โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เมื่อ ‘ความมั่นคง’ งอกเงยเป็น ‘ความมั่งคั่ง’ ถึงเวลาสะสางธุรกิจไม่โปร่งใสของกองทัพ

The101.world

อัพเดต 16 ต.ค. 2567 เวลา 14.15 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2567 เวลา 07.14 น. • The 101 World

สำหรับคนทั่วไปในสังคมไทย ค่ายทหารถูกมองว่าเป็นดินแดนสนธยาที่เกิดเรื่องนานาอันไม่อาจหาคำตอบได้ บางครั้งอาจมีข่าวลือหลุดรอดออกมาถึงความผิดปกติบางอย่าง เช่น มีคนตาย มีการคอร์รัปชัน มีการใช้ความรุนแรง แต่แทบทุกครั้งสังคมก็ไม่ล่วงรู้ความจริงในแดนสนธยาได้ เมื่อกองทัพพยายามปิดบัง ไม่ให้มีการตรวจสอบจากภายนอก จนสร้างสภาพเสมือนการปกครองตนเองที่แบ่งแยกจากหน่วยงานราชการอื่นของรัฐไทย

นอกจากปัญหาใหญ่ที่ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยแล้ว ปัญหาเรื่องความโปร่งใสก็เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้สังคมไม่ไว้วางใจและไม่เชื่อถือกองทัพ ข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกองทัพจึงถูกส่งเสียงออกมาจากหลายภาคส่วนในสังคมที่มีความเห็นร่วมกันว่า การเมืองและสังคมไทยจะพัฒนาไม่ได้หากไม่มีการปฏิรูปกองทัพ

ที่ผ่านมากลไกในรัฐสภาจึงมีการตั้งคณะทำงานที่ร่วมกันศึกษาอาณาจักรธุรกิจกองทัพในชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม (กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพ) ซึ่งรวบรวมข้อมูลธุรกิจมหาศาลที่กองทัพมีอยู่เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้การใช้ทรัพยากรเหล่านี้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมขึ้น

แม้จะมีข้อมูลธุรกิจหลายส่วนที่กองทัพตั้งใจไม่เปิดเผย ทั้งที่มีการเรียกขอจาก กมธ. แต่อย่างน้อยข้อมูลที่ถูกรวบรวมมาก็ช่วยให้สังคมเข้าใจโครงสร้างทรัพยากรที่กองทัพถือครองอยู่ อันสะท้อนถึงปัญหาความมั่งคั่งล้นเกินที่กองทัพสร้างขึ้นจากสมบัติของชาติ และจะนำไปสู่การร่วมเสนอทางออกถึงการจัดการทรัพย์สินกองทัพ เพื่อให้ทหารไทยกลับมาทำภารกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดข้อครหาเรื่องการคอร์รัปชัน

บทความนี้จึงสรุปข้อมูลบางส่วนจากการศึกษาของ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพ พร้อมข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในงานเสวนา ตามหาขุมทรัพย์ของกองทัพไทย การบริหารธุรกิจเชิงพาณิชย์ของกองทัพ จัดโดยคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 12 ตุลาคม 2567

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธานกรรมาธิการการทหารและ สส. พรรคประชาชน เล่าว่าเรื่องธุรกิจกองทัพนั้น กองทัพอธิบายเหตุผลว่าจำเป็นต้องใช้เงินนอกงบประมาณไปจัดสวัสดิการให้ทหารชั้นผู้น้อย แต่เขามองว่าปัญหาใหญ่ของทหารชั้นผู้น้อยคือเรื่องหนี้สิน ขณะที่กองทัพมีทหารประมาณ 250,507 นาย มีคนถูกหักเงินกู้สหกรณ์จนเหลือเงินเดือนน้อยกว่า 30% จำนวน 52,310 นาย และมีคนถูกหักแล้วเหลือเงินเดือนน้อยกว่า 9,000 บาท 81,030 นาย แม้มีมติ ครม. ว่าห้ามหักเกิน 30% แต่ก็ยังไม่ถูกนำไปใช้ทุกเหล่าทัพ จนมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่านายพลจำนวนไม่น้อยมีตำแหน่งในสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ และได้ผลประโยชน์จากการปล่อยกู้ทหารชั้นผู้น้อย

“ผมหารือกับกรรมาธิการทหารว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของกองทัพกลับมา แต่เราต้องการความโปร่งใส กิจการใดหากตอบไม่ได้ว่าเกี่ยวพันภารกิจกองทัพอย่างไรก็ควรถ่ายโอนกลับมาเป็นของรัฐที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพและ กมธ.ทหารต้องการความโปร่งใส เพื่อให้เงินที่ไปอุดหนุนสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อยได้ใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่” วิโรจน์กล่าว

เขายังยืนยันว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้เป็นศัตรูกับกองทัพ แต่ต้องการทำให้กองทัพแข็งแรง ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ใช่เอาทรัพยากรไปปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ – สามารถอ่านรายละเอียดในธุรกิจประเภทต่างๆ ของกองทัพเพิ่มเติมได้ในบทความชุด ‘ธุรกิจกองทัพ’ จำนวน 5 ตอน โดยพวงทอง ภวัครพันธุ์ (คลิกอ่านได้ที่นี่)

(จากซ้าย) ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ ผู้ดำเนินรายการ, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์, อนาลโย กอสกุล, เชตวัน เตือประโคน, เบญจา แสงจันทร์, พวงทอง ภวัครพันธุ์, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี,พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ (ภาพโดยพรรคประชาชน)

โครงสร้างอาณาจักรธุรกิจกองทัพ

ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่กองทัพ รศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และผู้เขียน ‘ในนามของความมั่นคงภายใน’ เล่าว่ากองทัพทำธุรกิจสารพัดชนิดได้ด้วยการครอบครองที่ดินราชพัสดุมากถึง 5.8 ล้านไร่ ถือเป็น 45.5% ของที่ราชพัสดุทั่วประเทศ หน่วยงานที่ครอบครองที่ราชพัสดุมากที่สุดคือกองทัพบก และหากรวมที่ดินประเภทอื่น เช่น ที่ป่าสงวน ที่ สปก. กองทัพจะมีที่ดินรวม 6.5 ล้านไร่

น่าคิดว่าตั้งแต่ปี 2554-2561 ประเทศไทยมีเกษตรกรมากกว่า 800,000 ครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง และมีเกษตรกรหลายพันรายมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับกองทัพ

ธุรกิจของกองทัพแบ่งออกเป็นสามประเภท คือ 1. กองทุนสวัสดิการ 2. เงินนอกงบประมาณ 3. การลงทุนในบริษัทจำกัด

1. กองทุนสวัสดิการ

หมายถึงธุรกิจที่รายได้นำเข้ากองทุนสวัสดิการ แบ่งออกเป็นสองประเภท

1.1 สวัสดิการภายใน มีทั้งหมด 277 กิจการ คือสวัสดิการที่มุ่งเน้นบริการกำลังพลและครอบครัว รายได้ส่งเข้ากองทุนสวัสดิการทั้งหมด ไม่ต้องส่งเข้าคลัง แม้ว่าหน่วยงานอื่นก็มีสวัสดิการภายในเช่นกัน เช่น ร้านค้าสวัสดิการที่ขายสินค้าราคาถูกให้สมาชิกในหน่วยงาน สหกรณ์ออมทรัพย์ให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ร้านตัดผม ร้านอาหาร แต่กองทัพมีธุรกิจแบบนี้จำนวนมาก ถือครองทรัพย์สินมูลค่าสูง โดยเฉพาะที่ดิน นอกจากนี้ยังมีธุรกิจที่หน่วยงานอื่นไม่มี เช่น สนามกอล์ฟ ปั๊มน้ำมัน บ่อตกปลา หอประชุม สนามกีฬา ศูนย์อบรม

1.2สวัสดิการเชิงธุรกิจ มีทั้งหมด 161 กิจการ คือสวัสดิการที่ผู้ใช้บริการเกินครึ่งคือบุคคลภายนอก ตามกฎหมายต้องแบ่งรายได้ให้กรมธนารักษ์ที่เป็นเจ้าของที่ดิน อย่างน้อยที่สุดคือค่าเช่าที่ดินหรือส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้าตามตกลง ที่ผ่านมาไม่มีการแบ่งรายได้ตามกฎหมาย แต่หลังเหตุกราดยิงโคราชซึ่งเกี่ยวพันเรื่องการกู้ยืมเงินและธุรกิจที่ไม่โปร่งใสในกองทัพ จึงมีความพยายามปรับปรุงการบริหารงานในกองทัพให้โปร่งใสมากขึ้น แต่ผ่านมา 4 ปียังเหลืออีก 87 กิจการที่ยังทำข้อตกลงเรื่องการแบ่งรายได้กับกรมธนารักษ์ไม่เสร็จ

จากงบกำไรขาดทุนของกองทุนสวัสดิการปีล่าสุดพบว่า กองทัพอากาศมี 184 กิจการ รายได้ 807 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายเหลือกำไรเพียง 69.15 ล้านบาท, กองทัพเรือมีรายได้ 2,600 กว่าล้านบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วขาดทุน 37.4 ล้านบาท, สำนักปลัดฯ กิจการน้อยแต่ยังทำกำไรมากกว่ากองทัพเรือ ขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพบกซึ่งมีกิจการจำนวนมากกลับไม่ให้ข้อมูลตัวเลขกับทาง กมธ.

“ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้อย่างครบถ้วน กองทัพทำกิจการเอง ทำบัญชีเอง ตรวจสอบบัญชีเอง ทำงบประมาณการเงินไม่ได้คุณภาพมาตรฐานตามการสอบบัญชีของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือมาตรฐานการสอบบัญชีของบริษัทเอกชน” พวงทองกล่าว

2. เงินนอกงบประมาณ

2.1 เงินนอกงบประมาณประเภท 1 เป็นเงินนอกงบประมาณที่หน่วยงานไม่ต้องส่งให้กระทรวงการคลัง จุดมุ่งหมายดั้งเดิมคือเพื่อให้หน่วยราชการต่างๆ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ซึ่งมีกิจการ 9 กลุ่ม คือ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ, โรงงานแบตเตอรี่ทหาร, โรงงานเภสัชกรรมทหาร, เงินทุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหาร, โรงพยาบาลของกองทัพอื่นๆ, สถานศึกษาของกองทัพอื่นๆ, กิจการน้ำมันฝาง และรายได้จากโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa)

รวมเงินนอกงบประมาณประเภท 1 จากเอกสารงบประมาณปี 2567 ซึ่งเป็นเงินสะสมคงเหลือยกมารวมกับเงินรายได้ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีพบว่า ปี 2565 มี 45,363 ล้านบาท, ปี 2566 มี 45,249 ล้านบาท, ปี 2567 มี 44,118 ล้านบาท, ปี 2568 มี 49,199 ล้านบาท

2.2 เงินนอกงบประมาณประเภท 2 เป็นเงินนอกงบประมาณที่มีลักษณะพิเศษ เพราะมีเพียงกองทัพเท่านั้นที่มีเงินประเภทนี้ โดยไม่ตองมีการตรวจสอบจากภายนอก กองทัพเขียนระเบียบการใช้และการบริหารงบประมาณเงินนอกงบประมาณประเภท 2 เอง ตั้งงบเอง อนุมัติงบเอง ทำบัญชีเอง สอบบัญชีเอง

กิจการในประเภทนี้คือกิจการวิทยุโทรทัศน์ ได้แก่ ททบ.5 ซึ่งเป็นธุรกิจของกองทัพที่มีปัญหามากที่สุดทั้งในเชิงกฎหมายและความโปร่งใส ททบ.5 ไม่ได้มีแค่สถานีโทรทัศน์ แต่เป็นเจ้าของโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) สองสถานี คือสถานีที่ทำการส่งสัญญาณดิจิทัลแล้วให้สถานีโทรทัศน์เอกชนเช่าคลื่น นอกจากนี้กองทัพยังเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุ 196 คลื่น โดยเป็นของกองทัพบก 122 คลื่น

3.การลงทุนในบริษัทจำกัด

กองทัพลงทุนในกิจการในตลาดหลักทรัพย์แปดบริษัทใหญ่ มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท เช่น ธนาคารทหารไทยธนชาติ (82% ของการลงทุนทั้งหมด), ธนาคารกรุงไทย, บริษัทเกียรตินาคิน และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในบริษัทจำกัดที่มีนัยสำคัญสองบริษัทคือบริษัทอาร์ทีเอเอ็นเตอร์ไพรส์ (RTAE) และบริษัทอุตสาหกรรมการบิน (TAI) ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับให้กลาโหมดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์หรือถือหุ้นในบริษัทเอกชน หากจะทำต้องจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจในความควบคุมของกระทรวงกลาโหม หรือให้กระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัทนั้นแล้ว ครม. มอบหมายหน่วยงานในเหล่าทัพไปควบคุมกำกับดูแล แต่ที่ผ่านมากองทัพและหน่วยงานในกองทัพไปถือหุ้นในบริษัทเอกชนจำนวนมาก ปัญหาคือไม่มีกฎหมายรองรับและไม่แน่ชัดว่ามีการบริหารจัดการรายได้จากการปันผลอย่างไร

ในภาพรวมของอาณาจักรธุรกิจกองทัพ พวงทองมองว่าปัญหาใหญ่คือเรื่องความโปร่งใสและนำไปสู่คำถามเรื่องประสิทธิภาพและความไม่เป็นธรรม

“กองทัพมักอ้างว่ารายได้นำไปเลี้ยงดูกำลังพล หรืออ้างว่ากิจการบางอย่างกองทัพสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ใช้เงินทุนหมุนเวียน แต่ในความเป็นจริงกิจการเหล่านี้ดำเนินงานโดยใช้ทรัพยากรพื้นฐานของชาติ คือที่ดิน อาคาร สำนักงาน กำลังพล น้ำ-ไฟฟ้า บางกิจการเมื่อดูในรายละเอียดกลับขาดทุน แต่ที่กองทัพบอกว่าไม่ขาดทุนเพราะเอาเงินงบประมาณที่ขอจากรัฐมาบวกรายรับ

“เมื่อกองทัพไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด เราก็ตั้งคำถามว่ารายได้ที่เป็นจริงน่าจะสูงกว่านี้หรือไม่ กองทัพต้องใช้เงินมากเพียงใดในนามของสวัสดิการภายในของกำลังพล แต่เราก็ได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่าทหารชั้นผู้น้อยถูกเบียดบังเงินเดือน” พวงทองกล่าว

‘ททบ.5’ หนี้บาน บริหารไม่โปร่งใส

หนึ่งในกลุ่มกิจการที่มีปัญหาชัดเจนที่สุดของกองทัพคือกิจการวิทยุโทรทัศน์ที่อยู่ในหมวดเงินนอกงบประมาณประเภท 2 สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษา กมธ.ทหาร นักวิจัย และนักเขียนอิสระ ให้ข้อมูลว่ากองทัพไทยซึ่งมีหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศแต่กลับครอบครองใบอนุญาตคลื่นวิทยุโทรทัศน์ โครงค่ายทีวีดิจิทัล และโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งสิ้น 200 ใบอนุญาต มากกว่ากรมประชาสัมพันธ์ซึ่งมีหน้าที่ประกาศข่าวทางราชการถึงสองเท่าตัว

กิจการที่มีปัญหามากที่สุดคือ ททบ.5 ปัจจุบันครอบครองคลื่นทีวีดิจิทัลหนึ่งคลื่น เป็นทีวีสาธารณะประเภท 2 เพื่อความมั่นคง และมีใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX)

แม้ว่า ททบ.5 จะตั้งมาเพื่อความมั่นคง แต่เนื้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงมีแค่ 8% เนื้อหาส่วนใหญ่คือความบันเทิง 33.33% รองลงมาคือกีฬาและข่าวอย่างละ 16.67% เรตติ้งอยู่ในอันดับ 19 มีผู้ชมเฉลี่ยครั้งละ 8,915 คน มีผู้ชมเข้าถึง 7.1 ล้านคน

“ปี 2560 ททบ.5 มีกำไร 180 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นมาก็ขาดทุนโดยตลอด ปี 2561-2566 ขาดทุนเฉลี่ยปีละ 100 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจาก MUX ทาง กมธ. ไม่ทราบว่าขาดทุนจากอะไร เพราะ ททบ.5 ไม่ส่งงบดุลให้ตามที่ขอ แต่โดยทั่วไปค่าเช่า MUX แบบ HD อยู่ที่เดือนละ 10.5 ล้านบาทและแบบ SD อยู่ที่เดือนละ 3.5 ล้านบาท เมื่อประมาณการแล้ว ททบ. 5 จะมีรายได้จากการรับจ้างถ่ายทอดสัญญาณปีละ 882 ล้านบาท” สุภลักษณ์กล่าวและเห็นว่าการชี้แจงของผู้แทน ททบ.5 และกองทัพบกมีความผิดปกติมากมาย เช่น การชี้แจงว่าเป็น ททบ.5 หน่วยงานสังกัดกองทัพบก แต่ไม่ได้รวมบัญชีกับกองทัพบก

ย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นของเรื่องนี้ในปี 2540 ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสื่อกำลังเติบโต มีการตั้ง ‘บริษัท ททบ.5’ โดยกองทัพบกถือหุ้น100% เพื่อทำธุรกิจ ‘สถานีโทรทัศน์ ททบ.5’ รายงานผู้สอบบัญชีปี 2543-2544 พบว่าบริษัท ททบ.5 มีรายได้จากค่าโฆษณาและค่าเช่าช่วงเวลาจากสถานี ททบ.5 แต่บริษัท ททบ.5 มีหนี้กับสถานี ททบ.5 1,400 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีชื่อนายพลจากกองทัพบกถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ มีคนหนึ่งคนที่เขียนชัดเจนว่าถือแทนกองทัพบก

ต่อมาบริษัท ททบ.5 เปลี่ยนชื่อเป็น ‘RTA Entertainment’ บริษัทนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติกับสถานี ททบ.5 จนปี 2547 ครม.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความผิดปกติหลายข้อ เช่น สถานีให้ RTA เช่าเวลาและทำการตลาดต่อเนื่อง 30 ปี และต่อสัญญาครั้งละ 10 ปีโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก, มีการโอนหุ้นธนาคารทหารไทยที่บริษัทซื้อมา (หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ) ให้บริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนในบริติชเวอร์จิน, น่าจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้บริหารสถานีททบ. 5 กับผู้บริหาร RTA เป็นคนกลุ่มเดียวกัน

