การต่อสู้ของช้างศึก กลับไปประเทศไทยปี 1852
ข้อมูลเบื้องต้น
ตามคำโปรยที่ทุกท่านได้อ่านไปประเทศไทยหรือสยามในปี 1852 กำลังเผชิญกับกองกำลังที่ทรงอำนาจ ประเทศเหล่านี้หวังที่จะยึดดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย
เนื้อเรื่องจะเริ่มในปี 1852 โดยเมื่อ 2 ปีก่อนสยามพึ่งเสียสิบสองปันนาให้กับจีน พื้นที่กว่า 90,000 ตร.กม ต้องหายไป
โดยในโลกนี้มันเหมือนกับโลกเดิมของเขาเพียงแต่แปลกตรงที่ว่าประเทศไทยไม่ได้มีรัฐบาลหรือกษัตริย์ปกครองมานานมากกว่า 200 ปีแล้ว ผู้ที่มีนำนาจบริหารบ้านเมืองก็จะเป็นสภาขุนนางที่มีการคัดเลือกมาจากเจ้าเมืองทุกปี
(เนื้อเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยเป็นเพียงนิยายที่สร้างจากจินตนาการและความคิดของผู้สร้างเท่านั้น ตัวละครในไทยจะไม่มีในชีวิตจริงส่วนใหญ่เป็นตัวที่สร้างขึ้นมาใหม่ ไม่มีการอวยพลังยกเว้นพระเอกที่มาจากโลกอนาคต)
(ขอบคุณสำหรับการอ่านและติดตาม มีอะไรเพิ่มเติมสามารถพิมคอมเมนต์มาได้ผมอ่านทุกคอมเมนต์ครับ)
(สำหรับการขายจะเป็น 7 ตอนขายฟรี 3 ตอนวรรณวรรคกันไปครับ)
นโปเลียนเถลิงอำนาจ
23 กรกฎาคม 1848
ณ กรุงปารีส
มันไม่ใช้คืนธรรมดาๆเท่านั้น วันนี้คนทั้งยุโรปกำลังจับตามองมาที่นี้ ไม่ต้องพูดถึงชาวฝรั่งที่วันนี้ถูกกำหนดให้เป็นคืนที่นอนไม่หลับ
มันเป็นวันแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 2 เป็นการแข่งขั้นระหว่าง หลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ต กับ ออดีลง ซามัว สองผู้สมัครที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
“ข้าแต่พระเจ้าอย่าทอนทิ้งข้าเลย”
เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น เขาเป็นชายวัย 40 ปี ผมสีทองมีหนวดยาวตามแบบฉบับคนยุโรปทั่วไป เวลานี้เขากำลังเดินไปรอบๆห้องด้วยความกระวนกระวาย
ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยรอยคล้ำที่เกิดจากการนอนไม่หลับ สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขาคือ นโปเลียน ผู้สมัครประธานาธิบดีของฝรั่งเศสนั้นเอง แม้ทุกอย่างจะเข้าทางเขา แต่นโปเลียนก็ไม่สามารถนอนหลับได้
ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของเขาไปตลอดการ ถ้ามันออกมาดีก็เป็นการเดินตามรอยของลุงของเขาที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ยุโรปต้องสั่นสะเทือนมาแล้ว
นอกจากเขาเหล่าผู้สนับสนุนภายในห้องก็อยู่ในอาการกระวนกระวายไม่ต่างกัน ทุกครั้งที่มีการรายงานคะแนนหัวใจของพวกเขาก็เต้นไม่เป็นจังหวะ ฤดูหนาวที่ไใกล้เข้ามาไม่ได้ช่วยอะไรเลย ชุดสูทที่สวมใส่มาก็เต็มไปด้วยเหงื่ออันเกิดจากแรงกดดันที่มองไม่เห็น
