Robinhood ของขวัญศตวรรษใหม่ “ยิบอินซอย”
เป็นปีที่ 4 ของแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่สัญชาติไทย “โรบินฮู้ด – Robinhood” ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยกลุ่ม “ยิบอินซอย” เข้ามารับช่วงบริหารแทน “เอสซีบี เอกซ์” (SCBX) พร้อมประกาศสนับสนุน “คนตัวเล็ก” ทั้งผู้ใช้บริการ ร้านค้า และไรเดอร์ ให้ได้ไปต่อ
แน่นอน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้ถูกจับตา เพราะการพลิกฟื้นแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ที่ขาดทุนสะสมกว่า 5,000 ล้านบาท นับเป็นเรื่องท้าทาย และต้องแข่งขันในตลาดรวมอย่างดุเดือด
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “มรกต ยิบอินซอย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ถึงแผนงานและกลยุทธ์ที่จะนำพา Robinhood ก้าวสู่เวอร์ชั่นที่ไฉไลกว่าเดิม และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“ยิบอินซอย” เป็นใคร
เราเป็นบริษัทอายุ 98 ปี จุดเริ่มคือคุณปู่ (ยิบอินซอย) เป็นนายแบงก์เรียนจบจากฮ่องกงกลับมาช่วยงานครอบครัว ทำธุรกิจสร้างทางรถไฟในสมัยรัชกาลที่ 6 และเห็นโอกาสทำธุรกิจค้าแร่ จึงเดินทางไปภาคใต้ค้าขายแร่กับต่างประเทศ พร้อมนำความรู้เรื่องการถลุงแร่มายกระดับอุตสาหกรรมแร่ในไทยในขณะนั้น มาวันนี้หมดยุคสัมปทานธุรกิจค้าแร่ไปนานแล้ว
ต่อมาก็เริ่มทำธุรกิจนำเข้า ซึ่งคุณปู่มีพันธมิตรธุรกิจอยู่ที่ปีนัง และมีโอกาสพบปะกับนักธุรกิจชาวอังกฤษอยู่บ่อยครั้ง จึงเห็นช่องทางค้าขายในไทย เลยนำสินค้า 3M, Stabilo Boss, นมซิมิแลค มาจำหน่าย พร้อมตั้งบริษัทร่วมกับกลุ่มซีสซั่นส์ บราเดอร์ส เพ้นท์
“พอเราทำธุรกิจนี้ไปเรื่อย ๆ ผู้บริหารก็มองว่าไม่ยั่งยืนเท่ากับการมีแบรนด์ของตัวเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ธุรกิจเกษตรผลิต “ปุ๋ยตราใบไม้” ที่พัฒนาสูตรจากแม่ปุ๋ยในเยอรมนี จนปี 2500 ยิบอินซอยก็เข้าสู่ธุรกิจไอทีจากการนำเครื่องบวกเลข (Adding Machine) มาใช้คำนวณทางธุรกิจ และจำหน่ายคอมพิวเตอร์เบอร์โร่วส์ให้กลุ่มแบงก์และหน่วยงานราชการ”
ปัจจุบันยิบอินซอยมี 5 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.กลุ่มเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตร 2.กลุ่ม IT Infrastructure หรือการวางระบบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ 3.กลุ่มพลังงาน 4.กลุ่ม Platform as a Service และ 5.กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสังคม โดยสนับสนุนธุรกิจชุมชนและนำสินค้ามาขายในช่องทางต่าง ๆ