หลังจากที่คณะกรรมการส่งเรื่องต่อให้ ปปช. แต่ ปปช. ใช้เวลา 19 ปีในการตรวจสอบ จนปี 2566 ปปช. มีมติตีตกข้อสงสัยของคณะกรรมการ เพราะไม่พบว่า ผบ.ทบ. ในเวลานั้นกระทำการใดๆ ที่เป็นความผิด แต่มีข้อสังเกตว่า ตามปกติถ้าหน่วยงานรัฐถือหุ้นข้างมากในบริษัทจะถือว่าบริษัทนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีการรายงานต่อสาธารณะ ซึ่งบริษัทนี้มีกองทัพบกถือหุ้น 100%

ปัญหาหนี้สินระหว่างสถานี ททบ.5 กับบริษัท RTA (หรือบริษัท ททบ.5) เริ่มจากปี 2541 บริษัท ททบ.5 กู้เงินจากสถานี ททบ.5 เพื่อไปซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย 144 ล้านหุ้น เป็นเงิน 1,446 ล้านบาท เพื่อพยุงธนาคารระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากหน่วยทหารและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมจำนวนมากถือหุ้นธนาคารทหารไทย ต่อมาสถานี ททบ.5 ขอให้บริษัท ททบ.5 กู้เงินธนาคารทหารไทย 1,615 ล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการโทรทัศน์ดาวเทียม จนปี 2547 คณะกรรมการตรวจสอบพบว่าบริษัท RTA เป็นหนี้สถานี ททบ.5 จำนวน 1,320 ล้านบาท และสถานี ททบ.5 ก็เป็นหนี้RTA 1,536 ล้านบาท ถ้าหักลบกลบหนี้กัน สถานี ททบ.5จะยังเป็นหนี้ RTA อยู่ 216 ล้านบาท

ในปี 2564 RTA Entertainment เปลี่ยนชื่อเป็น RTA Enterprise โดยมีบริษัทโฮลดิ้ง บริษัทดิจิทัลฮับ และบริษัทนำเข้าเนื้อสัตว์ โดยมีกรรมการบริษัททั้งหมดเป็นนายทหาร ผลรายงานปี 2565 บริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุนเกินทุน 1,005.21 ล้านบาท ในทางเทคนิคคือบริษัทนี้ล้มละลายแล้ว นอกจากนี้มีการเปลี่ยนแปลงประเพณี จากที่ก่อนหน้านี้เมื่อผู้อำนวยการช่อง 5 หมดวาระจะย้ายมานั่งตำแหน่งประธานบริษัท RTA แต่ ผอ. ช่องในขณะนั้นไม่ขอรับตำแหน่งประธาน อาจเพราะรู้ว่าบริษัทมีปัญหามาก โดยผู้สอบบัญชีพบว่าความสามารถในการดำเนินงานของบริษัท RTA ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการประกอบการของสถานี ททบ.5 และสถานียืนยันจะสนับสนุนด้านการเงินแก่บริษัทต่อไป แต่ต่อมาในปี 2566 หมายเหตุของผู้สอบบัญชีระบุว่าสถานีไม่ยืนยันที่จะสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทอีกต่อไปแล้ว โดยที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท RTA ยังคงเป็นกองทัพบก

สุภลักษณ์ชี้ชวนให้พิจารณาข้อเคลือบแคลงทางกฎหมายและธุรกิจของ ททบ.5 ดังนี้

– พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 ไม่ได้ให้อำนาจหน่วยงานในสังกัดดำเนินการเชิงพาณิชย์หรือร่วมกับเอกชนทำธุรกิจ

– คำสั่งคณะปฏิรูปแผ่นดินที่ 38/2519 ห้ามข้าราชการกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการ หรือผู้จัดการบริษัท หรือทำให้ผู้ใดเข้าใจหรือแอบอ้างชื่อไปแสวงประโยชน์

– ผู้แทนสถานี ททบ.5 ปฏิเสธความสัมพันธ์และไม่ยืนยันความเกี่ยวข้อง ไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินกับบริษัทอีกต่อไป

– ผู้แทนสถานี ททบ.5 ยอมรับว่าบริษัทมีฐานะเป็นลูกหนี้ แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดการบังคับชำระหนี้

ส่วนเรื่องวิทยุทหารมีข้อสังเกต ดังนี้

– กองทัพมี 196 สถานีทั่วประเทศ ทั้งระบบ AM และ FM โดยสถานีวิทยุในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 19 จาก 40 สถานีเป็นของกองทัพ

– ในช่วงสิบปีที่ผ่านมารายได้จากสถานีวิทยุลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กองบัญชาการกองทัพไทยมี 14 คลื่น ปี 2559 มีรายได้ 70 ล้านบาท แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเหลือปีละ 4-5 ล้านบาท แต่เมื่อดูรายจ่ายปี 2562 พบว่ามีรายจ่ายน่าสงสัยว่าไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานวิทยุ เช่น นำเงินไปบริจาคให้สมาคมแม่บ้าน บก.ทท., บริจาคให้ชมรมนายทหารอาวุโส, ซื้อของขวัญของที่ระลึกจำนวน 6.4 ล้านบาท โดยที่จ่ายค่าใบอนุญาตให้ กสทช. เฉลี่ยเพียงสถานีละ 259 บาท

– สถานีบางแห่งขาดทุน เช่น วิทยุกองทัพอากาศและกรมพลังงานทหาร

– การดำเนินการส่วนหนึ่งให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ร่วมผลิตรายการ โดยจะต้องไม่น้อยกว่า 10% แต่ไม่เกิน 40% ของเวลาทั้งหมด ซึ่งหลายสถานีเชื่อได้ว่าเกิน 40%

– เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นรายการเพลงและบันเทิง

– รายการวิทยุสามารถย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ เพราะทุกวันนี้มีคนฟังวิทยุจากเครื่องรับวิทยุน้อยมากแล้ว โดยเฉพาะคลื่น AM

สุภลักษณ์จึงสรุปข้อเสนอแนะธุรกิจด้านวิทยุโทรทัศน์ของกองทัพ ดังนี้

1. ความจำเป็น เห็นว่าไม่จำเป็นต้องลงทุน เพราะไม่มีรายการด้านความมั่นคงในสัดส่วนที่เหมาะสม (น้อยกว่า 10%)

2.ประสิทธิภาพ พบว่า ททบ.5 ขาดทุน เรตติ้งต่ำ รายได้ MUX ลดต่ำลง วิทยุส่วนมากก็ขาดทุน มีผู้ฟังน้อย

3. ความโปร่งใส การดำเนินงานวิทยุโทรทัศน์ของกองทัพส่วนใหญ่ไม่โปร่งใส, สถานะทางกฎหมายของกิจการคลุมเครือ, ส่วนใหญ่ปิดบังข้อมูลการเงินและธุรกิจ เช่น ททบ.5 ของกองทัพบกไม่เคยแสดงบัญชีว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สิน เป็นต้น, การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์วิทยุตรวจสอบยาก

4. ความเหลื่อมล้ำ สุภลักษณ์เห็นว่ากิจการวิทยุโทรทัศน์ของกองทัพไม่เป็นธรรมกับหน่วยทหารอื่นที่ไม่ได้ครอบครองคลื่น ไม่เป็นธรรมกับหน่วยราชการอื่น และไม่เป็นธรรมกับสังคม เพราะใช้ทรัพยากรของชาติไม่คุ้มค่า

‘สนามกอล์ฟทหาร’ ที่ดินมหาศาล คนได้ใช้เพียงหยิบมือ

การครอบครองที่ราชพัสดุมหาศาลทำให้กองทัพนำที่ดินไปใช้ในกิจการหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจหลัก อย่างสนามกอล์ฟกองทัพที่มีเป็นจำนวนมาก นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่ามีใครบ้างที่ได้ประโยชน์จากสนามกอล์ฟทหาร และทหารจะมีสนามกอล์ฟไปทำไม

เชตวัน เตือประโคน รองประธาน กมธ.ทหาร และ สส. พรรคประชาชน ให้ข้อมูลว่ากองทัพแจ้งว่ามีสนามกอล์ฟกองทัพทั้งสิ้น 57 สนาม มีที่ดินรวมกว่า 20,871 ไร่ (แต่ยังมีอีกหลายสนามกอล์ฟที่กองทัพไม่แจ้งรวมมาด้วย) โดยกองทัพเรือมี 4 สนาม ที่ดิน 2,354 ไร่, กองทัพอากาศมี 13 สนาม ที่ดิน 4,047 ไร่, กองทัพบกมี 40 สนาม ที่ดิน 14,470 ไร่

กองทัพมีสนามกอล์ฟกระจายทุกภูมิภาค บางแห่งอยู่ใกล้กันมาก เช่น ที่กรุงเทพ สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ (กองทัพอากาศ) อยู่ห่างจากสนามกอล์ฟกานตรัตน์ (กองทัพอากาศ) 12 กม. และสนามกอล์ฟกานตรัตน์ (กองทัพอากาศ) อยู่ห่างจากสนามกอล์ฟรามอินทรา (กองทัพบก) 8 กม., ที่เชียงใหม่ สนามกอล์ฟลานนา (กองทัพบก) ห่างจากสนามกอล์ฟพิมานทิพย์ (กองทัพอากาศ) 6.4 กม., ที่ชลบุรี ในบริเวณไม่ไกลจากกันมีสนามกอล์ฟถึง 5 สนาม ระยะห่างระหว่างกัน 1.6-8.4 กม. เป็นต้น

