อช่วยอาเซียนระวังตัวเองจากเขื่อนจีน แต่ในแง่หนึ่งมันคือเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเร่งให้อาเซียนตีห่างจากจีน

ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าสหรัฐ เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับลุ่มน้ำโขงเลยจะมากังวลอะไรกับแม่น้ำโขงจนต้องมีแถลงการณ์อะไรแบบนี้ นั่นก็เพราะมันมีปัญหาทางการเมืองแบบนี้นั่นเอง

ส่วนอาเซียนในภาคหมู่เกาะก็ไม่รอด เพราะเป็นอาหารอันโอชะให้มหาอำนาจที่ต้องการฉวยโอกาสที่อาเซียนกับจีนทะเลบาะกันมาหลายสิบปีเรื่องทะเลจีนใต้

แถลงการณ์ของแคมป์เดวิดยังร่ายยาวด้วยคำหรูๆ ที่ฟังไม่ค่อยเข้าใจไปเรื่อยๆ (เพราะนี่คือการซ่อนเจตนาด้วยภาษาทางการทูต) ไปหยุดตรงที่บอกว่า "เราวางแผนที่จะประสานความพยายามในการเสริมสร้างศักยภาพในระดับภูมิภาคกับอาเซียนและประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขากำลังส่งเสริมซึ่งกันและกันและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพันธมิตรที่ทรงคุณค่าของเรา … และกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลไตรภาคีใหม่ของเรา"

เจ้าอาวุธใหม่ที่เรียกว่า Trilateral Maritime Security Cooperation Framework (กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลไตรภาคี) นี่แหละที่ต้องระวังไว้ให้ดี มันมีหลักการตามที่แถลงการณ์ร่วมสรุปไว้อย่างนี้ว่า

"สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีกำลังจัดตั้งกลไกการเดินเรือไตรภาคีเพื่อประสานการเสริมสร้างขีดความสามารถของพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก โดยมุ่งเน้นที่หน่วยยามฝั่งและการเสริมสร้างศักยภาพการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล และความตระหนักในพื้นที่ทางทะเล"

นี่คือการที่ทั้ง 3 ประเทศจะชนกับจีนเรื่องการชิงน่านน้ำจากจีนนั่นเอง แต่ยังอุตส่าห์ลากอาเซียนเข้ามายุ่งด้วย เพราะรู้ว่าอาเซียนภาคหมู่เกาะมีปัญหากับจีนเหมือนกัน

หลังจากชวนอาเซียนมาชนกับจีนแล้ว สามชาตินี้ก็แถลงต่อกันติดๆ ว่าจะไม่ทนกับจีน และประณามว่า "พฤติกรรมที่เป็นอันตรายและก้าวร้าวที่สนับสนุนการอ้างสิทธิ์ทางทะเลที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเราเพิ่งพบเห็น โดย (การกระทำของ) สาธารณรัฐประชาชนจีนในทะเลจีนใต้"

และว่า "เราคัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ในน่านน้ำของอินโดแปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราต่อต้านการเสริมกำลังทางทหารของพื้นที่ที่ถูกถมทะเลแล้วอ้างกรรมสิทธิ์ เช่น การใช้หน่วยยามฝั่งและเรือทหารรักษาการณ์ทางทะเลที่เป็นอันตราย"

การที่สามชาติ (ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแถวนี้) จะไม่พอใจจีนก็ทำไป แต่ไม่ควรจะเข้ามายุ่งด้วย เพราะนี่คือเรื่องที่จีนกับอาเซียนจะต้องเคลียร์กันเอง

การที่มือที่สาม ที่สี่ ที่ห้า เข้ามาร่วมวง เป็นสิ่งทีเกินความจำเป็น และจะทำให้บานปลายเปล่าๆ

จีนเตือนแล้วเตือนอีกเรื่องที่สหรัฐกับชาติตะวันตกมักนำเรือและเครื่องบินโฉบไปโฉบมาในน่านน้ำที่จีนอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ วันไหนจีนไม่อดทนแล้วสอยเรือกับเครื่องบินประเทศห้าวๆ พวกนี้ วันนั้นอาเซียนเราจะทำอย่างไร? ตอบว่าคงไม่แคล้วต้องรบกับเขาไปด้วยล่ะมั้ง

สิ่งที่ชาติอื่นๆ นอกอาเซียนควรทำไม่ใช่ยุให้อาเซียนชนกับจีนแล้วดึงอาเซียนมาเป็นพวกชน (หรือใช้อาเซียนมารบแทนตน) แต่ควรจะเตือนจีนว่าทะเลจีนใต้ควรจะแบ่งที่ทางให้เป็นน่านน้ำสากลในส่วนที่ตกลงหาเจ้าของกันไม่ได้ ไม่ใช่ของชาติใดชาติหนึ่งไปทั้งหมด

นี่เป็นประเด็นปัญหาที่ต้องหาทางออกกันไปยาวๆ แต่พันธมิตรล้อมจีนพวกนี้ไม่อยากจะลากยาว ถึงได้ยั่วยุอยู่ตลอด การมีแถลงการณ์ที่แคมป์เดวิดก็เช่นกัน

แถลงการณ์นี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Camp David Principles (หลักการแคมป์เดวิด) ตามมาด้วย ซึ่งหากใครศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะทราบว่าสหรัฐชอบกำหนดหลักการอะไรพวกนี้ เพื่อเป็นแนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่มักจะทำในช่วงที่โลกเกิดสถานการณืหน้าสิ่วหน้าขวาน เหมือนจะเกิดสงครามขึ้น

การกำหนดหลักการแคมป์เดวิดก็เหมือนกัน มันออกมาในช่วงที่สถานการณ์ในเอเชียไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เนื้อหาของสันก็คือการสรุปแถลงการณ์ข้างต้นนั่นเอง แต่สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ การทำให้มันเป็น Principles หมายความว่า

"สหรัฐเอาจริงกับอาเซียนแล้วนะ"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...