แต่มีอยู่หนึ่งคนที่ดูแตกต่างออกไป แม้ความสูงและรูปร่างของเขาจะไม่ต่างจากคนอื่น แต่หน้าตานั้นไม่ใช่คนยุโรปเลย
ภายใต้สถานการณ์ที่กดดันเขากลับยกชาขึ้นมาดื่มพร้อมกับอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย นโปเลียนที่เดินไปรอบห้องไม่นานก็มาหยุดที่หน้าชายคนนี้
“ชาร์ลสถานการณ์แบบนี้นายยังมีเวลามาดื่มชาอีกนะ”
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคุณจะได้เป็นประธานาธิบดี”
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น ฉันนอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว”
เมื่อเผชิญหน้ากับนโปเลียนที่กำลังตื่นเต้น ชายที่นั่งอยู่ก็ไม่ได้ตกใจอะไรเลย เขาวางหนังสือพิมพ์ลงก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นมาดู
“ผมแนะนำให้คุณนั่งลงก่อนยังไงตอนนี้พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
“คงเป็นแบบนั้น”
นโปเลียนถอนหายใจก่อนจะมองดูชายตรงหน้าของเขาอีกครั้ง ตั้งแต่เกิดมานโปเลียนกล้าพูดเลยว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กคนไหนที่ฉลาดขนาดนี้มาก่อนเลย
แต่สิ่งที่นโปเลียนไม่รู้ก็คือคนตรงหน้าเขาไม่ใช้เด็กหนุ่มปกติทั่วไป เขาเป็นคนที่กลับชาติมาเกิดครั้ง แม้จะมีสัญชาติไทยแต่โชคดีที่เขาเกิดมาในยุโรป
“จบการเลือกตั้งแล้ว ยินดีด้วยท่านประธานาธิบดี”
ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน นโปเลียนและผู้คนภายในห้องต่างพากันร้องตะโกนด้วยความดีใจ หมวกและแชมเปญถูกเปิดออกเพื่อเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะครั้งนี้
“เพื่อฝรั่งเศส พวกเราจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
นโปเลียนยกแก้วขึ้นดื่ม ชาร์ลและคนอื่นก็ทำตาม แม้ชาร์ลจะรู้ว่าอนาคตของฝรั่งเศสไม่ได้ดูดีเลย แต่ตอนนี้ก็แทบไม่มีใครกล้าท้าทายมัน
ตำแหน่งมหาอำนาจลำดับ 2 ของโลกยังไม่ถูกสั่นคลอน หลังการดื่มฉลองนโปเลียนก็ขึ้นปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 2 ข่าวนี้ไม่ได้สร้างความกังวลให้ยุโรปมากนัก
เมืองไลพ์ซิก
ภายในร้างอาหารแห่งหนึ่งมีกลุ่มคนที่กำลังนั่งอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นชายร่างท้วมสูงใหญ่กำลังนั่งอ่านข่าวอยู่ เขามีชื่อว่า อ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค
“นโปเลียนเหมือนชาวฝรั่งเศสจะยังอยากที่จะครอบงำยุโรปอีกครั้งนะ”
“นี้เป็นอันตรายต่อพวกเรา”
“เห็นด้วยนี้มันหายนะชัดๆ”
กลุ่มคนที่นั่งอยู่พูดขึ้นด้วยความกังวล การขึ้นสู้อำนาจของนโปเลียนเป็นสัญญาณที่บอกว่าฝรั่งเศสยังคงมีความทะเยอทะยาน สำหรับปรัสเซียนี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายแน่นอน แต่บิสมาร์คที่นั่งอยู่กลับยิ้มออกมาทำให้เพื่อนของเขาที่นั่งอยู่สงสัย