“คำถามสำคัญคือทำไมกองทัพต้องมีสนามกอล์ฟจำนวนมากที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ทำไมทหารต่างเหล่าทัพจึงใช้สนามกอล์ฟร่วมกันไม่ได้ และทำไมนายพลไม่ไปใช้สนามกอล์ฟเอกชน โดยกองทัพให้เหตุผลถึงการมีสนามกอล์ฟ ดังนี้ 1. เป็นที่ออกกำลังกายทหาร น่าสงสัยว่าทำไมต้องออกกำลังกายด้วยการตีกอล์ฟ สามารถออกกำลังกายรูปแบบอื่นได้หรือไม่ 2. เป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง (VVIP) น่าสงสัยว่าสนามกอล์ฟเอกชนมีประสิทธิภาพในการรับรองแขกสำคัญมากกว่าหรือไม่ 3. เพื่อควบคุมราคาค่าบริการของสนามกอล์ฟเอกชน 4. เป็นเรื่องความมั่นคง” เชตวันกล่าว

ในระยะหลังเกิดเหตุผลใหม่ขึ้นมาว่าสนามกอล์ฟมีเพื่อเป็นสวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อยและครอบครัว เพราะกองทัพชี้แจงว่ากำไรจากสนามกอล์ฟนำเข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพ ซึ่งนำไปใช้เป็นสวัสดิการกำลังพล, ทุนการศึกษา, สนับสนุนนักกีฬา, สนับสนุนศูนย์เยาวชน และสงเคราะห์ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ทั้งที่รายจ่ายหลายส่วนสามารถของบประมาณจากงบรายจ่ายประจำปีได้

“ผมเสนออยากเห็นสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์เป็นสวนสาธารณะ และคุณเอกราช อุดมอำนวย (สส.ดอนเมือง) เสนอให้ย้ายสนามกานตรัตน์ออกจากเขตการบินให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์มีประชาชนน้อยคนมากที่เข้าไปใช้ประโยชน์ได้ หากเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะเชื่อว่ามีประชาชนเกือบสามแสนคนจะได้ใช้ประโยชน์

“กำไรของสนามกอล์ฟปี 2566 มีเพียง 11 ล้านบาทถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของที่ดิน แม้ว่าสวนสาธารณะไม่ได้สร้างรายได้ แต่หากประชาชนมีสถานที่ออกกำลังกายช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีแล้วจะลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลของรัฐได้ด้วย นี่คือรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยพื้นที่สามารถออกแบบรูปแบบการใช้งานให้หลากหลายตามการใช้ประโยชน์ของประชาชนได้” เชตวันกล่าว

ส่วนกรณีสนามกานตรัตน์นั้นเป็นเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เพราะสนามกอล์ฟตั้งอยู่ข้างรันเวย์สนามบินดอนเมือง โดยสนามนี้มีกำไรปี 2566 เพียง 5 ล้านบาทซึ่งส่งเข้ากองทุนสวัสดิการทหารอากาศ ถือเป็นจำนวนเงินที่น้อยมากเช่นกันเมื่อเทียบกับขนาดที่ดิน ที่ผ่านมา บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) เคยมาชี้แจงและเสนอให้ทำเป็น parallel taxiway ซึ่งจะยกระดับความสามารถของสนามบินดอนเมืองได้

“เช่นเดียวกับสนามกอล์ฟค่ายสุรนารีที่ตั้งอยู่กลางเมือง หรือแม่กกกอล์ฟที่เชียงราย หากเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะประชาชนจะได้ประโยชน์มหาศาล ผมคิดว่าอะไรที่จำเป็นสำหรับกองทัพในเรื่องความมั่นคงหรือสิ่งที่ค่ายทหารแต่ละค่ายต้องมี หากอธิบายกับสังคมได้ว่าจำเป็น กองทัพก็บริหารจัดการต่อไป แต่อะไรที่อธิบายไม่ได้ ตอบไม่ได้ ไม่สมเหตุสมผล กองทัพก็ควรพิจารณาปรับตัวเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเรา” เชตะวันกล่าว

‘ไฟฟ้าสัตหีบ’ ผลประโยชน์กองทัพเรือบนเหตุผลที่ชวนตั้งคำถาม

อีกหนึ่งธุรกิจสำคัญของกองทัพคือ กิจการไฟฟ้าของกองทัพเรือในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

อนาลโย กอสกุล ที่ปรึกษา กมธ.ทหารและบรรณาธิการเว็บไซต์ thaiarmedforce.com เล่าว่า ขณะที่ประเทศไทยมี 878 อำเภอ 50 เขต แต่มีสัตหีบอำเภอเดียวที่กองทัพควบคุมการจ่ายไฟ กิจการนี้เริ่มขึ้นในอดีตเกือบร้อยปีก่อนโดยมีเหตุผลว่าการไฟฟ้าฯ ยังขยายเขตไฟมาไม่ถึง แต่ในปัจจุบันมีการให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องความมั่นคง เพราะสัตหีบเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งกำลังทางเรือของไทย 70% ตั้งอยู่ที่นี่

“เหตุผลที่ให้มานี้ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะกองทัพบกก็ไม่ได้ควบคุมการจ่ายไฟของเขตพระนครและกองทัพอากาศไม่ได้ควบคุมการจ่ายไฟเขตดอนเมือง การที่กองทัพเรือควบคุมการจ่ายไฟเองนั้นทำให้ไฟฟ้ามีคุณภาพขึ้นหรือไม่ ถ้าเราเข้าไปดูเพจเฟซบุ๊ก ‘กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทาน กองทัพเรือ’ จะพบประชาชนแจ้งปัญหาคุณภาพการจ่ายไฟมากมาย เช่น ไฟตกเป็นประจำ ไฟดับบ่อย แต่กองทัพเรือบอกว่าสถิติไฟตกและไฟดับอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” อนาลโยกล่าว

ปัจจุบันกองทัพเรือไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเอง แต่รับไฟฟ้าจาก กฟผ. มาขายต่อ ทำหน้าที่แบบพ่อค้าคนกลาง ซึ่งสร้างเงินปีละ 1,600-1,800 ล้านบาท กำไรอยู่ที่ 100-200 ล้านบาท ปัญหาคือในพื้นที่มีประชาชนต้องใช้ไฟฟ้าจากกองทัพเรือสูงถึง 53,273 คน

“เราสามารถมองได้ว่าการจ่ายไฟของกองทัพเรือไม่ได้เป็นไปเพื่อความมั่นคง เพราะผู้ใช้ไฟในพื้นที่มีทั้งรีสอร์ต โรงแรม บริษัทห้างร้าน ตลาดสด เรื่องประหลาดคือประชาชนในพื้นที่บ่นว่าค่าไฟแพง นอกจากนี้ในสัตหีบมีประเด็นเรื่องที่ดินทรงสงวนและที่ดินราชพัสดุ อีกทั้งยังถูกประกาศเป็นเขตปลอดภัยทางการทหารโดยที่มีโรงแรมรีสอร์ตเอกชนตั้งอยู่จำนวนมาก

“กิจการไฟฟ้าสัตหีบเป็นรายได้หลักของสวัสดิการกองทัพเรือ ไม่ปฏิเสธว่าบางสวัสดิการมีความจำเป็น เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก ประกันชีวิตและอุบัติเหตุให้กำลังพล แต่มีบางสวัสดิการที่เชื่อว่าใช้กลไกอื่นได้ เช่น การปล่อยกู้ให้กำลังพล ควรให้สถาบันทางการเงินทำหน้าที่อย่างธนาคารทหารไทย หรืออีกแนวทางคือการของบประมาณจากสภาเพื่อให้เป็นงบที่ตรวจสอบได้” อนาลโยกล่าว

ที่ผ่านมากองทัพเรือเคยทำหนังสือถึงผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อขอหารือพิจารณาความเป็นไปได้ในการคืนกิจการในส่วนภาคประชาชนและภาคครัวเรือนให้ กฟภ. แต่กองทัพเรือเรียกเก็บเงินค่าสินทรัพย์ 2,000 ล้านบาทและค่าเสียโอกาสของรายได้ในอนาคตจนถึงปี 2588 ตามใบอนุญาต จำนวน 4,000 ล้านบาท รวม 6,000 ล้านบาท

“เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า กองทัพเรือมองว่ากิจการนี้คือแหล่งรายได้สำคัญ เพราะกองทัพเรือรู้ว่ารายได้และกำไรของกิจการนี้ไม่ต้องส่งคืนรัฐ อนุมัติเอง ใช้เอง และตรวจสอบเอง แม้ว่าไฟฟ้าเป็นเรื่องความมั่นคงจริง แต่ไม่ได้หมายความว่ากองทัพต้องควบคุมการจ่ายไฟฟ้าเอง เพราะปัจจุบันกองทัพเรือแค่รับไฟฟ้ามาขาย สุดท้ายก็ไม่ได้ควบคุมได้อย่างแท้จริง ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและเอกชนมีขีดความสามารถสูงอยู่แล้ว

