โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เศรษฐาลั่นแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท คำนึงวินัยการเงินการคลัง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ต.ค. 2566 เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2566 เวลา 10.28 น.

นายกรัฐมนตรีชี้รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ มั่นใจแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท กระตุ้นจีดีพีปีหน้าโต 5% พร้อมยืนยันดำเนินการอย่างรอบคอบ คำนึงวินัยการเงินการคลัง

วันที่ 3 ตุลาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป ทั้งนโยบายในการสร้างงาน การส่งเสริมครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้น้อยลง โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายลดความยากจนในคนทุกช่วงวัยภายในปี 2570

ขณะที่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นรัฐบาลได้เตรียมมาตรการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 5.6 แสนล้านบาท โดย GDP ในปี 2567 จะเติบโตได้ที่ 5% และในระยะยาว นโยบายดังกล่าวจะวางรากฐานสำหรับระบบการชำระเงินผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการที่ทำไปก่อนหน้านี้ ทั้งการลดราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร และมาตรการเปิดฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน ในส่วนนี้ก็ช่วยเพิ่มจำนวนตัวเลขการจองห้องพักของไทยเพิ่มขึ้นถึง 60%

นายเศรษฐากล่าวว่า ในส่วนของนโยบายการเงินการคลัง รัฐบาลตระหนักดีว่า ทุกนโยบายต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังที่สมดุล เพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน อันดับความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงประเทศ ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือส่วนใหญ่ จัดให้ไทยอยู่ในระดับเชิงบวก เช่น Moody’s ที่จัดให้ไทยมีอันดับเครดิตเสถียรภาพ (Stable Outlook) สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

โดยไทยยังมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก สัดส่วนทุนสำรองต่อมูลค่าสินค้านำเข้าอยู่ที่ 10 เท่า ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จึงเป็นหลักประกันได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

“ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบและประสานการทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อรักษาสมดุลของงบประมาณรายจ่ายและรายรับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และภายในปี 2567 รัฐบาลมีแผนจะออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการเดินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)”

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นทักษะและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมของไทยให้สามารถเติบโตได้ในเศรษฐกิจโลกใหม่ ขณะเดียวกันได้พยายามในการขยายตลาดการค้าและส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการเจรจาการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือเอเปค และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทย และช่วยให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก”

ในช่วงที่ได้เดินทางไปประชุม UNGA78 ที่สหรัฐ ได้มีการผลักดันประเด็นเรื่องการลงทุน ผ่านการหารือกับผู้นำภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต อาทิ Tesla และ Estee Lauder ที่กำลังพิจารณาขยายธุรกิจในประเทศไทย Google และ Microsoft ที่อยู่ระหว่างพิจารณาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และการหารือกับสถาบันการเงิน เช่น BlackRock, Citi, Goldman Sachs และ JP Morgan ที่แสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทยอย่างมาก จึงได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลดำเนินงานอย่างจริงจัง เพื่อให้โอกาสเหล่านี้เกิดขึ้น” นายเศรษฐากล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...