“มีอะไรน่าดีใจ”
“อย่ามองโลกในแง่ร้าย เป็นนโปเลียนสิถึงดี”
“หมายความว่ายังไง”
“ถ้าเป็นซามัวคงไม่มีอะไร แต่นโปเลียนจะช่วยเรารวมชาติเยอรมัน”
บิสมาร์ค วางหนังสือลงพร้อมกับหัวเราะออกมา ตอนนี้เขามีแผนที่จะจัดตั้งจักรวรรดิเยอรมันขึ้นมา ถ้าผู้นำฝรั่งเศสไม่มีความทะเยอทะยานมันก็ยากที่จะทำ
ลอนดอน
บนบัลลังก์ที่ทำจากทองกำลังมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ ผู้นำแห่งจักรวรรดิอังกฤษราชินีวิกตอเรีย เธอคือบุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลก
“จบการเลือกตั้งแล้วเป็นไปตามที่คาดการณ์ครับฝ่าบาท”
นายพลอังกฤษพูดขึ้นพร้อมกับให้คนส่งรายงานให้ แต่วิกตอเรียไม่แม้แต่จะชำเลืองดู
“สมดุลอำนาจในยุโรปยังไม่เปรียนทำตามนโยบายเดิม”
“ได้เลยครับฝ่าบาท”
แม้ นโปเลียน จะขึ้นมามันก็ไม่ได้ทำให้อังกฤษเปลี่ยนนโยบายเดิม ซึ่งนโยบายของวิกตอเรียก็คือการรักษาสมดุลในยุโรป ปรัสเซียและฝรั่งเศส รัสเซียกับออสเตรีย ปล่อยให้พวกนี้ตีกันเอง
ถ้าไม่มีสถานการณ์ใหญ่ๆที่น่ากังวลวิกตอเรียก็จะไม่ยุ่ง เธอต้องทำตามแผนเดิมคือการล่าอาณานิคม เป้าหมายหลักในตอนนี้คือเอเชีย ดินแดนที่เต็มไปด้วยทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติ
“อีกเรื่องช่วยตรวจสอบบริษัทหนึ่งในฝรั่งเศสด้วย”
วิกตอเรียหันไปหาผู้ช่วยของเธอ ถึงจะไม่กลัวฝรั่งเศสแต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดปกติเกิดขึ้นในฝรั่งเศส
“ผมจะจัดการให้ครับฝ่าบาท”
“ดีมากแล้วตอนนี้อัลเบิร์ตอยู่ไหน”
“ฝ่าบาทอัลเบิร์ตอยู่ที่แมนเชสเตอร์”
“เรียกเขากลับมา ถึงเวลาวางแผนการแต่งงานแล้ว”
แม้ตอนนี้ลูกสาวคนแรกของเธอจะมีอายุแค่ 8 ปี แต่วิกตอเรียก็ต้องเตรียมการแต่งงานให้เธอไว้ แน่นอนว่าคู่ครองของเธอต้องไม่ใช้ผู้ชายธรรมดา
คนที่เธอเล็งไว้ก็คือเจ้าชายฟรีดริชแห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย ถ้าลูกสาวของเธอแต่งงานกับฟรีดริชหลานเธอก็จะเป็นผู้นำปรัสเซียในอนาคตและลูกสาวอีกคนแต่งงานกับเจ้าชายแห่งรัสเซีย
หลานของเธอจะปกครองชาติมหาอำนาจ สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มอิทธิพลของเธอให้ครอบคลุมทั่วยุโรป แน่นอนว่ามันไม่มีช่องว่างให้ปฏิเสธ ถ้ามีชาติไหนกล้าปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ก็เท่ากับไม่ไว้หน้าอังกฤษ
ชาร์ล
หลังการขึ้นสู่อำนาจของ น โปเลียน หนึ่งเดือนต่อมาชาติต่างๆในยุโรปก็พากันแห่มาแสดงความดีใจกันอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้มีชาติไหนแสดงความยินดีเป็นพิเศษ