“สิ่งที่กองทัพควรทำคือการฝึกกำลังพลให้สามารถปฏิบัติงานกับระบบผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภคของรัฐและเอกชนให้ได้ เมื่อเกิดสงครามจะได้ส่งกำลังพลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทน ไม่ใช่เป็นเจ้าของกิจการเสียเอง”

อนาลโยจึงกล่าวถึงข้อเสนอต่อกิจการไฟฟ้าของกองทัพเรือ ดังนี้

– คืนภารกิจการจ่ายไฟฟ้า ประปา และสาธารณูปโภคให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการประปา ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะที่ผ่านมากองทัพเรือเคยคืนการจ่ายไฟฟ้าในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ให้ กฟภ. มาแล้ว

– ถ้ากองทัพเรือยังยืนยันว่าการควบคุมการจ่ายไฟเป็นเรื่องจำเป็นก็สามารถควบคุมได้เฉพาะไฟฟ้าที่ใช้ในฐานทัพเรือเท่านั้น

– แก้ปัญหาที่ดินทรงสงวนอย่างจริงจังโดยยึดสภาพความเป็นจริงที่พื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ความมั่นคง แต่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและประกอบกิจการของประชาชน

– สวัสดิการใดที่อยู่ได้จากผลกำไรของกิจการไฟฟ้าให้เปลี่ยนเป็นมาเขียนของบประมาณจากสภาฯ ไปใช้แทน

‘บ่อน้ำมันฝาง’ ความมั่งคั่งในผืนดินของกองทัพ

“ธุรกิจต่างๆ ของกองทัพยังเป็นปริศนาที่ไม่มีใครล่วงรู้ กองทัพไทยเป็นเจ้าของน้ำมันใต้ดินที่แอ่งฝาง ในยุคที่คนไทยต้องใช้น้ำมันแพง แต่กองทัพมีบ่อน้ำมันที่สำรวจเอง ขุดเจาะเอง กลั่นเอง และเก็บเงินไว้ใช้เอง โดยไม่ต้องส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยมีข้ออ้างว่าสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน แต่แท้จริงแล้วความมั่นคงมั่งคั่งนี้เพื่อใคร” เบญจา แสงจันทร์ รองประธาน กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพและอดีต สส. พรรคก้าวไกล เล่าถึงธุรกิจน้ำมันของกองทัพ

ตามกฎหมายไทยแล้วทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดินถือว่าไม่ได้เป็นสมบัติของผู้ใด เจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้ประโยชน์แค่บนผืนดินเท่านั้น รัฐบาลในฐานะตัวแทนประชาชนมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรใต้ดินเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยรัฐบาลอาจมอบสิทธิให้เอกชนสำรวจ ผลิต และนำทรัพยากรมาใช้พัฒนาประเทศ นอกจากนี้รัฐยังจะมีรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ

ส่วนกฎหมายปิโตรเลียมบอกว่าน้ำมันดิบเป็นของรัฐ ผู้ใดจะสำรวจขุดเจาะไม่ว่าในที่ดินใดต้องได้รับสัมปทานจากรัฐตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐกำหนด

ขณะที่บ่อน้ำมันที่ฝางอยู่ในพื้นที่การดูแลของศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ ภายใต้กรมการพลังงานทหาร ครอบคลุมพื้นที่หกจังหวัดคือ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ โดยในหกจังหวัดนี้กลายเป็นพื้นที่นอกกฎหมายปิโตรเลียมที่รัฐไม่ต้องให้สัมปทานกับใคร เพราะศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือของกองทัพเป็นผู้ดูแลโดยไม่ต้องรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันแบบที่เอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต้องทำ ซึ่งทำให้ทาง กมธ. มีข้อมูลน้อยมาก

ประเด็นธุรกิจบ่อน้ำมันฝางสร้างคำถามเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มีปริมาณน้ำมันใต้ดินที่แท้จริงอยู่เท่าไหร่, ขุดขึ้นมาได้เท่าไหร่, กลั่นออกไปได้เท่าไหร่ หรือขายได้เท่าไหร่

ข้อมูลที่ กมธ. มีส่วนใหญ่เป็นการชี้แจงจากกองทัพเอง เช่น กองทัพบอกว่าเป็นผู้ผลิตน้ำมันตั้งแต่ปี 2499 ดำเนินงานมาแล้ว 68 ปี ซึ่งในภาคเหนือมีน้ำมันดิบหลายลุ่มแอ่ง แต่แหล่งน้ำมันดิบฝางมีศักยภาพมากที่สุด โดยขุดขึ้นมาแล้ว 16 ล้านบาร์เรลจากหลุมผลิตสะสมทั้งหมด 300 หลุมและลุ่มแอ่งนี้จะสามารถผลิตน้ำมันต่อไปได้อีก 11 ปี แต่อนาคตจะเจาะสำรวจเพิ่มต่อไป

กองทัพชี้แจงว่าแอ่งฝางมีปริมาณน้ำมันสำรอง 63 ล้านบาร์เรล มีกำลังการผลิตวันละ 800 บาร์เรล ขณะที่ในภาพรวมประเทศไทยมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบปีละ 29 ล้านบาร์เรล วันละ 80,000 บาร์เรล

“แอ่งฝางผลิตได้เพียง 1% ของน้ำมันดิบทั้งประเทศ ข้ออ้างที่กองทัพบอกว่าบ่อน้ำมันฝางดำเนินการเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานแก่กองทัพและประเทศในห้วงเวลาวิกฤตนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้” เบญจากล่าว

เบญจาบอกว่า บางปีศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือรายงานว่ามีปริมาณน้ำมันดิบที่ขุดได้ 300,000 บาร์เรลต่อปี เท่ากับวันละ 800 บาร์เรล หากคำนวณด้วยราคาน้ำมันโลกโดยเฉลี่ย (50 ดอลลาร์สหรัฐ) จะมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี แอ่งฝางที่มีการขุดน้ำมันมานานถึง 68 ปีจึงสร้างมูลค่ามาแล้วประมาณ 34,000 ล้านบาท โดยที่กองทัพไม่ต้องชำระค่าภาคหลวงหรือภาษีเลย ซึ่งกองทัพอ้างว่าไม่ใช่กิจการเชิงพาณิชย์ ขณะที่มีแหล่งน้ำมันอีกหลายแห่งในประเทศที่แต่ละวันขุดน้ำมันได้น้อยกว่าแอ่งฝางของกองทัพแต่ก็ยังเสียภาษีปกติ

หากที่ผ่านมาน้ำมันจากแอ่งฝางมีการชำระค่าภาคหลวง (12.5%) จะคิดเป็นเงินประมาณ 4,250 ล้านบาท โดยยังไม่รวมภาษีปิโตรเลียมอื่นๆ นั่นคือจำนวนเงินที่รัฐสูญเสียไป

นอกจากบ่อน้ำมันแล้ว กองทัพยังเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันขนาดกำลังกลั่นวันละ 2,500 บาร์เรล เมื่อกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปแล้วจะถูกนำออกไปขายให้ลูกค้าที่เป็นหน่วยงานทหารด้วยกัน มีการทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แนฟทา น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา ขายให้คู่ค้าที่เป็นเอกชนภายนอก นอกจากนี้ยังมีการส่งออกไปขายในต่างประเทศ เช่น ลาว เมียนมา จีนตอนใต้

สาเหตุที่ต้องส่งออกน้ำมัน เพราะน้ำมันดีเซลที่โรงกลั่นฝางไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรับซื้อเพราะมีค่ากำมะถันสูง ทำให้ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือต้องการงบไปสร้างโรงกลั่นใหม่ให้ตรงตามมาตรฐาน

“ข้อเสนอก็คือกองทัพไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงกลั่นใหม่เพื่อรองรับน้ำมันที่ขุดเจาะได้วันละ 800 บาร์เรล แต่ควรส่งไปกลั่นที่โรงกลั่นเอกชนขนาดใหญ่ที่มีขีดความสามารถ มีเทคโนโลยีทันสมัย เหมาะสม และสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ตามมาตรฐานยูโร 5 จะไม่สิ้นเปลืองและคุ้มค่ากว่า” เบญจากล่าว

นอกจากนี้กองทัพยังมีคือ ‘โรงไฟฟ้าพลังงานร่วม’ ในศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ โดยขายไฟให้ กฟผ. มีรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี แม้ปัจจุบันโรงไฟฟ้าปลดระวางไปแล้ว แต่รายได้มหาศาลจากการลงทุนในธุรกิจพลังงานครบวงจรนี้เป็นเงินอุดหนุนที่เก็บไว้ใช้จ่ายในค่ายทหาร ไม่ต้องส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

คำถามคือเงินมหาศาลเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนบ้าง?

เบญจาชี้ว่าที่น่าสนใจคือกองทัพมีการสะสมทุนแล้วนำเม็ดเงินไปสร้างโรงแรมสองแห่ง ดังนี้

1. Petro Hotel Chiangmai ระบุว่าเป็นศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร แต่พบว่ามีการใช้เป็นที่อบรมจริยธรรมและศีลธรรมที่ไม่เกี่ยวกับความรู้ด้านพลังงาน ขณะที่เพจของโรงแรมขายแพ็กเกจทัวร์และห้องพักให้บุคคลทั่วไป

2. Serene Phla Resort Rayong เป็นโรงแรมหรูติดชายหาด สร้างบนที่ราชพัสดุ มูลค่ากว่า 770 ล้านบาท ทำธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจร โดยอ้างว่าเป็นศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหารเช่นกัน แต่ในเพจศูนย์ฝึกพบว่ากิจกรรมของศูนย์คือการเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติ โดยที่เพจโรงแรมเปิดขายทัวร์ บริการท่องเที่ยวครบวงจรและห้องพักบางห้องราคาต่อคืนหลายหมื่นบาท

“การดำเนินธุรกิจของกองทัพนั้นเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าเขามีความชำนาญในการทำธุรกิจนั้นเพียงไรและใช้งบประมาณคุ้มค่าสมเหตุผลหรือไม่ หลายกิจการนำทุนไปต่อยอดธุรกิจอื่นที่ไม่ตรงกับภารกิจหลักและไม่ตรงกับพันธกิจหลักของกองทัพเลย มีข้อมูลการชี้แจงว่าโรงแรมสองแห่งนี้นอกจากใช้เงินอุดหนุนของกองทัพยังใช้ทรัพยากรของรัฐ ไม่ว่าจะบุคลากรจากกำลังพลของกองทัพที่ไปทำงานบริการในโรงแรม แต่รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน โดยที่โรงแรมใช้ที่ดินราชพัสดุที่ทำเลดีที่สุดซึ่งเป็นทรัพยากรของรัฐเช่นกัน แต่ทั้งสองโรงแรมขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่องมาตลอด”

เบญจาบอกว่ามีข้อเสนอต่อเรื่องธุรกิจบ่อน้ำมันฝางว่า ถึงเวลาที่กองทัพต้องคืนสิทธิในทรัพยากรที่เป็นสมบัติของชาติให้รัฐไปบริหารจัดการให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยเปิดสัมปทานให้เอกชนเข้าสำรวจ ผลิต และนำทรัพยากรไปใช้พัฒนาประเทศ ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ จากกิจการด้วย แต่เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของกองทัพสามารถส่งคนไปฝึกงานและปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อเสริมทักษะงานด้านพลังงานได้ด้วย

ส่วนเรื่องโรงแรมมีข้อเสนอว่าควรเปิดให้เอกชนเข้าไปพัฒนาพื้นที่เช่าและพัฒนาการบริหารกิจการแล้วแบ่งรายได้ส่งเข้ารัฐเพื่อนำไปสนับสนุนสวัสดิการประชาชนและกำลังพลชั้นผู้น้อย

“พวกเราเชื่อว่าสมบัติของชาติต้องเป็นของประชาชน ธุรกิจกองทัพต้องถูกปฏิรูปให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมต่อประชาชน เพื่อให้สามารถนำไปจัดสรรเป็นสวัสดิการอันเหมาะสมให้แก่ทหารชั้นผู้น้อย

“ถึงเวลาที่ต้องคืนทหารให้ประชาชน คืนนายพลกลับไปทำงานในกองทัพ คืนธุรกิจกองทัพให้รัฐบาลเพื่อนำมาจัดสรรและกระจายทรัพยากรให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงและสร้างความมั่งคั่งแก่เศรษฐกิจของประเทศ” เบญจากล่าว

ผลประโยชน์บนที่ดินของชาติ ประชาชนได้อะไร?

จากนั้น พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพและกรรมการบริหารพรรคประชาชน จึงชวนพิจารณาการถือครองที่ดินของกองทัพ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทัพมีที่ดินมหาศาลจนนำไปทำธุรกิจได้ โดยกระทรวงกลาโหมครอบครองที่ราชพัสดุมากกว่าครึ่งของทั้งประเทศคือ 5.8 ล้านไร่ เมื่อรวมที่ดินประเภทอื่นๆ คือ 6.5 ล้านไร่ และ 91% ครอบครองโดยกองทัพบก

77 จังหวัดทั่วประเทศมีเพียงอ่างทองที่ไม่มีพื้นที่ทหาร, ที่ดินรัฐในประจวบฯ 96% เป็นของกองทัพ, ที่ดินรัฐในกาญจนบุรี 72% เป็นของกองทัพ, ที่ดินรัฐในกรุงเทพฯ 46% เป็นของกองทัพ ขณะที่ค่ายทหารทั่วประเทศตั้งในเขตเมือง 107 แห่งและตั้งในเขตชนบท 69 แห่ง

“ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลต้องพิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดินของกองทัพว่าเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และภัยคุกคามที่เกิดขึ้นหรือไม่” พิจารณ์กล่าว

แม้ว่าที่ดินที่กองทัพใช้ส่วนใหญ่จะเป็นที่ราชพัสดุ แต่ที่ดินเหล่านั้นมีมูลค่ามหาศาลที่นำไปสู่การต่อยอดความมั่งคั่งของกองทัพ เช่น สนามกอล์ฟ 61 สนามของกองทัพ ตั้งบนที่ดิน 21,500 ไร่ มูลค่าที่ดินรวมกันมากกว่า 150,000 ล้านบาท, ธุรกิจโรงแรม 17 แห่ง ตั้งบนที่ดิน 1,000 ไร่ มูลค่าที่ดินรวมกัน 11,000 ล้านบาท

เมื่อมีที่ดินมากก็ทำให้กองทัพมีข้อพิพาทกับประชาชนจำนวนมากถึง 1.3 ล้านไร่ (99% เป็นที่ดินกองทัพบก) ปัญหาที่ดินกองทัพทำให้เสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน เช่น ที่ท่าเรือจุกเสม็ด กองทัพเรือใช้เงิน 250 ล้านบาทก่อสร้าง Business Area โดยเป็นเงินงบประมาณปี 2563-2565 แต่ทุกวันนี้ก็ยังทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์, กรณีสนามกอล์ฟกานตรัตน์ที่ตั้งข้างรันเวย์สนามบินทำให้เสียโอกาสในการเพิ่มความปลอดภัยในสนามบินและการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในการพัฒนาสนามบิน

นอกจากนี้ค่าเช่าที่ราชพัสดุที่เข้ากระเป๋ากองทัพนั้นไม่ถูกส่งไปเป็นรายได้แผ่นดิน เช่น โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) ปี 2560 ในรัฐบาลประยุทธ์มอบหมายกองทัพเรือและ กรศ. เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออกบนพื้นที่ 6,500 ไร่บริเวณสนามบินอู่ตะเภา โดยรัฐลงทุน 17,000 ล้าน ให้กองทัพเรือเป็นผู้สร้างรันเวย์และจะมีการลงทุนอีกส่วนจากภาคเอกชน ภายในโครงการมีการจัดหาเอกชนมาเป็นผู้ผลิตระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า น้ำมันอากาศยาน โดยจะมีผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับจากโครงการคือ ค่าธรรมเนียมการเช่าที่ดินราชพัสดุ ค่าเช่าที่ดิน และส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการในช่วงระยะเวลา 25 ปีเป็นมูลค่า 18,446 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้กองทัพเรือเป็นผู้รับผลประโยชน์ แม้ว่าที่ดินจะเป็นของกรมธนารักษ์ เพราะมีข้อกำหนดจาก พ.ร.บ.อีอีซี ในรัฐบาลประยุทธ์

อย่างไรก็ดีมีการกำหนดให้กองทัพเรือตั้งกองทุนเงินส่วนแบ่งรายได้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกและกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินหกด้าน โดยประธานกองทุนคือ ผบ.ทร.

“การปฏิรูปกองทัพเป็นหนึ่งในแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ที่ดินจำนวนมากควรนำไปใช้ประโยชน์เพื่อประชาชน ผลประโยชน์จำนวนมากอย่างในโครงการเมืองการบินฯ ควรถูกส่งเข้ารัฐเพื่อสร้างประโยชน์ให้ประชาชน ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจในการปฏิรูปกองทัพควรร่วมผลักดันเรื่องนี้” พิจารณ์กล่าว

ธุรกิจครอบจักรวาล ภาพสะท้อนทรัพยากรล้นเหลือ

นอกจากธุรกิจหลักๆ ของกองทัพข้างต้นแล้วกองทัพยังมีธุรกิจอีกหลายประเภท จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพ โฆษก กมธ.ทหาร และ สส.พรรคประชาชน ไล่เรียงธุรกิจยิบย่อยที่กองทัพมี เช่น ให้เช่าพื้นที่เปิดร้านค้าจำนวนมากที่ยังไม่ได้ทำสัญญากับธนารักษ์, กองทัพมีตลาดอย่างน้อย 18 แห่งไว้เก็บค่าเช่าแผง, มีธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น โครงการพัฒนาค่ายทหารให้เป็นที่ท่องเที่ยว (โครงการ ArmyLand) มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงธรรมชาติ เชิงศิลปวิทยาการ เชิงประวัติศาสตร์ เชิงนันทนาการ

นอกจากนี้กองทัพยังมีสถานที่จัดประชุม จัดงานแต่ง ขายแพ็กเกจงานแต่ง มีสนามยิงปืน มีสโมสรฟุตบอล มีสนามมวย ซึ่งเป็นกีฬาที่ตอนนี้มีผู้ชมทั่วโลกจำนวนมาก แต่เมื่อเทียบค่าเช่าแล้วถือว่าน้อยมากกับรายการที่มีคนดูทั่วโลก

ด้านอุตสาหกรรม ในอดีตกองทัพเคยมีโรงงานและเป็นผู้ผลิตสินค้าเองจำนวนมาก เช่น แบตเตอรี่ รองเท้าคอมแบต แก้ว หนังฟอก อาหารสำเร็จรูป วิทยุ โทรทัศน์ แต่เมื่อแบกภาวะขาดทุนไม่ไหวก็ทยอยปิดตัวไป แต่ก็มีการเปิดกิจการใหม่ เช่น โรงงานแบตเตอรี่และโรงงานผลิตรองเท้าคอมแบต ที่ยุบรัฐวิสาหกิจแล้วเปิดใหม่ทันทีเป็นทุนหมุนเวียนภายใต้กลาโหม

“แล้วยังมีปั๊มน้ำมัน โรงงานผลิตน้ำดื่ม ห้องเย็นให้เช่า ประปา เหมืองหิน สวนสัตว์ ก่อสร้าง นำเข้าเนื้อ อาหารกระป๋อง ยางรถยนต์ บ้านธนารักษ์ โรงน้ำแข็ง โรงพิมพ์ โรงงานยา ผลิตเวชภัณฑ์ตั้งแต่ยาแก้ปวด แก้ไอ ยาธาตุ แอลกอฮอล์ สบู่ ยาสระผม ยาทาเท้า ทาหน้า ทาสังคัง วิตามินซี ซึ่งเป็นสินค้าที่หาซื้อในแอปฯ ช้อปปิ้งออนไลน์ได้แต่ไม่มีการแจกให้ทหารเกณฑ์ใช้ น่าแปลกใจที่หลายกิจการเคยทำแล้วขาดทุนแต่ก็ยังเปิดใหม่แล้วทำต่อ” จิรัฏฐ์กล่าว

ส่วนขนส่งมวลชน มีกิจการเดินรถโดยสารไปสัตหีบ ให้บริการรถสไลด์ เช่ารถทัวร์ รถรับส่งนักเรียน เรือลอยอังคาร

ธุรกิจเกษตรกรรม กองทัพมีทั้งฟาร์มวัว ไก่ หมู แพะ จิ้งหรีด กุ้ง ปลา กบ แตงโม เมล่อน มันสำปะหลัง ขนุน มะม่วง กระท้อน มะพร้าว องุ่น สับปะรด ข้าว ฯลฯ ผลผลิตส่วนใหญ่ตั้งขายหน้าค่ายทหาร ไปจนถึงเปิดแผงขายแข่งกับแม่ค้าในตลาดและมีการทำรถพุ่มพวงเร่ขาย

“การทำงานของ กมธ. ที่ผ่านมาประสบปัญหาในการตรวจสอบ เมื่อของบการเงินย้อนหลังก็ส่งมาเพียงหน้าปก กองทัพไทยมีอิสระในการทำธุรกิจหารายได้เข้ากระเป๋า เอาที่ดินไปทำธุรกิจ เอากำลังพลไปทำงานนอกภารกิจ ใช้แรงงานทหารเกณฑ์ ที่สำคัญคือเรื่องความโปร่งใส กองทัพมีต้นทุนเป็นที่ดินจำนวนมากซึ่งเกินความจำเป็นไปมาก อีกทั้งงบประมาณปีละสองแสนล้านที่มาพร้อมแรงงานวัยหนุ่มมีพลังผลัดกันเข้ามาจากการเกณฑ์ทหาร แถมยังมีเวลาเหลือเฟือ เพราะเราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม

“กองทัพถือครองทรัพยากรมากเกินความจำเป็น จึงถูกนำไปใช้ทำธุรกิจหารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ข้อเสนอคือให้พิจารณาทบทวนทรัพยากรที่จัดสรรให้กองทัพใหม่ ทั้งที่ดินที่เกินจำเป็น งบประมาณที่มากเกินไป แรงงานจากการเกณฑ์ทหารที่เอาคนจำนวนมากไปใช้โดยไม่เกิดประโยชน์ รวมถึงหน้าที่ที่ทำให้มีเวลาว่างจนไปทำธุรกิจจำนวนมาก” จิรัฏฐ์กล่าว

ถึงเวลาสะสางธุรกิจไม่โปร่งใส เพื่อสร้างกองทัพมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลเรื่องธุรกิจหลากหลายด้านของกองทัพที่ปรากฏข้างต้นนี้ช่วยสร้างความเข้าใจเบื้องต้นถึงทรัพยากรมหาศาลที่อยู่ในมือทหารไทย อย่างไรก็ดียังมีข้อมูลอีกมากที่ไม่ถูกเปิดเผย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพและประธานคณะก้าวหน้ามองว่า แม้การทำงานของ กมธ. ครั้งนี้เป็นการรวบรวมธุรกิจกองทัพที่สมบูรณ์ที่สุดที่เคยทำมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเสร็จแล้ว ยังมีรายละเอียดอีกเยอะมากที่ต้องทำต่อ แต่อย่างน้อยการทำงานของ กมธ. ทำให้เราเห็นภาพเมื่อพูดถึงธุรกิจกองทัพ

ธนาธรบอกว่า การปฏิรูปธุรกิจกองทัพเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งนโยบายเรื่องนี้ของพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกลมีหลักการอยู่สองข้อ ได้แก่ 1) รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ กองทัพโปร่งใสตรวจสอบได้ คือ ทหารออกจากการเมือง ทหารห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเจ็ดปีหลังจากเกษียณอายุ, แก้ไข พ.ร.บ. สภากลาโหม ระบบบังคับบัญชาเป็นระบบเสนาธิการร่วม รัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา, ตั้งผู้ตรวจการกองทัพจากสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนตรวจสอบกองทัพได้, ยกเลิกศาลทหารในสถานการณ์ปกติ คดีวินัยและอาญาใช้กระบวนการยุติธรรมทั่วไป, คืนที่ดินและธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักให้รัฐ สวัสดิการพลทหารของบผ่านกลไกปกติ 2) กองทัพมีประสิทธิภาพ สมรรถนะการรบสูง คือ ลดขนาดกองทัพร้อยละ 30 ลดจำนวนนายพลเหลือ 400 นาย มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการป้องกันประเทศให้กับบุคลากร, ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เพิ่มสวัสดิการ สร้างแรงจูงใจในการสมัครเป็นทหาร, สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใน เพิ่มความมั่นคงด้านเทคโนโลยีคนไทย, ยกเลิก กอ.รมน. นำทรัพยากรงบและบุคลากรจัดสรรใหม่

ที่ผ่านมาทางพรรคมีการผลักดันกฎหมายสามฉบับ คือ 1) ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิก กอ.รมน. ซึ่งนายกฯ เศรษฐา ทวีสินปัดตก โดยบอกว่าเป็นร่างเกี่ยวกับการเงิน ทำให้นายกฯ มีอำนาจพิจารณาว่าจะไม่ให้เข้าสภา 2) ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ (ยกเลิกเงินนอกงบประมาณกองทัพ) ถูกสภาผู้แทนฯ โหวตให้ตกไป 3) ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งปรับสัดส่วนสภากลาโหมให้ประชาชนมีสัดส่วนสูงกว่าทหาร ร่างผ่านมติเห็นชอบให้ ครม. พิจารณาใน 60 วัน

เมื่อมองธุรกิจกองทัพในภาพรวมแล้ว ธนาธรจึงมีข้อเสนอตามประเภทธุรกิจ ดังนี้

กองทุนสวัสดิการ

1) สวัสดิการภายใน สามารถมีได้หากจำเป็นและขนาดไม่ใหญ่ทั้งในเชิงรายได้และทรัพย์สิน เช่น ร้านข้าวแกงในค่ายทหาร ซึ่งต่อให้ขาดทุนก็สามารถของบอุดหนุนได้ เพื่อให้พลทหารและครอบครัวในพื้นที่นั้นมีสวัสดิการที่เพียงพอ

2) สวัสดิการเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่กรณีกราดยิงโคราชมีการริเริ่มปรับให้สวัสดิการภายในเป็นสวัสดิการเชิงพาณิชย์ ซึ่งทำให้ต้องนำค่าเช่าที่ดินหรือส่วนแบ่งรายได้หรือส่วนแบ่งกำไรคืนให้รัฐ ที่ผ่านมามีความพยายามทำข้อตกลงส่วนแบ่งในบางธุรกิจแล้ว แต่ก็ยังทำไม่ครบ

ธนาธรมองว่า การจัดการสวัสดิการเชิงพาณิชย์กับเงินนอกงบประมาณประเภท 1 นั้นควรจัดการคล้ายกัน คือ กิจการที่ไม่ควรเป็นของรัฐให้ประมูลขาย, กิจการที่ควรเป็นของรัฐให้ถ่ายโอนให้หน่วยงานที่เหมาะสมเป็นผู้บริหาร, กิจการที่สมควรอยู่ในการดูแลของกองทัพให้ประมูลให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญมาบริหารระยะยาว, กิจการที่ไม่จำเป็นและขาดทุนให้ยกเลิก