“รายได้รวมน่าจะแตะหลักหมื่นล้านแล้ว โดยกลุ่มธุรกิจไอทีครองส่วนแบ่ง 60-70% สิ่งที่บริษัทเราอยู่ได้มาเกือบ 100 ปี คือเรื่องของคุณธรรม ความจริงใจ และความซื่อสัตย์ที่ให้กับลูกค้าและพันธมิตรทุกคน”
ทำไมตัดสินใจซื้อ Robinhood
พอดีเป็นจังหวะที่ SCBX ประกาศยุติการให้บริการเมื่อปลายเดือน มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ยิบอินซอยกำลังมองหาโอกาสในการทำธุรกิจ Platform as a Service เลยจับมือกับ “ล็อกซเล่ย์” ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว โดยขยายกลุ่มธุรกิจให้เข้ากับเทรนด์ปัจจุบันมากขึ้น
“เรากับล็อกซเล่ย์ทำไอทีมานาน 60-70 ปี เป็นเหมือนวาฬตัวใหญ่ จะขยับทำอะไรใหม่ ๆ ก็ยาก จึงพยายามสร้าง New Venture อาศัยทีมงานเด็ก ๆ ที่แยกการบริหารงานออกจากบริษัทเดิม”
หลังมีข่าวประกาศปิดแพลตฟอร์ม เราก็ไปร่วมงานขอบคุณพาร์ตเนอร์ของ Robinhood และเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ช่วยคนได้เยอะ ทั้งคนที่จะตั้งตัวจากการขายกาแฟหลังถูกเลย์ออฟ หรือร้านที่สามารถขายอาหารในพื้นที่อื่น ๆ ได้มากขึ้น ซึ่ง SCBX ทำไว้ดีมาก ๆ อยู่แล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไปก็น่าเสียดาย แล้วแนวคิดเรื่องความจริงใจการให้บริการก็ตรงกับธุรกิจของยิบอินซอย
“เรามีความสนใจที่อยากรับช่วงมาทำต่อ เลยคุยกับพาร์ตเนอร์ถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โดยมีคุณสีหนาท ล่ำซำ ที่เป็นผู้ปลุกปั้น Robinhood แต่ปัจจุบันเป็นผู้บริหารของ ‘ล็อกซบิท’ ในเครือล็อกซเล่ย์ มาแชร์อินไซต์ว่าตอนนั้นมีข้อจำกัดหรืออะไรที่ทำไม่ได้บ้าง พอเราเห็นว่ามีโอกาสในการต่อยอดอีกมากก็ตัดสินใจเจรจาขอซื้อธุรกิจตามขั้นตอนที่ SCBX กำหนด”
โดยจบด้วยมูลค่าดีล 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ต้องชำระทันที 400 ล้านบาท ส่วนเพิ่มตามผลประกอบการสูงสุดไม่เกิน 1,600 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นคือ กลุ่มยิบอินซอย 50% บรุ๊คเกอร์ กรุ๊ป ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจการเงิน 30% เอสซีที เรนทอล คาร์ 10% และล็อกซบิท 10%
“เรารู้ว่าแพลตฟอร์มมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก อะไรที่เคยทำไม่ได้ตอนอยู่กับแบงก์ เพราะติดการกำกับดูแลของ Regulator พอมาอยู่กับเราก็ทำได้หมด การเข้ามาของ Robinhood เป็นเหมือนจังหวะและโชคชะตาที่ลงล็อกกันพอดี เป็นเหมือนของขวัญที่ก้าวสู่ศตวรรษที่สองของยิบอินซอย”
ก้าวต่อไปของ Robinhood
หลังจากจบดีลซื้อกิจการก็เป็นธุรกิจ B2C กลุ่มแรกของยิบอินซอย เรายอมรับว่า มีความท้าทายและมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้หลายอย่าง เพราะที่ผ่านมาธุรกิจหลักของยิบอินซอยเป็นแบบ B2B มาตลอด
และได้เข้ามาบริหารเป็นซีอีโอ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2567 ตอนนี้กำลังปรับจูนการทำงานระหว่างทีมยิบอินซอยกับทีมฟู้ดดีลิเวอรี่ของ Robinhood ที่มีอยู่ราว 40 คน
“น้อง ๆ ทีมเก่ายังทำงานอยู่ที่ออฟฟิศของ SCB เพราะเราไม่ต้องการไปเปลี่ยนชีวิตหรือวิธีการทำงานของเขา ธุรกิจทำมาแล้ว 4 ปี ทีมรู้หมดต้องทำอะไร เราแค่มาเติมเต็ม”
สำหรับแผนงานระยะสั้น คือ ทำให้ Robinhood กลับมาแข็งแรงก่อน ต้องบาลานซ์ดีมานด์กับซัพพลายให้โตไปพร้อม ๆ กัน โดยติดต่อไรเดอร์ ร้านค้าที่ปิดระบบไปแล้วให้กลับมาร่วมงานกันใหม่ ปัจจุบันให้บริการราว 40,000 ออร์เดอร์ต่อวัน
ส่วนการเก็บค่า GP (Gross Profit) หรือค่าธรรมเนียมการเปิดร้านบนแพลตฟอร์ม จะเรียกเก็บที่ 25% อีก 3% เป็นค่าธรรมเนียมโปรโมตร้านในช่องทางต่าง ๆ ถือเป็นอัตราที่ถูกกว่าเจ้าอื่น ๆ เมื่อคำนวณจำนวนออร์เดอร์ที่ให้บริการแต่ละวันคิดว่าเพียงพอที่ธุรกิจจะอยู่รอด
“ก่อนหน้านี้ Robinhood มีโมเดลที่เรียกว่า ‘ดีดีพลัส’ หรือการเก็บค่าธรรมเนียมโดยสมัครใจ จะไม่จ่ายหรือจ่ายที่ 15-20% ของยอดขายก็ได้ ซึ่งมีร้านที่จ่ายมากกว่าไม่จ่าย เพื่อให้ทุกคนอยู่ในอีโคซิสเต็มอยู่ได้ เราก็ต้องเก็บค่า GP เชื่อว่าร้านคงเข้าใจ เพราะเป็นการทำธุรกิจ ไม่ใช่โครงการ CSR เหมือนเจ้าของคนก่อนทำ”
โอกาสของบริการอื่น ๆ
เมื่อถามถึงโอกาสการให้บริการอื่น ๆ “มรกต” บอกว่า ทุกบริการที่เคยมี เช่น เรียกรถ (Robinhood Ride) จองที่พัก-ตั๋วเครื่องบิน (Robinhood Travel) และส่งของ (Robinhood Express) สามารถให้บริการได้หมด แต่ตอนนี้ต้องวางรากฐานให้ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ที่เป็นหัวใจหลักแข็งแรงก่อน
อย่างบริการเช่า EV มีแผนให้บริการแน่นอน เบื้องต้นเราลงทุนใน Winnonie ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพให้บริการเช่ามอเตอร์ไซค์ EV ก็คุยกันถึงความเป็นไปได้ หรือบริการทางการเงิน Robinhood ก็มีไลเซนส์การให้สินเชื่อ ถ้าใครมองว่าเราเป็นพื้นที่ในการให้สินเชื่อได้ก็พร้อมทำงานร่วมกัน
“มีพาร์ตเนอร์ติดต่อเข้ามาเยอะมาก เราเปิดรับทุกความเป็นไปได้ เพราะไม่สามารถทำทุกอย่าง หรือสร้างการเติบโตได้เพียงลำพัง”
มุมมองการแข่งขัน
Robinhood ครองส่วนแบ่งอยู่อันดับที่ 5 ของตลาด จุดยืนเราคงไม่แข่งขันเรื่องราคา หรือสู้กับแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ที่มีออร์เดอร์ 2-3 แสนต่อวัน
เรารู้ว่า Niche Market หรือแฟนพันธุ์แท้ที่ใช้แพลตฟอร์มเราคือใคร เราพร้อมจะพัฒนาดีมานด์ตรงนั้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Robinhood ของขวัญศตวรรษใหม่ “ยิบอินซอย”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net