ถ้ามองดูดีๆก็จะรู้ว่าฝรั่งเศสกำลังถูกโดดเดี่ยว นี้คือสิ่งที่ น โปเลียน ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ปัญหาใหญ่เป็นเพราะฝรั่งเศสปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยต่างจากชาติอื่นในยุโรปที่ปกครองด้วยระบบกษัตริย์ ไม่มีใครอยากคบด้วยเพราะเกรงกลัวกระแสการปฏิวัติลุกลามไปยังประเทศของตัวเอง
ที่บ้านหลังหนึ่งใกล้ๆกับพระราชวังเอลิเซ
“ไม่มีความเคลื่อนไหวจากต่างชาติ แม้แต่ปรัสเซียก็นิ่งอยู่นี้แปลกไหม”
เสียงของหญิงงสาว สวมโค้ทสีดำยาวถึงเข่าดังขึ้น ข้างๆเธอก็มีชายคนหนึ่งที่อายุไม่ต่างกันนั่งอยู่ ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในคนที่พึ่งกลับมาจากพิธีสาบานตนของ น โปเลียน
ชื่อของเขาคือ ชาร์ล ไม่มีนามสกุล เขาไม่ใช่คนฝรั่งเศสแต่กำเนิดและไม่ใช่คนของโลกนี้ ทุกอย่างมันเริ่มเมื่อ 15 ปีก่อน อยู่ๆเขาก็ย้อนกลับมาในโลกนี้กลายเป็นเด็กอายุ 5 ปีที่เดินทางมาในเรือของพ่อค้าชาวฝรั่งเศส
แน่นอนว่ามันไม่ใช่การเดินทางที่ดีเลย เขาเป็นแค่เด็กทำความสะอาดบนเรือสําเภาขนาดกลาง ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงมีเด็กอยู่บนเรือฝรั่งเศสได้
บนนั้นเขารู้เลยว่าการดูถูกและเหยียดหยามเป็นยังไง แต่ยังดีที่เขามีความทรงจำในชาติที่แล้ว ปัญหาด้านภาษาก็หมดไป ด้วยความฉลาดของเขาก็ทำให้ไปเข้าตาของหัวหน้าพ่อค้าจนเมื่อมาถึงฝรั่งเศสเขาก็ได้ศึกษาในโรงเรียนที่เมืองเลียล
ที่นั้นแม้เขาจะเจอกับการดูถูกต่างๆนาๆเขาก็เรียนจบก่อนวัยและยังทำคะแนนได้เยอะมากจนได้ไปเรียนต่อที่ปารีสและจบการศึกษาที่นั้นได้ แต่ไม่ว่าเขาจะเก่งยังไงเขาก็ไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส
เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเริ่มธุรกิจของตัวเอง แต่ชาร์ลคือคนจากโลกอนาคต เขาแก้ปัญหาด้วยการหาผู้หญิงชาวฝรั่งที่เรียนด้วยกัน ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็คือคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขานี้เอง เธอมีชื่อว่า วิต้า เออร์รีบอร์
เธอไม่ได้สวยอะไร หน้าตาอยู่ในระดับธรรมดาไปถึงต่ำ ครอบครัวของเธอก็ไม่ได้มีฐานะอะไรมากมาย ผมแต่งงานกับเธอเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ตอนนี้เธอกำลังยืนดูหนังสือพิมพ์ด้วยความกังวล
“ปรัสเซียอาจดีใจกับเรื่องนี้ก็ได้”
“รู้อะไรไหมตอนนี้ฉันได้กลิ่นสงครามแล้ว”
“สงครามจะเกิดแน่ แต่ตอนนี้เธอเชื่อฉันไหมว่าอีก 10 ปี อ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค จะรวมชาติเยอรมันได้สำเร็จ”
“ฝรั่งเศสจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น”
วิต้าส่ายหัวทันที เธอจบสายการเมืองการปกครองทำให้รู้ว่าไม่มีทางที่ฝรั่งเศสจะยอมให้ปรัสเซียรวมชาติได้ ไหนจะคนที่ชื่อ บิสมาร์ค ที่ตอนนี้เป็นแค่นักการเมืองธรรมดาเท่านั้น
ถ้าเกิดสงครามขึ้นจริงเธอก็ยังมั่นใจในกองทัพฝรั่งเศส แม้จะไม่ได้ยิงใหญ่เหมือนเดิม แต่ฝรั่งเศสก็คือฝรั่งเศส ไม่มีทางที่ปรัสเซียจะเอาชนะฝรั่งเศสได้ด้วยตัวคนเดียว
“ตอนนี้ฝรั่งเศสอาจได้เปรียนแต่อีก 5-6 ปี กองทัพบกปรัสเซียจะแข็งแกร่งกว่าฝรั่งเศสและอีก 10 ปีพวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าอังกฤษ”
“ถ้ารู้ว่าฝรั่งเศสแพ้ทำไมนายไม่อยู่ฝั่งปรัสเซีย”
“อย่างแรกเลยฉันโตที่นี้และอย่างสองการเข้าถึงระดับผู้นำไม่ใช่อะไรง่ายๆ”
ชาร์ล ถอนหายใจออกมา ทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องง่าย การเข้าถึงระดับผู้นำปรัสเซียไม่ใช่อะไรที่เขาสามารถทำได้ ไม่สิต้องบอกว่าผู้นำชาติยุโรปไม่มีใครที่เขาเข้าถึงได้เลยยกเว้นฝรั่งเศส
ซึ่งสาเหตุที่เขาสามารถติดต่อกับนโปเลียนได้ก็เพราะชายคนนี้ไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น เริ่มแรกเขาไปออสเตรียเพื่อคุยกับ หลุยส์ โบนาปาร์ต ผู้เป็นพ่อของนโปเลียนที่หลบไปอยู่ที่นั้น
ซึ่งก่อนที่ หลุยส์ จะหนีไปออสเตรียเขาก็เคยเป็นกษัตริย์ของชาวดัตช์ แต่หลังนโปเลียนที่ 1 พ่ายแพ้หลุยส์ก็ไม่สามารถเป็นกษัตริย์ต่อได้ทำให้ต้องหนีไป
การที่เขาติดต่อ หลุยส์ ก็เพื่อสร้างสานสัมพันธ์จนมาติดต่อกับ นโปเลียน ที่อยู่ในอังกฤษ เขาเป็นคนแรกเลยที่ชักชวนให้ นโปเลียน กลับมาสู่อำนาจที่แรก นโปเลียน ไม่ค่อยกระตือรือร้นจนช่วงปี 1844 ราชวงศ์บูร์บองไม่มีเสถียรภาพ
นโปเลียน จึงตกลงเดินทางกลับมาที่ฝรั่งเศสเพื่อหาทางขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขารู้ ราชวงศ์บูร์บองถูกโค่นล้ม ฝรั่งเศสเปิดการเลือกตั้ง
แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ นโปเลียน เป็นไปแบบผลประโยชน์ร่วมกัน แต่หลัง นโปเลียน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส สถานะพวกเขาก็ไม่เหมือนเดิม
พรุ่งนี้เขามีนัดคุยกับ นโปเลียน ถึงข้อตกลง ซึ่งมันมีโอกาสสูงที่นโปเลียนจะไม่ทำตามบางอย่าง ซึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เมื่ออำนาจไม่เท่ากันก็ไม่มีความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม
ชาร์ลตรวจดูเอกสารกับวิต้าเพื่อดูว่าทุกอย่างสมบูรณ์ไหม เมื่อทุกอย่างครบเขาก็เลือกชุดสำหรับพรุ่งนี้และก่อนจะเข้านอนเขาก็นั่งคุยกับวิต้าถึงแผนการกลับไปที่เอเชียบ้านเกิดของเขา
“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับสยามบ้าง”