“เราไม่ได้ต้องการลดสวัสดิการของพลทหารชั้นผู้น้อย ถ้าสวัสดิการขึ้นอยู่กับกำไรของธุรกิจจะไม่มั่นคง ถ้ามาจากการของบประมาณจะมีความมั่นคงต่อผู้ได้รับสวัสดิการมากกว่า เช่น สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ก่อตั้งปี 2556 หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนรัฐบาล ต่อมาในปี 2560 รัฐบาลตัดสินใจว่าองค์กรนี้ไม่มีเหตุผลให้ควรเป็นองค์การมหาชน จึงให้ยุบสำนักงานและถ่ายโอนศูนย์ประชุมนานาชาติฯ ให้กรมธนารักษ์ดูแล ภายใต้บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์เพื่อให้ใช้งานศูนย์ประชุมได้เต็มที่ หลังถ่ายโอนหน่วยงานย่อยหมดแล้วสำนักงานพัฒนาพิงคนครก็จะปิดตัว ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าการปฏิรูปองค์กรของรัฐเป็นเรื่องปกติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของภาครัฐ

“ตัวอย่างการถ่ายโอนธุรกิจกองทัพจากข้อเสนอของ กมธ. เช่น ศูนย์ประชุมกองทัพบก รามอินทรา สามารถถ่ายโอนให้บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ดูแลได้, กิจการสวัสดิการไฟฟ้ากองทัพเรือสามารถถ่ายโอนให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดูแลได้, สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์สามารถถ่ายโอนให้ อบจ. ปทุมธานีดูแลได้, โรงงานเภสัชกรรมทหารสามารถถ่ายโอนให้องค์การเภสัชกรรมดูแลได้” ธนาธรกล่าว

เงินนอกงบประมาณ

เงินนอกงบประมาณประเภท 1 มีข้อเสนอแนวทางจัดการคล้ายสวัสดิการเชิงพาณิชย์

เงินนอกงบประมาณประเภท 2 เช่น วิทยุ โครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) ททบ.5

1) คลื่นวิทยุ ให้กองทัพเก็บไว้ได้เฉพาะที่จำเป็นในภารกิจหลักของกองทัพเท่านั้น เช่น กองทัพเรือจำเป็นต้องมีสถานีวิทยุ AM ที่ยิงคลื่นยาวเพื่อสื่อสารในทะเล หรือกองทัพอากาศต้องมีคลื่นที่ใช้ในภารกิจหลัก ส่วนที่เหลือให้คืนให้ กสทช. เพื่อเปิดประมูลให้หมด

2) โครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) ไม่เห็นความจำเป็นที่กองทัพต้องถือครองโครงข่ายทีวีดิจิทัล เพราะเวลาทั้งหมดเอาไปให้เอกชนเช่าแล้วเก็บรายได้ปีละ 700-1,000 ล้านบาทเข้ากองทัพโดยที่ตรวจสอบไม่ได้

3) ททบ.5 มีรายได้หลักจาก MUX แต่ก็ยังขาดทุน จึงควรปิดสถานี หากจำเป็นต้องมีรายการเกี่ยวกับความมั่นคงให้ย้ายไปอยู่ในผังรายการของ NBT, MCOT และทีวีรัฐสภา

“มีเพียงกองทัพที่มีเงินนอกงบประมาณประเภท 2 หน่วยงานอื่นไม่มี ซึ่งกระทรวงการคลังให้เขียนระบบการใช้งบเอง อนุมติเอง จัดซื้อจัดจ้างเอง สอบบัญชีเอง จึงต้องยกเลิกการมีเงินนอกงบประมาณประเภทนี้

“การบอกให้ยุบ ททบ.5 อาจถูกมองว่าสุดโต่ง แต่ในอดีตมีหลายกิจการของกองทัพที่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปและกิจการขาดทุนสะสมต่อเนื่องก็มีการปิดองค์กรนั้นไป เช่น องค์การฟอกหนังและองค์การแบตเตอรี่ที่ยุบในปี 2550” ธนาธรกล่าว

การลงทุนในบริษัทจำกัด

เงินก้อนใหญ่คือการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถจัดการได้เพียงแค่ขายหุ้นผ่านกลไกตลาด เงินที่ได้มาให้คืนให้รัฐ แต่มีเงินอีกส่วนหนึ่งคือการลงทุนในบริษัทจำกัด ที่สำคัญคือบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด (TAI) วิธีดีที่สุดคือจดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แล้วให้กองทัพขายหุ้นให้เหลือต่ำกว่า 25% ให้ไม่มีส่วนในการบริหาร แต่ยังสามารถอยู่ถ่ายโอนความรู้การบำรุงอากาศยานเพื่อพัฒนาบุคลากรกองทัพได้ ส่วนบริษัทอาร์ทีเอเอ็นเตอร์ไพรส์จำกัด (RTAE) ที่เป็นหนี้พันกว่าล้านนั้นต้องยอมรับว่าเป็นหนี้สูญ ปิดบริษัท แต่ทุกฝ่ายต้องยอมรับความผิดพลาดในอดีต ไม่ใช่ปกปิด

การจัดการที่ดิน

กองทัพถือครองที่ดินได้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินภารกิจหลักเท่านั้น ที่ดินที่ไม่เกี่ยวข้องให้นำคืนกระทรวงการคลังเพื่อแจกจ่ายไปทำประโยชน์ให้ประชาชนต่อไป ไม่ว่าที่ดินทำกินของประชาชน พัฒนาพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์

ธนาธรมองว่า การปฏิรูปธุรกิจกองทัพจะเกิดประโยชน์ทั้งด้านที่เป็นตัวเงิน คือ ลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น, เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ และนำทรัพย์สินของรัฐสร้างรายได้เพิ่มมากกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท แล้วยังมีประโยชน์ด้านที่ไม่ใช่ตัวเงิน คือ กองทัพเล็กลง มุ่งเน้นเฉพาะภารกิจหลัก มีสมาธิ ไม่ไขว้เขว, ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และกองทัพได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น

“ธุรกิจกองทัพใช้ทรัพยากรของรัฐฟรี ทั้งคลื่นความถี่ ที่ดิน งบประมาณ น้ำมัน กำลังคนที่ทำงานในโรงแรมของกองทัพแล้วขายแพ็กเกจท่องเที่ยวก็มาจากเงินงบประมาณปกติ ขณะเดียวกันเราก็ตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนรถเมล์กรุงเทพฯ เมื่อไหร่จะพัฒนาระบบชลประทานให้เกษตรกรเข้าถึงน้ำได้ เมื่อไหร่โรงเรียนลูกหลานจะดีเท่ากันทั่วประเทศ เราก็บอกกันว่าไม่มีงบประมาณ

“การบริหารจัดการรัฐคือการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตาม ทรัพย์สินในการดูแลของกองทัพมีลักษณะร่วมคือไม่ถูกตรวจสอบ ทำให้ไม่รู้ว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ มีการจัดการอย่างไม่เป็นธรรมทั้งกับหน่วยงานอื่นและประชาชน จึงสามารถเรียกได้ว่ากองทัพมี ‘สภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจ’ หมายความว่ามีคนกลุ่มหนึ่งมีอภิสิทธิ์ที่ไม่ต้องทำตามกฎหมาย และคนกลุ่มนี้สร้างชุดคำอธิบายสารพัดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่ของอภิสิทธิ์พวกเขา ชุดคำอธิบายนี้คือการพูดถึงความมั่นคง การปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่คือสภาวะยกเว้น”

ข้อเสนอทั้งหมดนี้ธนาธรมองว่าจะนำไปสู่หลักการเรื่องการปฏิรูปกองทัพที่เขากล่าวไว้ คือ การสร้างรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ กองทัพโปร่งใสตรวจสอบได้ และนำไปสู่การสร้างกองทัพมีประสิทธิภาพและมีสมรรถนะการรบสูง

“ระหว่างการทำงาน กมธ. ทำให้เราได้พบนายทหารที่ดูแลโรงแรม สนามกอล์ฟ กองทุนสวัสดิการ พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้าย พวกเขาทำตามหน้าที่ เขาไม่ใช่คนริเริ่มด้วยซ้ำ เช่น การจ่ายไฟฟ้าสัตหีบเริ่มตั้งแต่ปี 2483 ด้วยการสนับสนุนของอเมริกา หรือบริษัท RTA เกิดตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งผู้บริหารกองทัพปัจจุบันไม่มีส่วนรู้เห็น หลายคนพร้อมปฏิรูปปรับปรุงกองทัพให้สอดคล้องกับค่านิยมประชาธิปไตยและสอดคล้องยุคสมัยใหม่ หลายคนในกองทัพเข้าใจสิ่งที่พวกเราทำและพร้อมให้ความร่วมมือ

“การจะปฏิรูปกองทัพและธุรกิจกองทัพต้องทำโดยอาศัยความเข้าอกเข้าใจในผู้ปฏิบัติการ นี่ไม่ใช่การต้องการหักหาญหรือจองล้างจองผลาญกองทัพ แต่เราต้องการทำให้กองทัพอยู่ภายใต้หลักการประชาธิปไตย สอดคล้องกับยุคสมัย มีภารกิจหลักคือสร้างกองกำลังป้องกันประเทศในยามจำเป็น” ธนาธรกล่าวปิดท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...