ร้องเพลงก็ได้สุขภาพ ..เรื่องจริงที่หลายคนมองข้าม
งานวิจัยด้าน Music Psychology และ Psychoneuroimmunology รวมถึงงานศึกษาการร้องเพลงกับระดับ salivary immunoglobulin A (sIgA) และ cortisol ซึ่งมีการเผยแพร่ในวารสาร Journal of Behavioral Medicine และ eCancerMedicalScience โดยข้อมูลต้นทางระบุเครดิต นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กำลังชวนให้มองการร้องเพลงในมุมที่ต่างออกไป เพราะสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสนุกและความบันเทิง อาจมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพกายและใจมากกว่าที่คิด
ฟังดูแล้วอาจแปลกใจว่า แค่ร้องเพลงจะไปเกี่ยวอะไรกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่เมื่อมองเข้าไปในรายละเอียดของงานวิจัย จะพบว่าขณะเราร้องเพลง ร่างกายไม่ได้อยู่นิ่งๆ เลย ทั้งการหายใจ การควบคุมลม การใช้กล้ามเนื้อ รวมถึงการทำงานของระบบประสาท ล้วนเกิดขึ้นไปพร้อมกัน
เรื่องที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “sIgA” หรือ Secretory Immunoglobulin A ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่พบมากในน้ำลายและเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำหน้าที่เสมือนด่านหน้าที่ช่วยดักจับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคก่อนเข้าสู่ร่างกาย นักวิจัยจึงสนใจว่า กิจกรรมอย่างการร้องเพลงจะมีผลต่อสารตัวนี้หรือไม่
หนึ่งในงานวิจัยที่ถูกอ้างถึงบ่อยคือการศึกษาจาก University of Frankfurt ประเทศเยอรมนี โดยเก็บตัวอย่างน้ำลายจากสมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงก่อนและหลังการซ้อมร้องเพลงประมาณ 60 นาที แล้วนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มที่นั่งฟังเพลง ผลการศึกษาพบการเปลี่ยนแปลงของระดับ sIgA และคอร์ติซอล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ลงมือร้องเพลง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มที่นั่งฟังเพลงเฉยๆ
พูดง่ายๆ ก็คือ การร้องเพลงอาจไม่ได้ให้ประโยชน์กับเราเพียงแค่ทำให้รู้สึกสนุก แต่ยังทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนองหลายอย่างพร้อมกัน และหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและความเครียด
อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “คอร์ติซอล” หรือฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด เมื่อคนเราอยู่ในภาวะเครียด ร่างกายจะมีการหลั่งคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น หากความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมได้ การร้องเพลงจึงถูกนำมาศึกษาในแง่ของกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย และงานวิจัยบางส่วนพบการเปลี่ยนแปลงของระดับคอร์ติซอลหลังการร้องเพลง
นอกจากนี้ การร้องเพลงยังเกี่ยวข้องกับการหายใจโดยตรง เพราะกว่าจะลากเสียงให้ยาวหรือร้องประโยคหนึ่งจนจบ เราต้องสูดลมหายใจเข้าและค่อยๆ ควบคุมการปล่อยลมออก การร้องเพลงจึงเป็นเหมือนการฝึกควบคุมลมหายใจไปในตัว และอาจช่วยให้เราตระหนักถึงจังหวะการหายใจมากขึ้น
แล้วทำไมเวลาร้องเพลงกับเพื่อนถึงรู้สึกสนุกเป็นพิเศษ? เรื่องนี้ก็มีคำอธิบายทางชีววิทยาเช่นกัน เพราะการร้องเพลงและกิจกรรมทางดนตรีมีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมองและร่างกายหลายชนิด เช่น เบตาเอนดอร์ฟินที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเป็นสุขและการลดความรู้สึกเจ็บปวด รวมถึงออกซิโทซินซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกผ่อนคลาย ความปลอดภัย และความผูกพันทางสังคม
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศในห้องคาราโอเกะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากคนที่นั่งเกร็งๆ กันอยู่ พอเพลงขึ้นเท่านั้น ทุกคนก็เริ่มร้อง เริ่มหัวเราะ และเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น บางคนถึงกับกล้าแสดงออกในแบบที่ตอนยังไม่จับไมโครโฟนไม่เคยเห็นมาก่อน
ที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องร้องเพลงเก่งหรือเสียงดีถึงจะได้ประโยชน์ เพราะงานวิจัยจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญกับ “การมีส่วนร่วม” หรือ Active Participation มากกว่าความสามารถในการร้องเพลง ดังนั้นการร้องเพลงในห้องน้ำ ร้องตอนทำงานบ้าน หรือร้องคาราโอเกะกับเพื่อน จึงล้วนเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายและไม่ต้องมีเวทีใหญ่โต
มีงานศึกษาจาก Tenovus Cancer Care และ Royal College of Music ในสหราชอาณาจักร ที่ศึกษาผลของการร้องเพลงในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล พบการเปลี่ยนแปลงของสารบางชนิดในน้ำลาย รวมถึงคอร์ติซอลและสารสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน หลังเข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงประมาณ 1 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า “ร้องเพลงแล้วภูมิคุ้มกันจะดีขึ้นทันที” หรือร้องเพลงแทนการรักษาโรคได้ เพราะงานวิจัยแต่ละชิ้นมีรูปแบบการศึกษาและกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจคือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กำลังทำให้เราเห็นว่า การร้องเพลงเป็นกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับทั้งการผ่อนคลาย การควบคุมการหายใจ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดทางชีวภาพบางชนิด
ดังนั้น ครั้งต่อไปถ้าได้ยินใครบอกว่า “ร้องเพลงไปทำไม เสียงก็ไม่ได้ดี” อาจบอกกลับไปแบบขำๆ ได้ว่า อย่างน้อยร่างกายก็ไม่ได้ร้องฟรี เพราะระหว่างที่เรากำลังเพลินกับเพลงโปรดนั้น ทั้งลมหายใจ ระบบประสาท อารมณ์ และสารเคมีบางอย่างในร่างกายก็กำลังทำงานไปพร้อมกัน ไม่ต้องมีเสียงระดับนักร้องอาชีพ ไม่ต้องมีเวที ไม่ต้องมีคนดู แค่เปิดเพลงที่ชอบแล้วร้องตามให้เต็มที่ จะร้องในห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น หรือร้องกับเพื่อนในคาราโอเกะก็ได้ เพราะบางที “กิจกรรมดูแลสุขภาพ” ที่ทำง่ายที่สุด อาจเป็นกิจกรรมที่เราไม่เคยคิดว่าเป็นการดูแลสุขภาพเลยก็ได้ นั่นคือการหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วร้องเพลงที่เราชอบนั่นเอง.