โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ดับฝันซัมมิตประวัติศาสตร์! "คิม จองอึน" ไม่ขยับรับไมตรี "ทรัมป์"

PostToday

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความหวังที่จะได้เห็นภาพการจับมือกันอีกครั้งระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ภายในปีนี้ เริ่มเลือนรางลงทุกขณะ

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิด 5 รายที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเปิดเผยตรงกันว่า จนถึงขณะนี้โอกาสที่จะเกิดการประชุมสุดยอดของสองผู้นำกำลังลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่า ปธน.ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่เคยพบปะกับผู้นำเกาหลีเหนือ จะแสดงความกระตือรือร้นอย่างมากในการรื้อฟื้นการเจรจากับเปียงยาง แต่ดูเหมือนว่าฝั่งเกาหลีเหนือจะแทบไม่ให้ความสนใจกับกระบวนการทางการทูตที่มีเป้าหมายเพื่อจำกัดโครงการอาวุธนิวเคลียร์เลย

แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ จากเกาหลีเหนือเกี่ยวกับการจัดตั้งวงเจรจาระหว่างทรัมป์และคิม ในขณะที่เวลาเริ่มบีบคั้นเข้ามาทุกที ก่อนที่จะถึงการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ในวันที่ 18-19 พฤศจิกายน

รวมถึงการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคที่ประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจใช้เป็นเวทีนัดพบของทั้งคู่

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม ทรัมป์เคยกล่าวว่าเขามีแผนที่จะพบกับคิมภายในปีนี้ และอ้างว่าผู้นำเกาหลีเหนือได้ตอบรับการติดต่อของเขาแล้ว สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ที่เพิ่งรายงานต่อรัฐสภาเมื่อปลายเดือนก่อนว่า มีโอกาสราว 50% ที่ผู้นำทั้งสองจะพบกันนอกรอบการประชุม APEC ที่เมืองเซินเจิ้น

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ ทรัมป์ซึ่งเคยพบกับคิมมาแล้ว 3 ครั้งในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก กลับออกโรงลดกระแสความคาดหวังดังกล่าวลง โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า"ผมเข้ากับเขาได้ดีมากนะ แต่ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีใครกำลังร้องขอให้จัดการพบปะขึ้นหรือไม่"

ด้านเจ้าหน้าที่ของทางการเกาหลีใต้อีกรายที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ ยืนยันว่า เปียงยางยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่บ่งชี้ว่ากำลังเตรียมการสำหรับการพบปะกับทรัมป์ เช่นเดียวกับ คัง คยอง-ฮวา เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำกรุงวอชิงตัน ที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมใดๆ เกี่ยวกับการจัดประชุมสุดยอดทรัมป์-คิม

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้และคณะผู้แทนถาวรเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าว

แม้ว่า คิม โยจอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของผู้นำเกาหลีเหนือ เคยออกมายอมรับว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างพี่ชายของเธอกับทรัมป์นั้นอยู่ในระดับที่ "ยอดเยี่ยม"

แต่สื่อทางการของเกาหลีเหนือก็ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เปียงยางจะตั้งเงื่อนไขที่เข้มงวดและสูงมากในการตกลงเข้าร่วมการประชุมทวิภาคี ซึ่งอาจรวมถึงข้อเรียกร้องให้มีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ยังไม่ปิดโอกาสเซอร์ไพรส์ 'ประกาศสายฟ้าแลบ'

แม้การเจรจาทั้ง 3 ครั้งของทรัมป์และคิมในปี 2018 และ 2019 จะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ปัจจุบัน สองเกาหลียังคงมีสถานะเป็นคู่สงครามกันในทางเทคนิคภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 1950-1953

โดยสหรัฐฯ ยังคงประจำการกำลังพลราว 28,500 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์ในเกาหลีใต้เพื่อภารกิจป้องกันร่วม ในขณะที่เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเอกชนว่า ปัจจุบันเกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาขีปนาวุธและมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองแล้วระหว่าง 80 ถึง 120 ลูก

อย่างไรก็ดี มิเชล สตีล เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้ ได้กล่าวในงานเสวนาของหอการค้าอเมริกันในกรุงโซลเมื่อวันพุธ โดยเปิดช่องเอาไว้ว่า การพบปะที่ดูเหมือนจะริบหรี่นี้อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้

"ฉันไม่ทราบว่าพวกเขาจะได้พบกันเมื่อไหร่ แต่หากพวกเขาสามารถตกลงนัดหมายกันได้ มันก็น่าจะเป็นการประกาศออกมาอย่างกะทันหัน ซึ่งถ้ามันจะเกิดขึ้นจริง เราก็อาจจะได้รู้และเห็นมันเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น หรือมีการแจ้งล่วงหน้าเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น" ทูตสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...