"โคอาลา" นักกินยูคาลิปตัสแห่งออสเตรเลีย ไม่ใช่หมี นอนวันละ 20 ชั่วโมง
ใบหน้ากลม จมูกสีดำขนาดใหญ่ หูฟู และลำตัวที่ดูคล้ายตุ๊กตาหมี ทำให้ "โคอาลา" (Koala) มักถูกเรียกว่า "หมีโคอาลา" แต่แท้จริงแล้วสัตว์ชนิดนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับหมีเลย
โคอาลามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phascolarctos cinereus เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้อง หรือ Marsupial เช่นเดียวกับจิงโจ้ วอลลาบี และวอมแบต โดยวอมแบตถือเป็นญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งใกล้ชิดกับโคอาลามากที่สุด ขณะที่โคอาลาเป็นสมาชิกเพียงชนิดเดียวที่ยังเหลืออยู่ในวงศ์ Phascolarctidae
ชีวิตของสัตว์ชนิดนี้ผูกพันกับต้นยูคาลิปตัสแทบทุกด้าน ทั้งเป็นบ้าน ที่หลบภัย พื้นที่พัก และแหล่งอาหาร แต่การเลือกกินใบไม้ซึ่งมีสารพิษและให้พลังงานต่ำ ทำให้โคอาลาต้องพัฒนาระบบย่อยอาหารเฉพาะทาง และใช้ชีวิตแบบประหยัดพลังงานจนสามารถนอนได้นานถึงประมาณ 18–20 ชั่วโมงต่อวัน
ไม่ใช่หมี แต่เป็นญาติใกล้ชิด "วอมแบต"
โคอาลามีรูปลักษณ์ที่ทำให้นึกถึงหมีขนาดเล็ก ทั้งลำตัวอวบ หูทรงกลม และจมูกขนาดใหญ่ จึงไม่น่าแปลกที่ในอดีตชาวยุโรปจะเรียกมันว่า Native Bear หรือ Koala Bear แต่ในทางชีววิทยา โคอาลาอยู่ในกลุ่มสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีรกแบบหมี
ชื่อ Phascolarctos มาจากคำภาษากรีกที่มีความหมายประมาณว่า "หมีมีกระเป๋า" ส่วน cinereus หมายถึง "สีขี้เถ้า" ซึ่งสอดคล้องกับขนสีเทาของสัตว์ชนิดนี้
คำว่า Koala มีที่มาจากภาษาของชนพื้นเมืองออสเตรเลีย โดยมีการเชื่อมโยงกับคำในภาษาดารุก ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของออสเตรเลียว่า gula ซึ่งถูกตีความว่ามีความหมายประมาณว่า "ไม่มีน้ำ" สอดคล้องกับลักษณะของโคอาลาที่ได้รับน้ำส่วนใหญ่จากใบไม้และไม่จำเป็นต้องลงมาดื่มน้ำบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ที่มาทางภาษาของคำดังกล่าวยังมีข้อเสนออื่นอยู่ด้วย
ในอดีต โลกเคยมีญาติของโคอาลาหลายชนิด แต่ปัจจุบัน Phascolarctos cinereus เป็นสมาชิกเพียงชนิดเดียวของวงศ์ Phascolarctidae ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยหลักฐานฟอสซิลชี้ว่า บรรพบุรุษของโคอาลาเคยอาศัยอยู่ในป่าฝนและมีอาหารหลากหลายกว่าปัจจุบัน ก่อนที่ภูมิอากาศออสเตรเลียจะแห้งลงและป่ายูคาลิปตัสเริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น
ตัวใหญ่กว่าที่คิด ทางใต้ตัวใหญ่กว่าทางเหนือ
โคอาลาโตเต็มวัยมีความยาวลำตัวประมาณ 60–85 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 4–15 กิโลกรัม โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียอย่างชัดเจน และอาจมีน้ำหนักมากกว่าประมาณ 50% อย่างไรก็ตาม ขนาดของโคอาลาไม่ได้เท่ากันทั่วออสเตรเลีย
ประชากรทางตอนเหนือ เช่น รัฐควีนส์แลนด์ มักมีขนาดเล็กกว่าและขนสั้นสีอ่อนกว่า ขณะที่โคอาลาทางตอนใต้ โดยเฉพาะรัฐวิกตอเรีย มีขนาดใหญ่และขนหนากว่า โดยเชื่อว่าเป็นการปรับตัวเพื่อรักษาความอบอุ่นในฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า
โคอาลามีลำตัวแข็งแรง ศีรษะใหญ่ จมูกกว้างสีดำ หูใหญ่ปกคลุมด้วยขน และแทบไม่มีหาง ขณะที่กระดูกสันหลังโค้งและส่วนก้นมีลักษณะกลม ทำให้สามารถนั่งพักอยู่ตามง่ามต้นไม้เป็นเวลานานได้อย่างมั่นคง
ขนที่ดูนุ่มฟูจากภายนอกแท้จริงมีสัมผัสค่อนข้างหยาบคล้ายขนแกะ และช่วยป้องกันทั้งความร้อน ความหนาว และฝนในสภาพแวดล้อมที่สัตว์ต้องอาศัยอยู่กลางแจ้งตลอดชีวิต
มี "นิ้วโป้ง" หลายข้าง เพื่อชีวิตบนต้นไม้
ร่างกายของโคอาลาถูกปรับให้เหมาะกับการปีนต้นไม้อย่างมาก ขาหน้ามี 5 นิ้ว โดย 2 นิ้ววางตรงข้ามกับอีก 3 นิ้ว คล้ายการทำงานของนิ้วโป้ง ช่วยให้สามารถโอบจับกิ่งไม้ได้อย่างมั่นคง ขณะที่เล็บยาวและแหลมสามารถจิกลงบนเปลือกไม้ระหว่างปีนขึ้นลงต้นยูคาลิปตัส
