“K-GLOBE”...ลุย “หุ้นทั่วโลก” แบบมีสไตล์ เริ่มต้นแค่ 500 บาท !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 01.49 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2566 เวลา 16.23 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดากองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง “กองทุนติดดาว”กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว”จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’(Risk-adjusted returns)ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar”ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “Global Equity” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุน “หุ้น” ประเทศต่างๆ ภูมิภาคต่างๆ หรือหุ้นทั่วโลก ผ่านกองทุนตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป
เพื่อสอดกับบรรยากาศการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง การกระจายลงทุนในหุ้นทั่วโลกจึงเป็นทางเลือกที่ยังตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
วันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็มี “กองทุนรวมหุ้นโลก”** ที่น่าสนใจมานำเสนอให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุน
“K-GLOBE”…กระจายลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ Fund of Funds
ในช่วงที่นโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นของธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อรับมือกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นตัวกดดันให้ความน่าสนใจของสินทรัพย์อย่างตราสารทุน (หุ้น) ถูกลดทอนลงไปในช่วงที่ผ่านมา
แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันที่ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” (Fed) ได้เริ่มส่งสัญญาณการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ก็เป็นตัวคลายความกังวลให้แก่บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทไม่เว้นกระทั่งตราสารทุน จึงทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวในแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคก็แตกต่างกันออกไป การกระจายลงทุนไปในหุ้นทั่วโลกจึงเป็นทางเลือกที่จะทำให้ไม่พลาดทุกโอกาสในการลงทุน
โดยกองทุนนี้มีชื่อว่า “กองทุนเปิดเค โกลบอล อิควิตี้” หรือ “K-GLOBE” ซึ่งในหนึ่งภายใต้การบริหารและจัดการของ ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด’ ซึ่งด้วยความโดดเด่นในด้านผลการดำเนินงานและกลยุทธ์จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่ถูกจัดอันดับให้เป็นกองทุน “5 ดาว” โดย “มอร์นิ่งสตาร์” (ณ วันที 31 ส.ค. 23)
สำหรับรายละเอียดของกองดังกล่าว เป็นกองทุนประเภท Fund of Funds หรือลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้นในต่างประเทศตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป ซึ่งได้จัดตั้งหรือจดทะเบียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2549 และจนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 กันยายน 2566) ก็มีมูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 2,579,832,292 บาท และมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10.84 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ นโยบายการลงทุนและเกณฑ์การคัดเลือกกองทุนหรือหน่วยลงทุนต่างประเทศ จะมีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของประเทศต่างๆ (Country Funds) ภูมิภาคต่างๆ (Regional Funds) หรือกองทุนมีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนทั่วโลก (Global Equity Funds)
หน้าตาพอร์ต…สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมของ “หุ้นคุณค่า” และ “หุ้นเติบโต”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของ ‘กอง K-GLOBE’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมของ“หุ้นคุณค่า” (Value) และ“หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ
ขณะที่การจัดสรรหรือการกระจายเม็ดเงินการลงทุนในต่างประเทศ แบ่งแยกเป็นรายประเทศในปัจจุบัน (ณ วันที่ 31 ก.ค. 23) ประกอบไปด้วย
-สหรัฐอเมริกา 65.14%
-ยุโรป 13.97%
-จีน 8.94%
-เอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่นและจีน) 5.80%
-ญี่ปุ่น 0.97%
“ในแง่ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกอง K-GLOBE ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนนั้น (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 23) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.60%ต่อปี(ดัชนีชี้วัด 6.12% ต่อปี) ส่วนความผันผวนของความผลการดำเนินงานที่จะเฉลี่ยอยู่ที่ 15.95%ต่อปี(ดัชนีชี้สัด 17.18% ต่อปี) แต่อย่างไรก็ดีกองทุนก็เคยมีผลขาดทุนโดยในช่วง 5 ปีกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -27.10%”
พร้อมกันนี้กองทุนยังมีการสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม อย่างนโยบายการ “จ่ายเงินปันผล” ที่มีกำหนดจ่ายปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ซึ่งจะพิจารณาจ่ายทุกสิ้นเดือนพฤษภาคม และพฤศจิกายน โดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาได้มีการจ่ายปันผลไปแล้วทั้งสิ้น 16 ครั้ง รวมเป็นเงิน 5.90 บาท
เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 500 บาท เท่านั้น
สำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุนใน ‘K-GLOBE’ กองทุนได้มีเงื่อนไขหรือมูลค่าขั้นต่ำของการ “ซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” จะอยู่ที่ 500บาทส่วนมูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนจะอยู่ที่ 500บาท เช่นเดียวกัน ขณะที่ยอดคงเหลือขั้นต่ำจะอยู่ที่ 50บาท สำหรับระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนคือ 4 วันทำการหลังจากวันทำรายการขายคืน (T+4)
ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านรูปแบบออฟไลน์อย่างธนาคารกสิกรไทยและผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่นที่บริษัทได้แต่งตั้งขึ้น ส่วนช่องทางออนไลน์สามารถเปิดบัญชีและซื้อขายได้ผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง K-My Funds, K-Cyber และ KPLUS
“การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ อาจจะมีนักลงทุนหลายคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ด้วยช่องทางการลงทุนและการคัดเลือกหุ้น แต่ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อย่างกองทุนรวมเป็นตัวช่วยเสริมหรือทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนเพิ่มเติม ที่สำคัญการกระจายลงทุนใน ‘หุ้นทั่วโลก’ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้อีกด้วย”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน