Quantum Mage
ข้อมูลเบื้องต้น
นักฟิสิกส์ชื่อดัง ประสบอุบัติเหตุอย่างเป็นปริศนา เมื่อฟื้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอยู่ในร่างของนักเวทอัจฉริยะผู้ถูกสาป การผจญภัยในต่างโลก ที่ผสานเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้เริ่มขึ้นแล้ว
เขาจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากโลกที่ผู้ใช้เวทมนตร์นั้น คือผู้ทรงอำนาจสืบทอดแบบแผนกันมาหลายพันปี พร้อมกับไขปริศนาการเกิดใหม่ในร่างของนักเวทผู้ถูกสาป และสกัดภัยคุกคามที่มีต่อโลกแห่งเวทมนต์ "อราธ" [Arath] ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป
โลกแห่งเวทมนตร์ : อราธ [Arath] ประกอบไปด้วย ทวีปทั้งห้า คือ
1. เอเธอร์เรีย [Aetheria] ทวีปที่ เรน อาศัยอยู่ ประกอบไปด้วย 5 อาณาจักร และ 2 มหาอำนาจ ซึ่งก็คือ ราชอาณาจักรอาคาเดีย และ จักรวรรดิคาแลนเดรีย ซึ่งอยู่ในช่วงขับเคี่ยวเพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและการทหารบนทวีป โดยมีผู้ใช้เวทย์เป็นตัวแปรสำคัญ เอเธอร์เรีย ถูกล้อมรอบด้วยมหาทวีปทั้ง 4 ซึ่งก็คือ
2. กาลาธอร์ [Galathor] อยู่ทางตอนเหนือ ของเอเธอร์เรีย ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
3. เอโวเนีย [Avonia] อยู่ทางตะวันตกของ เอเธอร์เรีย ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
4. อาร์วานดอร์ [Arvandor] อยู่ทางตอนใต้ของ เอเธอร์เรียยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
5. เอลเดอเรีย [Eldrida] อยู่ทางตะวันออกของ เอเธอร์เรียยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
ระดับของเวทมนตร์ใน อราธ [Arath] มีทั้งหมด 5 ระดับ
โดยแต่ละระดับถูกแบ่งเป็นขั้นย่อยๆเป็น บุกเบิก [Beginner] เชี่ยวชาญ [Expert] และมาสเตอร์ [Master] ทั้งนี้เงื่อนไขในการแบ่งระดับย่อยนั้นไม่ชัดเจน แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้เวทสามารถใช้เวทขั้นสูงใน ระดับของตัวเองได้แค่ไหน เช่น นักเวทในระดับนั้นๆสามารถใช้เวทใด เวทหนึ่งอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปกติ พวกเขาก็มักจะถูกเรียกขานว่าเป็น “เชี่ยวชาญ” แต่หากสามารถร่ายเวทในขั้นนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พวกเขาก็จะถูกขนานนามว่าเป็น “มาสเตอร์” โดยไม่เกี่ยวกับจำนวนเวทที่พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้ในระดับของตน
ระดับโทรโปสเฟียร์ [Troposphere] - ชั้นบรรยากาศระดับที่ใกล้พื้นดินมากที่สุด ซึ่งชีวิตและกิจกรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้น เป็นตัวแทนของเวทมนตร์ชั้นที่หนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้และเกี่ยวข้องกับคาถาและเวทพื้นฐาน [Cantrips] ธรรมดา
ระดับสตราโตสเฟียร์ [Stratosphere] - ชั้นบรรยากาศระดับที่สอง ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปเข้าถึงได้ยาก เป็นตัวแทนของเวทมนตร์ระดับที่สอง ซึ่งต้องใช้ทักษะและความรู้มากขึ้น และเกี่ยวข้องกับคาถาและการร่ายมนตร์ที่ทรงพลังมากขึ้น
ระดับเมโสสเฟียร์ [Mesosphere] - ชั้นบรรยากาศระดับที่สาม ซึ่งสูงขึ้นและเข้าถึงได้ยากยิ่ง เป็นตัวแทนของเวทมนตร์ระดับที่สาม ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยนักเวทที่มีทักษะและประสบการณ์มากที่สุดเท่านั้น และเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ที่ซับซ้อนและพิธีกรรมเวทมนตร์
ระดับเทอร์โมสเฟียร์ [Thermosphere] - ชั้นบรรยากาศระดับที่สี่ ซึ่งอยู่สูงมากและมีอุณหภูมิสุดขั้ว เป็นตัวแทนของเวทมนตร์ระดับที่สี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมพลังพื้นฐานของจักรวาล และต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเวทมนต์
ระดับเอ็กซ์โซสเฟียร์ [Exosphere] - ชั้นนอกสุดของบรรยากาศซึ่งจะจางหายไปในอวกาศ เป็นตัวแทนของเวทมนตร์ระดับที่ห้าและถือเป็นขั้นสุดท้าย ซึ่งอยู่นอกเหนือการเข้าถึงของผู้ใช้เวทส่วนใหญ่ ว่ากันว่าเป็นเวทเกี่ยวข้องกับการบิดเบือนความจริง มีนักเวทเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่เคยประสบความสำเร็จในระดับนี้
Character Card ของ Rain, The Cursed Genius
ฉลองครบยอด 2K Views
ด้วย Character Card ของ Sophia, The Orange Tempest
พบกับบทบาทของเธอได้ ในตอนที่ 30-32 ครับ
ฉลองครบยอด 3K Views
ด้วย Character Card ของ Ingrid, The Luminara Disciple
ฉลองครบยอด 4K Views
ด้วย Character Card ของ Isabella, The Dark Princess
ฉลองครบยอด 5K Views
ด้วย Character Card ของ L.I.Z, Limitless Intelligence Zone
ฉลองครบยอด 10K Views
ด้วย Character Card ของ Chole, The Deep Sea
ฉลองครบยอด 15K Views
ด้วย Character Card ของ Fran, The Frantic Sea
ฉลองครบยอด 20K Views
ด้วย Character Card ของ Cassandra, The Paladin of Luminara
ฉลองครบ 80 ตอน
ด้วย Character Card ของ Neve, Prince of Windfall
ฉลองครบยอด 23K Views
ด้วย Character Card ของ Aurelius, The Lethal Weapon
ฉลองครบยอด 24K Views
ด้วย Character Card ของ Luna, Arcane Circle Guild Master
ฉลองครบยอด 26K Views
ด้วย Character Card ของ Onyxia, Anti-Kaiju Pilot
ฉลองครบยอด 28K Views
ด้วย Character Card ของ Isabella, Shadow Blade Dancer
ฉลองครบยอด 28K Views
ด้วย Character Card ของ Sophia, Stormcaller
ฉลองครบยอด 29K Views
ด้วย Character Card ของ Ingrid, Paladin of Light
ฉลองครบยอด 32K Views
ด้วย Character Card ของ Rain, Quantum Mage
2nd Year Student at Mage Academy of Arcadia
ฉลองครบยอด 36K Views
ด้วย Character Card ของ Sora / R2, Swordsman
ฉลองครบยอด 40K Views
ด้วย Character Card ของ Boa Schmidt, The Heir of Gungnir
ฉลองครบยอด 43K Views
ด้วย Character Card ของ Pearl, Princess of Excalibur
ฉลองครบยอด 60K Views
ด้วย Character Card ของ Veronica, Cellist Killer
เป็นนิยายเรื่องแรก หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยครับ
ไรต์จะพยายามลงให้ได้ทุกวัน วันละหนึ่งตอน แต่เวลาที่ลงอาจไม่แน่นอน
เนื่องจากติดภาระงานประจำ
โดยแต่ละตอนจะเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 หน้า A5
ช่วง New Reality Arc อ่านฟรีครับ
เข้าภาค “Mage Academy of Arcadia”
Arc นี้มีเนื้อหาหลักสองช่วง แบ่งเป็น Part1 และ 2
Arc นี้ ช่วงหลังจะ มีติดเหรียญนะครับ เป็นตอนอ่านล่วงหน้า
ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 66
จะเปิดให้อ่านฟรีทุกวัน วันละหนึ่งตอน
หลังจากวันที่ 28 พฤษภาคม 66
(ตอนที่ 71 จบภาค Mage Academy of Arcadia Part2)
พักสักสองวัน
ก่อนเข้า Heroes of Arath Arc นะครับ
รับประกัน ไรต์จะเขียนจนจบและเขียนทีละเรื่อง เพราะไม่ใช่คนขยัน
ชอบใจ ไม่ชอบใจอย่างไร คอมเมนต์บอกกล่าวกันได้ครับ
ทุกเหรียญ ทุกกำลังใจและของขวัญที่ให้มา ไรต์ขอขอบคุณ
ถือเป็นแรงผลักดันให้พยายามปรับปรุงและสร้างงานให้ดีที่สุดครับ
Re:naissance
ความพัวพันเชิงควอนตัม (1)
ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของอาคาร ดูผิวเผินคล้ายวิหารในยุคกลาง ปรากฎ นักเวทย์ [Mage] หนุ่มคนหนึ่ง ยืนหยัดเผชิญหน้ากับ วอร์ลอค [Warlock] ผู้ทรงอำนาจ การแสดงออกของนักเวทย์หนุ่มปราศจากความยำเกรงต่อมัน แม้แต่น้อย แม้กระแสพลังชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจาก วอร์ลอค จะส่งผลให้สถานที่แห่งนั้นถูกกลืนกินด้วยความมืดสนิท แต่ก็ไม่อาจส่งผลต่อเด็กหนุ่มผู้มีดวงตาสีน้ำเงินส่งประกายเจิดจ้าราวกับมองทะลุได้ทุกสิ่งได้เลย
ฉับพลันอากาศโดยรอบเริ่มสั่นสะเทือนด้วยพลังเวทย์ที่ทั้งคู่เตรียมใช้เพื่อการต่อสู้ มือของเด็กหนุ่มกำลังเปล่งแสงเรืองรอง พร้อมรับมือการต่อสู้กำลังจะมาถึง
จากสภาพปั่นป่วนของพลังเวทย์ที่แผ่ออกไปโดยรอบ นักเวทย์หนุ่มรู้ตัวทันทีว่าเสียเปรียบ วอร์ลอคปริศนานั้นมากทั้งประสบการณ์ และเป็นนักเวทย์ในขั้นมาสเตอร์ของระดับสตราโตสเฟียร์เป็นอย่างน้อย
ขณะที่ตัวเขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นมาสเตอร์ของนักเวทย์ระดับโทรโปสเฟียร์เท่านั้น ห่างเพียงหนึ่งระดับ แต่บังเกิดเป็นช่องว่างมหาศาล ราวกับฝ่ายหนึ่งยืนอยู่บนยอดเขาสูง ส่วนอีกฝ่ายเพียงยืนอยู่แค่เชิงเขา
แต่นักเวทย์หนุ่มกลับปฏิเสธที่จะยอมแพ้โดยไม่ได้ต่อสู้
และแม้จะอยู่ท่ามกลางความมืด ทว่าเขากลับดูสง่างามและโดดเด่น ด้วยชุดเครื่องแบบสีขาวยาวประดับด้วยตราและเครื่องหมายจากสถาบันเวทย์อาคาเดีย เครื่องหมายบนบ่าบอกว่านักเวทย์หนุ่มอยู่เพียงชั้นปีแรก
แต่ตราสัญลักษณ์บนอกกลับระบุว่าเขาคือ ผู้ชนะเลิศอันดับที่สามจากการประลองเวทย์ของสถาบัน ซึ่งหมายความว่า เขาคืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่หาได้ยากยิ่ง
กระแสลมเริ่มรุนแรงจนผมสีดำยุ่งเหยิงปรกบนใบหน้าเด็กหนุ่ม แต่ความมุ่งมั่นและหยิ่งผยอง ที่แสดงออกผ่านสายตาและใบหน้านั้น ยังแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง
ตรงกันข้าม วอร์ลอค ปริศนาคนนั้น ถูกห่อหุ้มด้วยชุดคลุมยาวสีดำสนิททั่วทั้งร่าง และด้วยเงาดำที่ปิดบังใบหน้า ทำให้ไม่สามารถรับรู้แม้แต่เพศและอัตลักษณ์ แม้แต่เสียงก็ฟังดูแปลกประหลาดราวกับมีแหล่งกำเนิดมาจากขุมนรกเบื้องล่าง มีเพียงแสงสีแดงจากดวงตาที่ทำให้ทุกคนรู้สึกขนลุก
ลักษณะภายนอกที่เพียงเห็นก็รู้ได้ว่า นี่คือบุคคลที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
ภาพที่ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันห่างไปไม่กี่สิบฟุต ท่ามกลางสภาพปั่นป่วนของพลังเวทย์ดุจพายุ ดูราวกับเป็นการปะทะระหว่างตัวแทนของแสงสว่างกับความมืด สงครามชั่วนิรันดร์ในตำนานโบราณ
"ครั้งนี้แกจะไม่รอดแน่ เรน"
เสียงแหบพร่าของ วอร์ลอค เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอาฆาตพยาบาท
"ความพยายามกระจ้อยร่อยของแก ที่ขัดขวางข้ามาตลอด เป็นแค่เรื่องเปล่าประโยชน์"
นักเวทย์หนุ่ม ผู้ถูกขนานนามว่า "เรน" กัดฟันและยกไม้เท้าเวทย์คู่กายขึ้นอย่างช้าๆ เขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง เพราะหากผิดพลาดไปแม้แต่เพียงก้าวเดียว อาจต้องตายในทันที แม้จะเสียเปรียบทุกด้าน แต่เขามีแผนซึ่งเดิมพันไว้ว่า มันอาจช่วยให้พลิกสถานการณ์กลับมาได้
ทันใดนั้น ทั้งคู่ก็เคลื่อนไหวในชั่วพริบตา พร้อมกับเริ่มกระหน่ำ "เวทย์จู่โจมระดับล่าง" [Cantrips] อย่างเข้าใส่กัน แบบไม่กลัวสิ้นเปลือง "มานา" [Mana]
ปกติแล้วเวทย์เหล่านี้ไม่อาจทะลุผ่าน "เกราะเวทย์" [Mage Armor] ที่ทั้งสองคนใช้คุ้มครองร่างกายไปได้ แต่ในเชิงยุทธวิธี พวกมันมักถูกใช้เพื่อสร้างโอกาสให้กับเวทย์ระดับที่สูงกว่า
ท่ามกลางพายุเวทย์อันปั่นป่วนไปทั่วบริเวณ ฝุ่นหิน ล่องลอยอลหม่าน ราวกับไร้น้ำหนัก เรนแสดงทักษะการหลบหลีกและปัดป้อง "ไฟร์บอล" [Fire Ball] ซึ่งเป็นเวทย์ในระดับสูงกว่าจาก วอร์ลอค ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมสวนกลับด้วยเวทย์ "เมจิค มิสไซล์" [Magic Missile] นับสิบนัด
แต่ทว่า วอร์ลอค ไม่หลบหลีก มันปล่อยให้เวทย์ของ เรน กระทบกับ เกราะเวทย์ ที่เหมือนเงามืดสีดำปกคลุมร่างอยู่ เสียงดังคล้ายคนเขวี้ยงหินนับสิบลงบ่อน้ำ
ทันใดนั้น เมจิค มิสไซล์ ทั้งหมดกลับสูญสลายหายไป ราวกับถูกความมืดกลืนกิน
"อะไรกัน แม้จะเป็นแค่ เมจิค มิสไซล์ แต่ยิงไปจำนวนสิบนัดพร้อมๆกัน ต่อให้เป็นเกราะเวทย์ ตามปกติก็ต้องกระทบกระเทือนบ้าง แต่นี่เหมือนถมลงไปในความมืดชัดๆ"
เรน รำพึงในใจ
"สมกับที่ถูกเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งอาคาเดีย สามารถร่ายเวทย์ระดับโทรโปสเฟียร์ [Troposphere] นับสิบได้พร้อมกัน"
เสียงประหลาดราวกับเอาเล็บขูดไปบนเหล็กของ วอร์ลอค ดังขึ้น ฟังเผินๆเหมือนชื่นชม
"แต่เมื่อเทียบกับ "เกราะแห่งความมืด" [Darkness Armor] ซึ่งเป็นเวทย์ระดับสตราโตสเฟียร์ [Stratosphere] ก็ไร้ประโยชน์"
ร่างดำทะมึน กลับมาส่งเสียงเย้ยหยันอีกครั้ง
"เวทย์ชั้นต่ำ ของแกไม่มีผลต่อข้า หยุดการต่อต้านไร้สาระนี่สักที"
มันคำรามผ่านประโยคสุดท้าย ทั้งพื้นดินและบรรยากาศปั่นป่วนด้วยเสียงของมัน
ทว่า เรน ยังคงไม่สูญเสียความมั่นใจ ดวงตาสีน้ำเงินของเขายังลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น
"ชั้นจะไม่มีวันยอมแพ้"
เขาตะโกนตอบโต้ พร้อมกับร่ายเวทย์ “ศรอัสนี” [Lightning Bolt] เวทย์จู่โจมขั้นบุกเบิก ระดับสตราโตสเฟียร์ ทันใดนั้น ศรสายฟ้านับสิบ ปรากฎขึ้นรอบตัว วอร์ลอค ในชั่วเสี้ยววินาที จากนั้นลำแสงแปลบปลาบอันเกิดจากเวทย์มนต์อัสนีก็กระหน่ำใส่มันจากทุกทิศทุกทาง
เกิดประกายแสงสว่างและเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศรอัสนีทำลายทุกอย่างที่ขวางทางมันในระยะห้าสิบฟุตจนแหลกลาญ ซากเสาหินระเกะระกะทั่วบริเวณ ต่างกระจายเกลื่อนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในทันที
เรน ร่ายเวทย์ ศรอัสนีแบบถ่วงเวลาเอาไว้ ระหว่างหลบหลีกเวทย์จู่โจมของวอร์ลอคปริศนา เขาไม่ได้แค่วิ่งวนไปรอบๆ แต่สู้ไปพร้อมวางกับดักเอาไว้อย่างแม่นยำ
เทคนิคนี้เป็นที่รู้กันว่าใช้ได้ยาก แม้เป็นนักเวทย์ขั้นมาสเตอร์ ในระดับสตราโตสเฟียร์ก็ตาม
เงาดำยังคงสยายไปมา ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้ง บ่งบอกว่า แม้มันจะถูกจู่โจมด้วยเวทย์ชั้นสูงอย่างรุนแรง จากทุกทิศทาง แต่วอร์ลอคปริศนาก็ยังดูเหมือนไม่ได้รับความเสียหาย
เสียงหัวเราะของมันดังกึกก้อง
"ไม่เลว ไม่ใช่แค่ร่ายเวทย์ระดับโทรโปสเฟียร์ ได้พร้อมกันนับสิบ แต่ยังร่ายเวทย์ระดับสตราโตสเฟียร์ ผสมเข้ากับเทคนิคถ่วงเวลา อายุเพียงเท่านี้ แต่มีความสามารถน่าชื่นชม หากใช้เวลาอีกไม่กี่ปีคงก้าวไปสู่ขั้นมาสเตอร์สตราโตสเฟียร์ได้แน่ๆ"
"น่าเสียดาย ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงนักเวทย์ระดับโทรโปสเฟียร์ ถึงจะเก่งขนาดไหน ก็ยังคงต้องตายในมือข้าอยู่ดี"
วอร์ลอคปริศนา แค่นเสียง แต่ไม่ทันกล่าวจบประโยค มันก็ถูกขัดจังหวะ ด้วย "โซ่สายฟ้า" [Chain Lightning] เวทย์โจมตีพื้นที่ ระดับสตราโตสเฟียร์ ที่ เรน ร่ายแบบถ่วงเวลาเอาไว้ ที่สำคัญเวทย์นี้ทำงานในระยะประชิดห่างจาก วอร์ลอคไปไม่เกินสามฟุต บีบบังคับให้มันไม่อาจหลบหลีกได้ ด้วยเวลาและจังหวะอันสมบูรณ์แบบ
สายฟ้ากระหน่ำไปทั่วพื้นที่อย่างต่อเนื่องราวสายโซ่ ปะทะเข้ากับ เกราะความมืดของ วอร์ลอค ส่งผลให้เกิดการระเบิดทั่วบริเวณ แผ่นหินที่เคยเป็นพื้นวิหารแตกกระจาย ลุกไหม้เกรียม
เรน เริ่มหอบหายใจอย่างหนักหน่วง การใช้เวทย์ชั้นสูงเกินระดับของเขา อย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาสูญเสียมานาไปอย่างรวดเร็ว เม็ดเหงื่อกระจายไปทั่วใบหน้าคมเข้ม ถึงแม้ก่อหน้าเขาจะเคยผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดจนแทบไม่เหลือ มานา แต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้ นั่นทำให้เขาเองรู้สึกผิดสังเกตบางอย่าง
หรือว่า…
"เหลือเชื่อ นักเวทย์ปีหนึ่งของสถาบันฯ กลับใช้เวทย์ชั้นสูงของนักเวทย์ระดับสตราโตเฟียร์"
วอร์ลอคปริศนา ส่งเสียงขัดจังหวะความคิดของเขา สภาพของเกราะแห่งความมืด เหมือนได้รับความเสียหายไม่น้อย มันไม่ได้ปกคลุมทั่วร่างอีกต่อไป ดูคล้ายริ้วผ้าสีดำที่กำลังขาดวิ่น
"ดูท่าเจ้าจะเหนื่อยมาก งั้นให้ข้าช่วยส่งเจ้าไปพักก็แล้วกัน"
มันสังเกตเห็นอาการของเหนื่อยของเรน ดวงตาสีแดงสว่างวาบ เบื้องหน้าพลันบังเกิด ไฟร์บอล เวทย์จู่โจมขั้นต้นระดับสตราโตสเฟียร์ มากกว่ายี่สิบลูก
เรน ตกตะลึง มันใช้เทคนิคเดียวกับเขา แต่แสดงความเหนือชั้นยิ่งกว่า
"ตาย!!!"
วอร์ลอคปริศนา คำราม
ลูกไฟทั้งหมด พุ่งเข้าใส่ เรน แบบพร้อมเพรียง ราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว ฉับพลันรอบกายของ เรน ก็เกิด เมจิค มิสไซล์ จำนวนที่ทัดเทียมกัน พุ่งสวนเข้าปะทะ ไฟร์บอล ของวอร์ลอคปริศนาอย่างแม่นยำ เกิดเสียงระเบิดและเปลวไฟกระจายไปทั่วบริเวณ
แต่กระนั้นก็มีลูกไฟบางลูก หลุดแนวป้องกันมากระแทกกับ “เกราะเวทย์”ของเรน ความรุนแรงส่งผลให้เกราะเวทย์ของเขาแตกกระจาย แรงระเบิดส่งผลให้ เรน ปลิวออกไปกระแทกกับผนังหินด้านหลัง เขาถึงทรุดนั่ง และกระอักเลือดออกมา
"ร่ายเวทย์ ซ้อนเวทย์"
เรนกล่าว พลางยกมือเช็ดเลือดที่ริมฝีปาก
"ไฟร์บอล ซ้อน ไฟร์บอล"
วอร์ลอค พยักหน้า
"ทริคง่ายๆ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็อาจหลงกลได้เสมอ"
มันกล่าวพลางเคลื่อนร่างเข้ามาใกล้ ลำแสงสีแดงเข้มปรากฎที่ใจกลางฝ่ามือ หมายเตรียมเผด็จศึก
"ใช่ๆ ทริคง่ายๆแต่ฝ่ายตรงข้ามก็หลงกลได้เสมอ"
เรน กล่าวพลางชี้มือขึ้นไปบนฟ้า วอร์ลอค ชะงักร่างก่อนมองตามนิ้วมือของเรนขึ้นไป เหนือศรีษะของมันปรากฎ "ทรงกลมสายฟ้า" [Lightning Sphere] ขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 15 ฟุต สว่างเจิดจ้า จนทำให้ความมืดแทบสูญสลาย
ลูกบอลที่บรรจุไปด้วยพลังงานสายฟ้าปริมาณมหาศาล พุ่งใส่มันด้วยความเร็วเหนือเสียง
"ทรงกลมสายฟ้า" เวทย์โจมตีระดับสตราโตสเฟียร์ที่ทั้งหายากและทรงพลัง เรน ร่ายมันด้วยเทคนิคถ่วงเวลาที่เขาถนัด ไพ่ตายใบนี้ จัดเป็นเวทย์ระดับสูงเกินกว่าขีดพลังของเขาไปมาก แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่นักเวทย์ระดับโทรโปสเฟียร์จะใช้ได้
ที่สำคัญเวทย์นี้ยังใช้มานามหาศาล แต่อาศัย "ไม้เท้านักปราชญ์" [Staff of Sage] อาวุธคู่กายช่วยสนับสนุน ทำให้เขาสามารถร่ายเวทย์เกินกว่าระดับของตนเองในเวลาที่จำกัด โดยยอมจ่ายมานาที่มากกว่าปกติ เป็นข้อแลกเปลี่ยน
การที่เขาจู่โจมและเบี่ยงเบนความสนใจ วอร์ลอค อยู่ตลอดเวลา ก็เพื่อล่อให้มันประมาท พยายามบ่อนทำลายเกราะเวทย์ของฝ่ายตรงข้าม เพื่อลดการป้องกัน ยอมบาดเจ็บ เพื่อล่อให้มันเข้ามาใกล้พอและเกิดความประมาท
เพราะจุดบอดของ บอลสายฟ้า คือการที่มันมีขนาดใหญ่ พอๆกับการกินเวลาในการร่าย เรียกว่ายิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งมีพลังทำลาย ยิ่งใช้เวลาในการร่ายมาก และหากเป้าหมายรู้ตัวก่อน ก็สามารถสกัดหรือหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย
และเพื่อให้แผนนี้สำเร็จ เขาจำเป็นต้องร่ายแบบถ่วงเวลาตั้งแต่เริ่มศึก กำหนดตำแหน่งให้ศัตรูเข้าสู่กับดักอย่างแม่นยำ ยอมเอาตัวเข้าเสี่ยงเป็นเหยื่อล่อ
นี่คือข้อพิสูจน์ว่า การที่เขาได้ลำดับสามจากการประลองเวทย์จากบรรดายอดฝีมือทั้งสถาบัน และเป็นปีหนึ่งเพียงคนเดียวที่ก้าวมาถึงจุดนี้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่มาจากฝีมือและสติปัญญาที่ทุกคนยอมรับ
สมญานาม "อัจฉริยะแห่งอาคาเดีย" ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เรนจ้องมอง บอลสายฟ้าขนาดใหญ่เข้ากลืนกินร่างที่ปกคลุมด้วยความมืด ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างคลั่งแค้นของวอร์ลอค จากนั้น เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับฟ้าถล่มดินทลายก็ตามมา
ปัจจุบันเรื่องราวได้ดำเนินไปจนใกล้จบ
Mage Academy of Arcadia Arc
ไรต์ จึงได้ย้อนมาทำการปรับแต่งวรรคตอน New Reality Arc ให้เหมือนกัน
และถือโอกาสตรวจทานคำผิดและแก้ไขไปด้วย
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ส่งกำลังใจและคอมเมนต์มานะครับ
Re:Naissance
ความพัวพันเชิงควอนตัม (2)
แรงอัดอากาศและความร้อนบดขยี้กำแพงหินซึ่งหนาเป็นฟุตด้านหลังเขาเหมือนเป่าปุยนุ่น ขณะที่เรนซึ่งใช้มานาที่เหลือเพียงน้อยนิดกาง "โล่เวทย์มนต์" [Shield] เต็มกำลัง แต่มันก็ช่วยได้แค่ลดความเสียหายเท่านั้น
เมื่อโล่เวทย์มนต์แตกกระจาย เกราะเวทย์ที่ห่อหุ้มร่างกายก็แตกสลายตามมา จากนั้นร่างของเรนก็ปลิวกระเด็นตามเศษซากกำแพง ไถลออกไปกว่าห้าสิบฟุต
เด็กหนุ่มนอนหมดสภาพ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ชุดยาวสีขาว บัดนี้โดนย้อมเป็นสีแดงหย่อมๆด้วยเลือดของเขาเอง แขนบางส่วนเหมือนถูกไฟไหม้จนเกรียม อย่างไรก็ตาม โชคดีที่เขายังคงมีชีวิต
เรน ประคองสติและพลิกร่างด้วยความยากลำบาก เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่จุดที่เวทย์เข้าปะทะ ยังมีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ทั่วบริเวณ
เมื่อฝุ่นควันคละคลุ้งเริ่มจางลง จุดที่เคยเป็นเศษซากของวิหาร บัดนี้กลายสภาพเป็นเพียงลานโล่งที่ถูก ทรงกลมสายฟ้า เผาจนไหม้เกรียม เกิดหลุมขนาดใหญ่ นี่คือพลังทำลายของเวทย์มนต์สตราโตสเฟียร์ชั้นสูง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆจะรอดไปได้
"สำเร็จ"
เขาครางออกมาเบาๆ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้
แต่แล้วทั้งร่างพลันกระตุก เรน รู้สึกราวกับใครเอาเหล็กนาบไฟร้อนๆมากดที่หน้าอกจนได้กลิ่นเนื้อของตัวเองไหม้ เขากรีดร้องและฉีกเสื้อออกด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือ รอยไหม้รูปกากบาทประหลาดปรากฎขึ้นที่หน้าอกของเขา
ความเจ็บปวดไม่ใช่แค่เพียงแผลภายนอก แต่มันรู้สึกสะท้านไปจนถึงภายใน ราวกับมีโซ่ร้อนๆ ที่มองไม่เห็นกำลังเข้าพันธนาการหัวใจของเขา
"ใช่…สำเร็จ"
เสียงเย็นยะเยือก ดังมาจากก้นหลุมที่ห่างออกไปราวๆห้าสิบฟุต เงาดำลอยขึ้นเหนือพื้นดินช้าๆ
"แก..เป็นไปไม่ได้"
เรน ส่งเสียงรอดไรฟัน ใช่ มันคือ วอร์ลอคตนนั้น แต่จากสภาพที่เขาเห็นมันดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ร่างดำทมึน ส่งเสียงหัวเราะ และหายไปจากจุดนั้นในทันที เพียงพริบตา มันก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเขา ส่งพลังแห่งความชั่วร้ายปกคลุม จนเหมือนทั้งคู่จมอยู่ในหลุมดำอันมืดสนิท จนไม่มีแสงใดๆจะหนีรอดออกมาได้
"แกอาจสงสัยว่าทำไม? เกิดอะไรขึ้นสินะ"
วอร์ลอคปริศนา ส่งเสียงออกมาเบาๆ มันไม่ได้กล่าวด้วยสำเนียงเย้ยหยันอย่างที่เคย "ทริคง่ายๆ ร่ายเวทย์ซ้อนเวทย์"
เรน ส่งสายตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องไปที่มัน แล้วเขาก็ตระหนักได้
"หรือว่า…!!"
เสียงหัวเราะของวอร์ลอคปริศนา ดังกึกก้องบริเวณ
"ใช่ ข้าร่ายเกราะแห่งความมืดซ้อนทับเกราะแห่งความมืด และเจ้าไม่มีทางชนะตั้งแต่แรกแล้ว"
ในระยะประชิด เรนมองเห็นสภาพเกราะแห่งความมืดอย่างชัดเจน เงามืดมิดบิดเบี้ยววิ่งวนไปมาราวกับมีชีวิต มันถูกซ้อนทับกันไม่ใช่แค่สองชั้น บางทีอาจนับสิบชั้น
"เป็นไปไม่ได้"
เรนตระหนก นี่มันเกินขีดความรู้ ความสามารถของนักเวทย์ในยุคนี้ไปไกล ร่ายเกราะแห่งความมืด ซึ่งเป็นเวทย์ระดับสตราโตเฟียร์ทับซ้อนกันเนี่ยนะ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้สำเร็จมาก่อนในประวัติศาสตร์
ปกติแค่ซ้อนทับสองชั้นก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้แล้ว เพราะในเชิงทฤษฎี มันจะไม่ต่างจากการร่ายครั้งเดียวอยู่ดี สิ้นเปลืองมานาไปเปล่าๆ แต่นี่ซ้อนนับสิบชั้น แถมแต่ละชั้นคงสภาพโดยไม่สูญสลาย หักล้างทฤษฎีเวทย์มนต์ที่มีมาโดยสิ้นเชิง
"แกมัน….ปีศาจชัดๆ"
เรนกัดฟัน เขาพยายามรวบรวมและฟื้นฟูพลังเวทย์ แต่แล้วมันกลับสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแก่เขา จนต้องร้องและลงไปดิ้นกับพื้นอย่างเจ็บปวด
"ขอบคุณที่ชม"
มันหัวเราะ
"เจ้าคงสงสัยว่าเกิดอะไรกับตัวเองสินะ"
มันกล่าว พลางหยิบ ไม้เท้าเวทย์ของ เรน ที่หล่นอยู่ขึ้นมา พลางทำท่าเหมือนชื่นชม
"ไม้เท้านักปราชญ์ ไอเท็มระดับยูนีค ของรางวัลจากงานประลองสินะ มันเพิ่มพลังเวทย์ให้แก่ผู้ใช้ แถมยังช่วยให้ใช้เวทย์แบบข้ามระดับได้ โดยยอมแลกกับการเสียมานามากกว่าปกติ"
"แต่ทว่า…"
เกิดเสียงกรีดร้องลั่นในอากาศราวกับมีดกรีดลงไปบนกระดานดำ ไม้เท้านักปราชญ์ พลันเปลี่ยนสภาพไปเป็นไม้เท้ารูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ราวกับซากกระดูกของอะไรสักอย่าง
เรนตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อมองเห็นอาวุธประจำกายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"มันคือกับดัก"
เขาเค้นคำพูดผ่านไรฟัน ดวงตาสีน้ำเงินที่เคยส่องประกายมุ่งมั่น บัดนี้กลับกลายเป็นชาด้าน
"จริงๆ มันคือไม้เท้าที่ถูกสาป ชื่อที่แท้จริงของมันคือ "ไม้เท้าคนโง่" [Staff of Fool]
กล่าวเสร็จมันก็หัวเราะดังสนั่น
"ไม้เท้าอันนี้ ถูกสาปด้วย "วาจามังกร" [Dragon's Speech] เหตุเพราะใช้ชิ้นส่วนของมังกรในการสร้าง แน่นอนมันทรงพลังจนทำให้เจ้าใช้เวทย์ระดับสูงและร่ายเวทย์ได้ทีละนับสิบ แต่คำสาปก็ยังมีผลอยู่"
ถ้างั้น รอยแผลที่อกของเขาคือคำสาปที่เกิดจาก "วาจามังกร" อย่างนั้นเหรอ ???
เรน รู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกขึ้นมาเป็นครั้งแรก ทั้งร่างสั่นสะท้าน ผู้ใช้เวทย์ทุกคนย่อมรู้ดี หนึ่งในคำสาปที่รุนแรงที่สุดในโลก คือ "วาจามังกร" โดยเฉพาะจากมังกรที่ตายแล้ว ความอาฆาตแค้นของมัน จะส่งผลรุนแรงจนแทบไร้ทางแก้ไข
"แต่ ทำไม…???"
เรน ยังคงครวญครางด้วยความเจ็บปวด
"อย่างที่เจ้ารู้ ไอเท็มต้องคำสาปจากวาจามังกร ใช้ยากและมีเงื่อนไขจำกัด แต่ข้าก็วางแผนให้เจ้าทำมันจนสำเร็จ"
วอร์ลอคกล่าวพร้อมส่งแสงสีแดงจากประกายตาจนเจิดจ้า ขณะที่เรนยังคงสับสนและงุนงง มันก้มหน้าอันดำมืดลงมาใกล้ และกล่าวอย่างแผ่วเบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
"เริ่มต้นจากซ่อนรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน โดยที่ไม่มีใครตรวจจับได้”
มันหัวเราะด้วยเสียงแปลกประหลาด
“งานง่ายๆสำหรับข้า ผู้ใช้เวทย์แห่งความมืด"
"ถัดมา คือเงื่อนไขแรก คำสาปวาจามังกร ในไม้เท้านี่จะทำงานก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้เป็นนักเวทย์ระดับสูงกว่าโทรโปสเฟียร์ขึ้นไป แน่นอนตอนนี้เจ้าเป็นแค่นักเวทย์ระดับโทรโปสเฟียร์ นั่นทำให้ข้าต้องวุ่นวายจัดส่งหนังสือเวทย์ระดับสตราโตสเฟียร์ให้เจ้า เพราะถ้าเป็นเจ้ายังไงก็ต้องฝ่าฝืนข้อห้ามงี่เง่า เรื่องขีดจำกัดของนักเวทย์ เพื่อฝึกมันอย่างแน่นอน"
มันกล่าวพลางส่งเสียง หึหึ ในลำคอ
"อะไรนะ"
เรน เบิกตากว้างอีกครั้ง
"ใช่ เวทย์ระดับสตราโตสเฟียร์ ที่เจ้าใช้ทั้งหมด ข้าเป็นคนส่งของหายากเหล่านั้นให้เอง รวมถึงเวทย์ ทรงกลมสายฟ้า นั่นด้วย"
"แต่คิดไม่ถึงคือเจ้าฝึกทั้งหมดนั่นสำเร็จภายในเวลาไม่กี่เดือน สมกับที่เป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีจริงๆ"
กล่าวจบ ร่างดำทะมึนก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างสะใจ
"เงื่อนไขที่สอง คือเมื่อผู้ใช้เวทย์คนนั้นต้องใช้เวทย์จนสูญเสียมานาทั้งหมด เงื่อนไขนี้ยากสักหน่อย สำหรับนักเวทย์ที่ส่วนใหญ่มักเตรียมตัวอย่างดีก่อนสู้"
"แต่เจ้ามันมีนิสัยที่ทั้งหยิ่งผยองและดื้อดึง เหตุการณ์ที่ห้องของเจ้าถูกรื้อค้นจน มานาโพชั่น ของเจ้าสูญหายก่อนหน้า การที่เจ้าต้องการช่วยเพื่อนร่วมชั้น จนนำมาสู่ศึกตัดสิน รวมถึงการที่ข้ายั่วยุเจ้าตลอดการต่อสู้ เพื่อล่อให้เจ้าใช้เวทย์ชั้นสูงจนมานาเหือดแห้ง ทั้งหมดก็เป็นแผนที่วางมาแล้วทั้งนั้น"
"แกจะวุ่นวายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ในเมื่อสามารถฆ่าข้าได้ง่ายๆ"
เรน กล่าวด้วยความโกรธ เขากัดฟัน พร้อมกระอักเลือดออกมากองโต ครั้งนี้เพราะเขาพยายามฝืนรวมมานาเต็มความสามารถ เพื่อจะจู่โจมอีกครั้ง แต่มันล้มเหลวและสะท้อนกลับมาหาเขา
"อย่าดิ้นรนไปเลย คำสาปวาจามังกร ส่งผลให้เจ้าไม่สามารถใช้เวทย์ที่สูงกว่าระดับโทรโปสเฟียร์ขึ้นไป เจ้าหมดอนาคตในฐานะนักเวทย์แล้ว"
เมื่อเรนได้ยินประโยคนี้ เขาถึงกับรู้สึกสั่นสะท้าน ดวงตาพร่ามัวและหูก็อื้ออึงไปหมด
"ใช่…นั่นคือเป้าประสงค์ของข้า ไม่ใช่แค่ให้เจ้าตาย แต่เจ้าจะต้องทรมานทั้งชีวิต อยู่อย่างคนที่ไร้ค่า ไม่ใช่นักเวทย์อัจฉริยะอีกต่อไป ได้เห็นเจ้าดิ้นรนอย่างยากลำบาก เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกที่เวทย์มนต์คือทุกอย่าง"
วอร์ลอคกล่าวด้วยความพึงพอใจ น้ำเสียงมีความอาฆาตแค้น ราวกับว่า เรน เคยทำร้ายมันอย่างสาหัสมาก่อน
แต่ทว่าเรนกลับไม่รู้จักมันเสียด้วยซ้ำ
"สุดท้าย เจ้าจะได้ลิ้มรสความสิ้นหวังไปจนวันตาย" มันกล่าวจบพลันหัวเราะเสียงดัง ท่าทีเหยียดหยาม จากนั้นร่างชุดดำก็ลอยขึ้นหายวับไปกับความมืดบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ราวกับภาพมายา
เสียงหัวเราะประหลาดนั่นค่อยๆดังห่างออกไป ท้องฟ้ายังคงมืดมิดไร้แสงดาว
เรน ค่อยๆพลิกหงายร่างขึ้น พยายามมองหา วอร์ลอค แต่มันหายไปแล้ว เขาพ่ายแพ้ยับเยินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับจู่ๆกลายเป็นคนพิการ
ที่น่าสมเพชก็คือ ชีวิตที่ผ่านมาของเขา ความทะเยอทยาน ความสามารถที่ผู้คนยกย่อง ทั้งหมดเป็นเพียงแค่หมากที่อยู่บนกระดานของวอร์ลอคปริศนาเท่านั้น
"อัจฉริยะ บ้าบออะไรกัน"
เขารำพึงรำพัน สุดท้ายน้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลออกมาเลอะทั่วใบหน้า เด็กหนุ่มไม่เข้าใจในเหตุผลที่ วอร์ลอคตนนั้นทำให้เขากลายเป็นเหมือนคนพิการแบบนี้ ที่สำคัญเขารู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังอย่างที่สุด
"ทุกอย่างคือแผนการอย่างนั้นเหรอ"
เขาเปรยออกมาอย่างอ่อนแรง หางตาเขาเหลือบไปมองเห็น ไม้เท้าเวทย์คู่กาย ที่บัดนี้กลายเป็นเหมือนกระดูกรูปร่างประหลาด พลันมีความคิดนึงผุดขึ้นมา เขาสำรวจพลังเวทย์ตัวเอง และพบว่ามันฟื้นฟูขึ้นมาเล็กน้อย
"น่าจะเพียงพอ แค่เวทย์ระดับล่างงเท่านั้น"
เขารำพันในใจ พลางเขยิบร่างเข้าไปใกล้ ไม้เท้าคนโง่ อดีตอาวุธคู่กายที่ตอนนี้ร่วงหล่นอยู่ไม่ไกล
"ใช่ ฉันมันโง่ แต่จะยอมให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่แกต้องการ ก็ไม่ง่ายนักหรอก"
ก่อนคว้าไม้เท้าขึ้นมา เรน ดูมีอาการลังเลเล็กน้อย แต่แล้วประกายตาสีน้ำเงินเย็นเยียบก็กลับมา
เขาตัดสินใจเด็ดขาด ก่อนรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี โยนไม้เท้าขึ้นไป เกิดประกายแสงสว่างวาบ
ไม้เท้าคนโง่ ถูกเวทย์ เมจิค มิสไซล์ อัดเข้าไปที่ส่วนปลายไม้เท้าอย่างแม่นยำ มันกลายเป็นลำแสง พุ่งย้อนทะลุผ่านร่างของ เรน ไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อมันกระทบพื้นก็แหลกสลายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในทันที
หน้าอกของเขามีรูทะลุถึงด้านหลัง เลือดสดๆพุ่งเป็นทาง ร่างของเด็กหนุ่มค่อยๆ ฟุบลงบนผืนดินอย่างช้าๆ
และแล้วความมืดมิดก็เข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง
ความพัวพันเชิงควอนตัม (3)
ด็อกเตอร์ รีส รตนะ สะดุ้งตื่น รู้สึกราวกับลืมหายใจไปนาน หัวใจเต้นระรัว ในอกมีความรู้สึกปวดปลาบราวกับถูกทิ่มแทง เขาสูดลมหายใจลึกเข้าปอด เพื่อผ่อนคลาย ขณะที่ใจกลางฝ่ามือของชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขารู้สึกเหมือนผ่านความฝันอันยาวนาน บางส่วนเด่นชัด บางส่วนลืมเลือน แต่ความตายของนักเวทย์หนุ่มคนนั้น มันตราตรึงราวกับเป็น ส่วนหนึ่งในจิตใจของเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฝันเหลวไหลแบบนี้ มันเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งนี้แจ่มชัดจนนึกว่าเรื่องจริง
ฝันแบบเดิม เนื้อเรื่องแบบเดิม เหตุการณ์จบลงด้วยการตายของนักเวทย์หนุ่มทุกครั้ง แม้รายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่ทุกครั้งก็ตายด้วยฝีมือของวอร์ลอค
มีเพียงครั้งนี้ที่เหตุการณ์แตกต่างออกไป วอร์ลอคแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ต้องการฆ่า แต่เปลี่ยนเป็นผนึกพลังเขาเอาไว้แทน แต่นักเวทย์หนุ่มกลับทำลายแผนของมัน ด้วยการฆ่าตัวตาย เมื่อไม้เท้าเวทย์พุ่งทะลุหน้าอกไป รีสก็สะดุ้งตื่นเหมือนอย่างที่เคยเป็น
แม้ รีส จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงด้านกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องงานวิจัยที่เหนือสามัญสำนึก แต่ก็ไม่เคยคิดว่า ตนเองจะฝันประหลาดได้แบบเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้
"นี่มันเกินกว่าเหนือสามัญสำนึกไปซะอีก"
เขาพึมพำ ลุกขึ้นนั่งพลางยกสองมือกุมใบหน้า ปาดเหงื่อ ก่อนควานหาแว่นตาที่ข้างเตียงมาสวม เมื่อเขาหันกลับมาก็พบว่ามีแววตาคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เขา
หญิงสาวผมสีทองรูปร่างแบบบาง กำลังนอนเคียงข้าง ใบหน้าสวยซึ้งของเธอ กำลังแสดงความวิตกกังวล
"รีส คุณโอเคนะ? ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ"
เธอถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เขาพยักหน้า แสดงท่าทีขอบคุณที่เธอเป็นห่วง
"ไม่มีอะไร ลิซ ก็แค่ฝันร้ายนะ"
เธอผงกศรีษะ แต่ทว่าเขายังคงรู้สึกถึงแวววิตกกังวลในดวงตาคู่นั้น
"คุณควรนอนต่ออีกสักหน่อยนะ"
เธอกล่าว ก่อนลุกนั่งข้างๆพลางใช้มือจับที่บ่าของเขา
แต่ รีส รู้ตัวว่าไม่สามารถนอนต่อได้อีก เขาขอตัวลุกขึ้นจากเตียง เดินไปชงกาแฟมาสองแก้วและยื่นแก้วหนึ่งให้ลิซ
ขณะที่ทั้งคู่ดื่มกาแฟ ลิซแกล้งขยี้ผมเขาด้วยความสนุกเหมือนเด็กๆ ดวงตาของเธอเป็นประกาย รีสรู้สึกมีความสุขราวกับลืมหายใจ แม้มีเวลารู้จักกันไม่นาน แต่เขาคิดว่ากำลังตกหลุมรักเธอ
ทั้งคู่ต่างมีนัดประชุมในอีกสองสามชั่วโมงข้างหน้า เพียงแต่คนละสถานที่ รีสแต่งตัวอย่างรวดเร็วและรีบตามเธอออกจากห้อง
ทว่าเมื่อเหลือบตามองเห็นเงาสะท้อนตัวเขาบนกระจกเงา เขาก็เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ถึงกับอ้าปากค้าง เงาของเด็กหนุ่มนักเวทย์คนนั้น กำลังซ้อนทับอยู่บนร่างของเขา ดูเผินๆเหมือนภาพโฮโลแกรม
แต่มีสิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
รอยกากบาทกำลังเปล่งแสงอยู่บนอกเขา มันส่องสว่างจนทะลุเสื้อออกมา เหมือนเป็นร่องรอยอันเกิดจากพลังงานปริศนา เขาถึงก้มหน้า กับเอามือลูบคลำหน้าอกตัวเองไปมา แต่เมื่อเงยหน้ามองไปที่กระจกอีกครั้ง ภาพนั้นก็หายไปแล้ว
รีส ขยี้ตาตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ลึกๆเขารู้ว่ามันเป็นสัญญาณถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติอย่างแน่นอน ความรู้สึกเช่นนี้เป็นอาการของ "เดจา วู" [Deja Vu] คือรู้สึกเหมือนเคยเกิดขึ้น แต่ก็จำไม่ได้ว่าเมื่อไร
เสียงลิซเรียกเขาดังจากทางเดินด้านนอก เธอน่าจะเดินไปถึงโถงลิฟต์แล้ว เสียงนั้นทำให้เขาได้สติ จึงรีบชะโงกหน้าออกไปนอกห้อง ส่งเสียงตอบกลับไป
"พอดีผมลืมอะไรบางอย่าง เราแยกกันตรงนี้ก่อน แล้วค่อยเจอกัน"
รีส หันไปมอง กระจกและสำรวจมันอย่างละเอียดอีกครั้ง ทุกอย่างดูเป็นปกติ ไม่มีใครมาเล่นตลกอะไรไว้
"หรือว่าเป็นภาพหลอน???"
เขาพึมพำ ช่วงนี้คงเครียดเกินไป
"ช่วยไม่ได้ แลปกำลังจะเข้าสู่การทดลองช่วงสำคัญนี่นะ"
เขาพูดบ่นกับตัวเอง บางทีอาจเป็นผลจากการโหมงานและนอนน้อยเกินไปก็ได้
จากนั้นราวๆสิบนาที รีสก็ออกจากห้อง ลงลิฟต์และเดินตัดผ่านสนามหญ้าเพื่อตรงไปยังห้องทดลอง เขาอาศัยอยู่ในหอพักของสถาบันวิจัย ก็เพราะมันสะดวกในการทำงานและไม่เสียเวลาเดินทาง
ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารฟิสิกส์ระดับโลกตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเคยถูกนิตยสารไทม์ สัมภาษณ์ในฐานะว่าที่ นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นตัวเก็งจะได้รับรางวัลโนเบลคนต่อไปมาแล้ว
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะค้นพบปริศนาของ "พลังงานมืด" [Dark Energy] และเขาเชื่อว่ามันสามารถถูกยืนยันได้ผ่าน "สนามควอนตัม" [Quantum Field] ซึ่งการค้นพบนี้จะเปลี่ยนแปลงมุมมองของเราที่มีต่อจักรวาลเสียใหม่
และนั่นทำให้นิตยสารชื่อดังนำเขาไปขึ้นปก ก่อให้เกิดวิวาทะใหญ่ในโลกของฟิสิกส์ ถึงแม้ว่าเขาจะบ่นให้เพื่อนร่วมงานฟังว่า ความโด่งดัง จะทำให้ชีวิตวุ่นวาย ไร้สาระ แต่ก็ยอมรับว่าหลีกเลี่ยงมันได้ยาก
ทุกวันนี้ มีนักวิทยาศาสตร์คนอื่นคอยโจมตีเขาออกรายการโทรทัศน์ และก็มีโทรศัพท์มาขอนัดสัมภาษณ์เขา จนกลายเป็นเรื่องเคยชิน
เขาเผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างทางที่เดินมาห้องทดลอง ทันใดนั้น รีส รู้สึกเหมือนหางตาของเขาจะเห็นเงาแปลกๆ ปรากฎตามมุมตึก บางครั้งก็เหมือนมีภาพซากปรักหักพังในฝัน ซ้อนทับอาคารต่างๆที่เดินผ่าน แต่เมื่อตั้งสติและหันไปดูชัดๆ ก็ไม่มีอะไร
แม้ในตอนแรกเขาจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในที่สุดเขาก็ปฏิเสธที่จะสนใจมัน
"ไม่เอาน่า รีส"
เขาพูดย้ำกับตัวเอง
"นายต้องตั้งสติไว้สิ วันนี้มีงานสำคัญรออยู่นะ"
เขาสาวเท้ายาวๆ เข้าไปในห้องทดลองพิเศษของรัฐบาล ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ที่นี่คือห้องทดลองเครื่องชนอนุภาค LHC [Large Hadron Collider] ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
นับจากเขารับปริญญาเอกจาก MIT [Massachusetts Institute of Technology] เขาก็ทำงานที่นี่มามากกว่าสิบปี ก้าวหน้าจากผู้ช่วยวิจัย จนกลายเป็นหัวหน้าทีมวิจัย ทั้งหมดมาจากความสามารถล้วนๆ
"สวัสดีครับ ด็อกเตอร์รีส"
ทีมงานของเขากล่าวทักทาย เมื่อเห็นร่างสูงของชายที่ดูมีอายุราวๆ 40 ปี ผมดำสนิท สวมแว่นสี่เหลี่ยม กรอบเงิน ก้าวเข้ามาในห้องทดลอง เขายังดูหนุ่มมาก เมื่อเทียบกับความสามารถที่เขามี
หลายคนที่นี่อิจฉาเขา แต่ก็ยอมรับว่าอัจฉริยภาพของเขานั้นเป็นของจริงและหาได้ยาก
"อีกสามชั่วโมงเราจะเริ่มเดินเครื่อง LHC เพื่อทดสอบทฤษฎีอีกครั้งครับ"
เดเมียนหนึ่งในผู้ช่วยของเขากล่าว พลางยื่นแฟ้มเอกสารให้เขาเซ็น
"โอเค"
รีส ตอบพลางจรดปากกาดำ เซ็นเอกสาร เขาควงปากกาเล่นด้วยความชำนาญก่อนเก็บใส่กระเป๋า
"หลับสบายดีนะครับ"
เดเมียนกล่าวพลางยิ้มให้เขา เพราะรู้ว่าเขาเตรียมงานทดสอบครั้งนี้จนไม่ได้นอนทั้งคืน
"อืม…ก็ยังดีที่ช่วงเช้าได้หลับไปนิดหน่อย"
เขาตอบแบบไม่แสดงพิรุธใดๆ
"โอ้…ดร. ฮาร์ทแมนน์ แวะเข้ามาเมื่อตอนเช้านะครับ"
เดเมียนเล่าให้เขาฟัง ถึงรายงานฉบับใหม่ของ ดร. อลิเซีย ฮาร์ทแมนน์ หรือที่เรียกกันในชื่อเล่นว่า ลิซ
ผู้ช่วยหนุ่ม กล่าวชมว่าไอเดียที่นำเสนอในรายงานของเธอยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่รีสแทบไม่ได้ฟัง เพราะในใจมัวแต่สงสัยว่าหมอนี่รู้อะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับลิซหรือเปล่า
"ขอบคุณมากที่เป็นธุระให้ เดเมียน"
เขากล่าวพลางยิ้มตอบแก้เก้อ
"ไม่เป็นไรครับ เห็นคุณทำงานหนัก ก็เป็นห่วงนะครับ"
เดเมียนกล่าวพลางหัวเราะ ก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะประจำ
รีส ถอนหายใจ เขาเดินตรงไปที่ห้องทำงานของเขา ก่อนเรียกผู้ช่วยสาวที่อยู่หน้าห้องให้ตามเข้ามา
"ตัวเลขล่าสุด เป็นอย่างไร"
เขาถามหลังจากนั่งลงและวางเอกสารลงบนโต๊ะ
"ไม่เปลี่ยนไปจากครั้งก่อนค่ะ ด็อกเตอร์"
เธอคว้าไอแพดขึ้นมาตรวจสอบผลจากการทดลองครั้งที่แล้วอีกรอบ ก่อนส่งตัวเลขสรุปให้เขาดู
"อืม…ถ้าเป็นไปตามนี้ กำหนดการที่วางไว้คงไม่น่ามีปัญหาอะไร"
รีสพยักหน้า พลางรับไอแพดที่เธอส่งให้มาดู แต่ภาพบนหน้าจอแทนที่จะแสดงรายงานตัวเลขตามปกติ กลับกลายเป็นภาพเด็กหนุ่ม ในชุดสีขาวนอนฟุบอยู่กับพื้น !!!