“ป่าและร้อนการเดินทางก็นานและยังยากลำบากเกินไป แถมมันยังไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนที่นี้”
วิต้าพูดถึงข่าวที่เธอเคยได้ยิน ซึ่งนั้นทำให้เขาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่ที่เธอพูดมามันก็จริงที่นั้นไม่มีความเจริญเลย ตามคำบอกเล่าของเหล่าพ่อค้าที่นั้นก็มีแต่ป่าจริงๆ
“อีก 3-5 ปีเราจะเดินทางกลับไปที่นั้น”
ชาร์ลพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ แม้ตอนนี้จะมีธุรกิจที่ดีและมีเครือข่ายมากมาย แต่ความทะเยอทะยานของเขามันมากกว่านั้น ซึ่งวิต้าก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เธอยังจำยิ่งที่เขาพูดกับเธอในวันที่ครบกันได้ดี แม้คำนั้นมันเป็นไปไม่ได้แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกดี
ซึ่งสิ่งที่ชาร์ลพูดกับวิต้าก็คือสักวันเขาจะทำให้เธอเป็น “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง” แม้แต่ราชินีฝรั่งเศสยังไม่ใกล้เคียงกับสิ่งนี้ คนเดียวที่เหมาะกับคำนั้นก็คงมีแค่วิคตอเรียเท่านั้น
รุ่งหรือร่วงข้อตกลงแห่งศตวรรษ
แม้แต่ตอนนี้เธอก็ไม่คิดว่าฝรั่งเศสจะผงาดขึ้นมาจนเหนือกว่าอังกฤษได้ ขนาด นโปเลียนที่ 1 ที่ว่าเก่งๆก็ไม่รอด ในโลกนี้คงมีแค่ชาติเดียวที่กล้าเป็นปฏิปักษ์กับอังกฤษ ซึ่งชาตินั้นก็คือสหรัฐอเมริกานั้นเอง
เรื่องนี้ชาร์ลก็รู้ว่ามันยากมากที่จะนำสยามให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา แต่ช่วงนี้ก็เป็นหนึ่งในยุคทองของสยาม แม้จะต้องสละดินแดนไปบางส่วนแต่มันก็ยังทรงพลังกว่าชาติอื่นๆในภูมิภาคนั้น
“พรุ่งนี้จะเป็นตัวตัดสิน”
ชาร์ลพูดพร้อมกับพาวิต้าเข้านอน ก่อนที่วันต่อมาเขาจะเดินทางไปที่พระราชวังเอลิเซอันเป็นที่พักของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ชาร์ลและทีมงานของเขาได้เข้าประชุมกับนโปเลียนเพื่อเจรจากันอย่างเป็นทางการ
ภายในห้องประชุมต้องบอกเลยว่ามันดูสวยงามมาก หลังจับมือและคุยกันเล็กน้อยทุกคนก็นั่งลงในตำแหน่งของตัวเอง แน่นอนว่า นโปเลียน นั่งในตำแหน่งประธาน ร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าทุกอย่างหายไปหมด ตอนนี้สีหน้าของ นโปเลียน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ถึงก่อนหน้านี้เขาและนโปเลียนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ความห่างเหินก็เริ่มมีให้เห็นแล้ว ซึ่งมันไม่แปลกเลย เวลานี้ นโปเลียน ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว
เขาคือประธานาธิบดีฝรั่งเศส ชาติมหาอำนาจลำดับ 2 ของโลก แค่เขาสั่งฝรั่งเศสก็พร้อมระดมทหารนับล้านนายได้ นี้คือรสชาติของคำว่าอำนาจ ถ้าชาร์ลไม่ใช่ผู้สนับสนุนเงินทุนและนโยบายในการเลือกตั้งเขาก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว
แต่ถึงเขาไม่ช่วย นโปเลียน ก็จะหาผู้สนับสนุนได้อยู่ดี ซึ่งผู้สนับสนุนที่ว่าก็คืออังกฤษนั้นเอง นี้เป็นหนึ่งในที่มาของสนธิสัญญาพันธมิตรฝรั่งเศส-อังกฤษ ซึ่งสองชาตินี้ลงนามร่วมกันว่าจะไม่ขัดแย้งกันในการล่าอนานิคม นอกจากนี้ผลของการช่วยนโปเลียน
ฝรั่งเศสยังร่วมกับอังกฤษรบในสงครามต่างๆเช่น สงครามไครเมียหรือการแทรกแซงเม็กซิโก การที่ชาร์ลเป็นคนช่วยมันก็ทำให้ นโปเลียน ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรเป็นพิเศษกับอังกฤษ
“นี้คือข้อเสนอของผมครับท่านประธานาธิบดี”
ชาร์ลส่งเอกการให้ลูกน้องของ นโปเลียน ภายในนั้นคือข้อตกลงที่เคยคุยกันไว้
“ชาร์ลฉันเห็นด้วยกับข้อตกลงด้านธุรกิจของนาย รัฐบาลฝรั่งเศสจะเป็นผู้รับรองบริษัทในการทำธุรกิจในต่างประเทศ ภาษีต่างประเทศจะถูกละเว้นลง แต่ 12% ของรายได้จะส่งให้รัฐบาลและอีก 13% จะถูกส่งให้ฉัน”
“เป็นข้อตกลงที่ดีผมเห็นด้วยครับท่าน”
ชาร์ลได้แต่กัดฟันเอาไว้ ก่อนหน้านี้ที่คุยกันมันเป็น รัฐบาล 5% ตัวนโปเลียนอีก 7% แต่พอมาวันนี้มันกลายเป็นแบบนี้
แต่ถึงจะโกรธยังไงเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีรัฐบาลฝรั่งเศสช่วยเขาก็ไม่สามารถทำธุรกิจนอกประเทศได้ แต่มันก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า 25% ที่เสียไปเป็นเม็ดเงินที่เยอะมาก
“แล้วเรื่องที่สองท่านประธานาธิบดีคิดว่ายังไงครับ”
“เอาตรงๆนะชาร์ล มือของพวกเราไม่ว่างขนาดนั้น”
ฟังดูเหมือนปฏิเสธแต่พอเห็น นโปเลียน ไขว้ขาพร้อมกับยกชาขึ้นมาดื่ม ชาร์ลก็รู้ว่าข้อเสนอของเขาไม่มีน้ำหนักพอ ซึ่งสิ่งที่เขาเสนอไปอีกอย่างก็คือให้ นโปเลียน ช่วยเขาขึ้นสู่อำนาจในสยาม
สิ่งที่เขาขอไปก็คือกองทัพ 5,000 นาย เรือรบขนาดใหญ่ 10 ลำ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเขาจะมอบสัมปทานและให้เส้นทางการค้าพิเศษกับฝรั่งเศส นี้คือข้อตกลงที่เคยคุยกันไว้ แต่ตอนนี้เขารู้ว่า นโปเลียน กำลังรอดูว่าเขาจะให้อะไรเพิ่ม
นโปเลียนต้องการเพิ่ม ซึ่งเขารู้ดีว่ามันต้องมากและการที่นโปเลียนจะปฏิเสธมันเป็นไปไม่ได้เลย เวลานี้สยามถือเป็นหนึ่งในชาติที่โดยหมายตาจากชาติต่างๆ
การที่ฝรั่งเศสช่วยเขาขึ้นสู่อำนาจในนั้นมันก็จะทำให้ฝรั่งเศสเข้าใกล้การครอบครองชาตินี้มากขึ้น ชาร์ลหันไปมองวิต้าก่อนที่เขาจะหลับตาลงและพอลืมตาขึ้นมาเขาก็ลุกขึ้น
“ท่านประธานาธิบดีสยามพร้อมจะเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส ถ้าฝรั่งเศสรบกับใครพวกเราก็จะร่วมรบด้วย กองทัพฝรั่งเศสสามารถประจำการที่สยามได้ สิทธิของชาวฝรั่งเศสจะไม่ต่างอะไรกับตอนที่อยู่ในยุโรป”
