วัดอรุณราชวราราม ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จชลมารค ถวายผ้าพระกฐินหลวงตุลาคมนี้้
พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินชลมารค ถวายพระกฐินหลวง ณ วัดอรุณราชวราราม พระอารามหลวง วันที่ 27 ตุลาคม 2567 พิธีนี้เป็นหนึ่งในพระราชพิธีมหามงคลวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคมพ.ศ 2567
วันนี้ ผมจึงอาสาพาท่านไปรู้จักวัด อรุณราชวราราม เพียงผ่านๆ ก่อน
ยักษ์วัดแจ้ง
วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เหนือพระราชวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ตรงกันข้ามกับวัดอรุณ หรือฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ตั้งวัดเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ทั้ง 2 วัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกอุ แต่อยู่คนละฟากแม่น้ำ ต่างมีพญายักษ์เฝ้าประตูวัด ยักษ์ต่างด้าว คือยักษ์จีนเฝ้าประตูวัดและจุดสำคัญๆของ วัดโพธิ์ส่วนยักษ์ไทยเฝ้าทางเข้าพระอุโบสถวัดแจ้ง เมื่อยักษ์ 2 วัดเผชิญหน้าก็เกิดโมโห จึงรบกัน เหมือนวัยรุ่น (หรือแก่แล้ว) สมัยนี้มองหน้ากันไม่ไดัจะโมโหแล้วตีกัน คนไทยมีอารมณ์ศิลปินจึงแต่งเพลง "ท่าเตียน" แซะยักษ์ 2 วัดขึ้นมา
ศิลปินท่านนี้มีนามว่ามีศักดิ์ นาคะรัตน์ แต่งและร้องเอง ใจความว่า ยักษ์วัดโพธิ์ โมโหยักษ์วัดแจ้ง ท้ารบกันที่ฝั่งเจ้าพระยาหน้าวัดโพธิ์ จนสนามรบที่มีต้นไม้เยอะแยะโล่งเตียน ต่อมาที่นั่นจึงเรียกว่าท่าเตียน ( ก็เป็นอารมณ์เพลงนะครับ ส่วนตำนานก็ว่าไป)
พระปรางค์ประธาน
ตำนาน วัดอรุณ เล่ากันว่าวัดนี้ เป็นวัดโบราณมีมาแต่กรุงศรีอยุธยาเดิมชื่อวัดมะกอก สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น"วัดแจ้ง" (เพราะนำทัพเรือจากจันทบุรีมาขับไล่พม่าที่อยุธยา แต่ มาแจ้งที่วัดนี้)
ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2)เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้ทรงปฏิสังขรณ์แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า"วัดอรุณราชธาราม"
สมัยสมเด็จพระปรเมนพระมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมและเปลี่ยนนามใหม่เป็น"วัดอรุณราชวราราม" เรียกกันมาถึงปัจจุบัน
พระปรางค์
พระปรางค์สัญลักษณ์ชาติไทยความโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของชาติ คือพระปรางค์ เรียกว่าพระปรางค์วัดอรุณเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากจอมพล ป.มาเป็นนายก รมต.เมื่อ ปี พ.ศ.2500 ใช้พระปรางค์ วัดอรุณ เป็นตราสัญลักษณ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย จนเป็นที่โด่งดังทั่วโลก
พระปรางค์ สร้างขึ้นตามคติภูมิจักรวาลทางพระพุทธศาสนา เป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล ล้อมด้วยพระปรางค์บริวาร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเขาสัตบริภัณฑ์ และมณฑปทิศ อันเป็นสัญลักษณ์แทนทวีปทั้ง 4
มณฑป 4 ทิศ
พระปรางค์ใหญ่นี้สูง 81.85 เมตร สูงสุดในประเทศไทย มีพระปรางค์รองลงมาอีก 4 องค์ 4 ทิศ และ มณฑปตั้งใน 4 ทิศ ภายในมณฑปจัดนิทรรศการสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบล
พุทธปรินิพพาน ในมณฑป
ลักษณะการก่อสร้างพระปรางค์สร้างด้วยอิฐถือปูน ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสีต่างๆอย่างงดงามประณีต และใช้จานชามที่มีลวดลายสวยงามเป็นของเก่าหายากเช่นชามเบญจรงค์ มาประดับตกแต่ง ด้วย
ที่ยอดพระปรางค์มีมงกุฎประดิษฐานเหนือยอดนภศูล ทำให้แปลกกว่ายอดนภศูลในที่อื่นๆทั้งหลาย
แต่งพระปรางค์ด้วยชามโบราณ
พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถยกพื้นสูงหน้าบันด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปเทวดาถือพระขรรค์ ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 4 ด้านฝีมืองดงามมาก เป็นภาพพุทธประวัติ และชาดก ส่วนพระประธานในพระอุโบสถ มีพระนามว่า พระพุทธธรรมิศรรราชโลกธาตุดิลก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยกล่าวกันว่า พระพักตร์พระพุทธรูปนี้ จำลองพระพักตร์สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2มา สร้างไว้รอบๆผนังพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน มีภาพจิตรกรรมสวยงามยิ่ง
พระอุโบสถนี้ ไม่มีกำแพงแก้ว แต่มีพระระเบียงคต เป็นของที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอศรสุนทรพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีทรวดทรงงดงามกว่าระเบียงที่อื่นๆ ที่ผนังเป็นมีลายเขียนเป็นซุ้มเรือนแก้วลายดอกไม้ ใบไม้ มีนกยูงแบบจีนคาบอยู่ตรงกลาง พระพุทธรูปในพระระเบียงเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย 120 องค์ นอกจากนี้ยังมีหอระฆังมณฑป พระพุทธบาทจำลอง พระวิหารและหอไตรเป็นต้น
แต่ละวัน จะมีนักท่องเที่ยวนานาชาติ เดินทาง มาชม ความอัศจรรย์ ของวัดนี้ อย่างไม่ขาดสาย ที่น่าสนใจยิ่งก็คือชายหนุ่มหญิงสาวไม่ว่าชาติหรือศาสนาใดจะเช่าเครื่องแต่งกายชุดไทยที่ร้านให้เช่าอยู่ด้านหลังวัด ติดกับถนนอรุณอมรินทร์ ราคาชุดละ 150 บาท เพื่อนำมาแต่งให้เข้ากับบรรยากาศเที่ยววัดไทย แบบไทยไทย
เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ พระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) รองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ปรึกษา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส) และเจ้าคณะภาค 9
พระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ หน้าพระอุโบสถ สร้างสมัย ร.2