"เอ๊ะ…"
เขาร้อง เมื่อเห็นภาพบนหน้าจอ พร้อมยกสองมือขึ้นจับหัว ทันทีที่เห็นภาพ รีส รู้สึกว่ามีเสียงวิ้งยาวๆ ดังขึ้นในหัว จากนั้นก็หูอื้อไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ทว่าเพียงไม่กี่วินาที ทุกอย่างก็เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภาพบนหน้าจอกลายเป็นรายงานตัวเลขอย่างที่ควรจะเป็น
"ด็อกเตอร์..ด็อกเตอร์ รีส คุณเป็นอะไรไหมค่ะ"
ผู้ช่วยสาวหน้าตาแตกตื่น เธอรีบละล่ำละลักถาม เมื่อเห็นเขามีอาการผิดปกติ
เขาโบกมือปฏิเสธและถามว่าเห็นอะไรผิดปกติหรือเปล่า แต่เธอกลับยืนยันว่าไม่เห็นอะไร นอกจากจู่ๆเห็นเขายกมือขึ้นกุมศรีษะ เธอยังคงถามย้ำอีกครั้งว่าเขาเป็นอะไรหรือไม่ด้วยความเป็นห่วง
"ไม่…ไม่เป็นไร แค่ปวดหัวนิดหน่อยนะ"
รีสกล่าวตอบแล้วเอนหลังพิงพนัก
"ภาพหลอนอีกแล้ว"
เขาขมวดคิ้ว
ผู้ช่วยสาวพยักหน้า หันหลังทำท่าจะเดินออกไป แต่เหมือนรีสจะนึกอะไรออก เขารีบเอ่ยปากขึ้น
"รบกวน คุณช่วยเตรียมประชุม…"
แต่ยังไม่ทันที่รีสจะกล่าวจบ ไฟสีแดงที่หน้าห้องก็สว่าง เป็นสัญญาณว่า เครื่อง LHC ถูกเปิดใช้งานแล้ว
"เกิดอะไรขึ้น?!!! ใครอนุญาตให้เปิดเครื่อง"
รีส ตะโกนและลุกขึ้นจากโต๊ะ ทั้งคู่รีบก้าวออกจากห้องทำงานด้วยความงุนงง
เพียงแค่ไม่กี่นาทีหลังจากสัญญาณ รีส เห็นทีมงานกำลังวิ่งกันวุ่นไปทั่วทางเดิน มีเสียงตะโกนโหวกเหวก ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
ทีมงานคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานเขาสั้นๆ ถึงเหตุประหลาดว่าอยู่ๆ เครื่อง LHC ก็เดินเครื่องเองราวกับมีชีวิต ด้วยความร้อนใจ รีส รีบวิ่งออกไปที่ห้องควบคุมเครื่อง LHC ในทันที
สัญชาตญาณกำลังกรีดร้อง และเขาทำได้แต่ภาวนาให้มันเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางเทคนิค
เมื่อเขาเปิดประตูห้องควบคุมเข้าไป ภายในห้องก็เต็มไปด้วยความอลหม่าน
ทุกคนกำลังวุ่นวาย ต่างพยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ ควบคุมเครื่อง LHC แต่น่าประหลาดที่ทุกอย่างไม่ตอบสนอง แม้แต่คอมพิวเตอร์หลักก็ไม่อยู่ในการควบคุม
ราวกับถูกไวรัส มอนิเตอร์แสดงให้เห็นว่า เครื่อง LHC ถูกเร่งพลังงานขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ
รีส รีบวิ่งไปที่ส่วนควบคุมหลัก เพื่อป้อนคำสั่งเฉพาะในการยกเลิก แต่ทว่ามันไม่ทำงานตามคำสั่ง
"นี่มันอะไรกัน ราวกับว่าถูกควบคุมจากภายนอกเลย"
เดเมียนตะโกน เขากำลังป้อนคำสั่งไปที่คอมพิวเตอร์ควบคุมจากอีกจุดหนึ่ง
รีส วิ่งไปหาเดเมียน ผู้ช่วยหนุ่ม รีบรายงานทันทีโดยไม่รอ
"ด็อกเตอร์รีส เรากำลังเจอสถานการณ์ผิดปกติ LHC เดินเครื่องเองครับ คอมพิวเตอร์ควบคุมไม่ตอบสนอง"
"มีใครทำอะไรพลาดหรือเปล่า"
เขาถามเข้าประเด็นทันที แต่เดเมียนก็ปฏิเสธ
ขณะเกิดเหตุ พวกเขากำลังตรวจสอบข้อมูลกันอยู่ ไม่มีใครแอบไปใส่รหัสในคอมพิวเตอร์ควบคุม
"ไม่มีใครเข้าไปใกล้เสียด้วยซ้ำ"
เดเมียนยืนยัน ด้วยการเช็คภาพจากกล้องวงจรปิด เมื่อสิบนาทีก่อน ทุกอย่างดูปกติดีจนถึงตอนนี้
"หรือว่า เราถูกแฮก"
หนึ่งในทีมงานตะโกนถาม แต่เดเมียน สวนกลับทันที
"ไม่ๆ เป็นไปไม่ได้ เราแยกระบบควบคุมเอาไว้ต่างหาก มันตัดขาดจากโลกภายนอก ด้วยความปลอดภัยสูงสุด"
รีส มองมอนิเตอร์ และสังเกตเห็นความผิดปกติในเครื่อง LHC มอนิเตอร์แสดงพลังงานในการชนอนุภาคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทะลุ 7 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ ระดับพลังงานกำลังชนขีดจำกัดของลิมิตเตอร์
"บ้าน่า"
เสียงพึมพำของบรรดานักวิจัยในห้องควบคุม
"ตรวจสอบได้ไหมว่าพลังงานพวกนั้นมาจากไหนกัน"
รีส ตะโกนถามทีมงาน
"เหมือนกับว่า จู่ๆก็มีพลังงานมหาศาลจากภายนอกไหลเข้าสู่ระบบครับ"
เดเมียนกล่าวพลางส่ายหัว
แต่แล้วเรื่องที่น่ากลัวที่สุด ซึ่ง รีส กังวลอยู่ก็เป็นจริง ลิมิตเตอร์ของเครื่อง จู่ๆก็ถูกปลดออกต่อหน้าต่อตาราวกับเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจ
รีสและทุกคนในแลปได้แต่ตกตะลึง
"พลังงานกำลังจะทะลุ 8…8.5…9…9.8…10 เทราอิเล็กตรอนโวลต์"
เสียงทีมงานตะโกน
รีส หันไปมองมอนิเตอร์ เขาตระหนักได้ในทันทีถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นตามมา
"ทุกคนอพยพ เดี๋ยวนี้"
รีส ออกคำสั่ง ทุกคนเหมือนเพิ่งได้สติ รีบวิ่งออกจากห้องควบคุมในทันที
แต่ทว่า ค่าตัวเลขยังพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดเกินยับยั้ง ด้วยพลังงานมหาศาล อนุภาคที่พุ่งเข้าชนกันนั้นไม่แตกต่างจากการเกิดบิ๊กแบงขนาดย่อม
แสงสว่างเจิดจ้าล้อมรอบตัวรีสและทุกคนในห้องควบคุม
จากนั้นคลื่นสั่นสะเทือนก็พุ่งเข้ากระแทกทุกอย่างที่ขวางทางมัน ร่างของรีสปลิวออกไปราวกับใบไม้ต้องลม หน้าอกของเขาปวดแปลบราวกับถูกแทงด้วยอะไรบางอย่าง เขาพยายามลืมตาแต่ก็ไม่สามารถ รู้สึกได้แต่เพียงความเจ็บปวด จากนั้นจิตสำนึกของเขาก็เหมือนกำลังแหวกว่ายอยู่ในทะเลแห่งแสงสว่าง
แต่แล้วความมืดมิดก็ปกคลุมทุกสรรพสิ่ง