ไม่ใช่แค่ นโปเลียน ทุกคนภายในห้องถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สิ่งที่ชาร์ลกำลังพูดมันคือการนำสยามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่ง นโปเลียน รู้สึกตื่นเต้นมากเพราะถ้าสามารถพิชิตสยามได้นี้จะกลายเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของฝรั่งเศส
“ซึ่งเงื่อนไขแรกของผมคือ รัฐบาลฝรั่งเศสต้องช่วยผมขึ้นสู่อำนาจ ทหารฝรั่งเศส 8,000 จะอยู่ในการควบคุมของผมเพื่อจัดระเบียนภายในประเทศ นอกจากนี้ผมต้องการกู้เงิน 1,000 ล้านฟรังก์ภายใต้ชื่อของบริษัท 14 ปีหลังจากนั้นสยามจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส”
“ฉันยอมรับข้อเสนอนี้”
นโปเลียนพูดขึ้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ในข้อตกลงนี้ฝรั่งเศสจะกลายเป็นเหมือนเจ้าอนานิคม แม้เงิน 1,000 ล้านฟรังก์จะเป็นเงินที่เยอะมากๆ
แต่มันไม่ได้มากเลยถ้าเขาได้สยามมาเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีน ในข้อตกลงนี้ นโปเลียน มองเห็นแต่ได้กับได้ เขาไม่กลัวชาร์ลหักหลังเลยเพราะถึงสยามจะมีเสถียรภาพ
แต่ภายใน 14 ปีมันไม่มีทางที่จะมาคุกคามฝรั่งเศสเลย อีกอย่างในสัญญายังบอกว่าฝรั่งเศสจะมาประจำการทหารในสยามได้ ไม่มีทางที่สยามจะประกาศเอกราชได้เหมือนสหรัฐ เมื่อลงนามแล้วในสายตาของนโปเลียนสยามก็เป็นเหมือนสมบัติของเขาแล้ว
เรื่องเงินกู้เขาก็สามารถใข้เป็นข้ออ้างในการยึดสยามได้ สิ่งนี้จะเพิ่มความชอบธรรมให้กับฝรั่งเศส ชาติต่างๆในยุโรปจะไม่มีข้อครหา
ส่วนชาร์ลก็จะเป็นเหมือนผู้นำหุ่นเชิดของฝรั่งเศส นโปเลียน ได้แต่หัวเราะกับความไม่ฉลาดของชาร์ลที่อยากเป็นผู้นำชาติเล็กๆ เมื่อครบ 14 ในสัญญาแม้ชาร์ลหรือชาวสยามไม่ยอมเขาก็จะเดินทัพเข้ายึดทันที
ซึ่งในขณะที่ลงนามชาร์ลเองก็กำลังหัวเราะในใจอยู่เช่นกัน ไพ่ตายของเขาคือการการผงาดขึ้นมาของจักรวรรดิเยอรมัน ตอนนั้นเขาก็อยากรู้อยู่ว่าฝรั่งเศสจะมีเวลามีสนใจสยามหรอ
ในเวลา 14 ปีเขาจะทำอะไรได้มากมาย เมื่อถึงเวลานั้นก็จะได้รู้ว่าใครจะหัวเราะทีหลัง แผนการทุกอย่างถูกวางไว้แล้ว
เรื่องการทำลายสนธิสัญญามันจะทำให้ชาติต่างๆไม่ช่วยสยามในอนาคตเพราะจะมองว่าสยามเป็นชาติที่ไร้เกียรติและไม่รักษาสัญญาเขาก็เตรียมวิธีแก้ไว้แล้ว แต่มันต้องรอให้นโปเลียนแต่งตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ก่อน
เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงที่สูงมากแต่ถ้าอยากยิ่งใหญ่เขาก็ต้องทำแบบนี้ ดูอย่างปรัสเซียที่กำลังหาทางรวมเยอรมันถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่มีวันยิ่งใหญ่ได้