ส่วนเท้าหลังมีนิ้วหนึ่งซึ่งทำหน้าที่คล้ายนิ้วโป้งสำหรับช่วยจับกิ่งไม้ และนิ้วที่ 2 กับ 3 เชื่อมติดกัน แต่ยังมีกรงเล็บแยกสองอัน ทำหน้าที่คล้ายหวีสำหรับเกาขนและกำจัดสิ่งสกปรก
อุ้งมือและเท้ายังมีพื้นผิวหยาบเป็นสัน เพิ่มแรงเสียดทานขณะเกาะต้นไม้ ขณะที่กล้ามเนื้อบริเวณแขนและหัวไหล่แข็งแรงมาก สวนสัตว์ซานดิเอโกระบุว่าโคอาลาสามารถปีนต้นไม้ได้สูงถึงประมาณ 46 เมตร และเคลื่อนตัวระหว่างกิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว
แม้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้ แต่โคอาลาจำเป็นต้องลงมาบนพื้นเมื่อเดินทางจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้มันเสี่ยงต่ออันตรายจากรถยนต์และสุนัขมากที่สุด
ยูคาลิปตัสเป็นทั้ง "บ้านและอาหาร" แต่เลือกกินเพียงบางชนิด
ออสเตรเลียมีต้นยูคาลิปตัสหลายร้อยชนิด แต่โคอาลาไม่ได้กินทั้งหมด ข้อมูลทางชีววิทยาระบุว่า แม้จะมียูคาลิปตัสมากกว่า 600 ชนิด ให้เลือก แต่โคอาลามีความชอบเป็นพิเศษอยู่ประมาณ 30 ชนิด ขณะที่ในพื้นที่หนึ่ง ๆ อาจเลือกกินเป็นประจำเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีรายงานการกินใบจากต้นไม้สกุลอื่นบางชนิด เช่น อะคาเซีย เมลาลิวกา และเลปโตสเปอร์มัม แต่ใบยูคาลิปตัสยังคงเป็นอาหารหลัก
โคอาลาโตเต็มวัยสามารถกินใบไม้ประมาณ ครึ่งกิโลกรัมถึง 1 กิโลกรัมต่อคืน โดยปริมาณจะแตกต่างตามขนาด เพศ พื้นที่ และคุณภาพของใบไม้ ปัญหาคือ ใบยูคาลิปตัสไม่ใช่อาหารที่กินง่าย เพราะมีเส้นใยสูง ให้สารอาหารและพลังงานค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังมีสารประกอบทางเคมีหลายชนิดซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์ส่วนใหญ่
แต่โคอาลาวิวัฒนาการระบบร่างกายให้สามารถรับมือกับอาหารดังกล่าว ทั้งการเลือกใบที่เหมาะสมและการใช้กระบวนการในตับเพื่อกำจัดสารพิษบางชนิด
ด้วยเหตุนี้ แม้จะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางต้นยูคาลิปตัสจำนวนมาก โคอาลาก็ยังต้องเลือกเมนูอย่างพิถีพิถัน เพราะใบจากต้นเดียวกันอาจมีระดับสารพิษและคุณค่าทางอาหารเปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้
ลำไส้ส่วนหนึ่งยาวถึง 2 เมตร ช่วยย่อยใบไม้
ร่างกายของโคอาลามีระบบย่อยอาหารที่ถูกปรับให้เหมาะกับอาหารเส้นใยสูง โดยมี Caecum หรือไส้ตัน ขนาดใหญ่มาก ยาวได้ประมาณ 2 เมตร และมีจุลินทรีย์จำนวนมหาศาลช่วยหมักและย่อยเส้นใยจากใบไม้ อาหารสามารถค้างอยู่ในระบบย่อยอาหารเป็นเวลานานเพื่อให้จุลินทรีย์มีเวลาสกัดสารอาหารออกมาให้มากที่สุด
ถึงกระนั้น ประสิทธิภาพก็ยังไม่สูงนัก มูลนิธิโคอาลาออสเตรเลียระบุว่า โคอาลาสามารถดูดซึมเส้นใยที่กินเข้าไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น จึงต้องกินใบไม้จำนวนมากและลดการใช้พลังงานในกิจกรรมอื่น ๆ
อัตราการเผาผลาญของโคอาลาจึงต่ำกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไปอย่างมาก ซึ่งเหมาะกับชีวิตที่อาศัยอาหารพลังงานต่ำเป็นหลัก ส่วนเรื่องที่ว่าโคอาลานอนเยอะเพราะเมาจากใบยูคาลิปตัส เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง
เหตุผลจริงคือ การย่อยใบยูคาลิปตัสใช้พลังงานมาก ขณะที่ตัวอาหารให้พลังงานน้อย การอยู่นิ่งและนอนเป็นเวลานานจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการประหยัดพลังงาน
นอนวันละ 18–20 ชั่วโมง ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ
ภาพโคอาลาหลับอยู่ตามง่ามไม้แทบตลอดวันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกระบุว่า โคอาลาสามารถนอนได้ประมาณ 18–22 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ข้อมูลจากสวนสัตว์ซานดิเอโกระบุว่าสามารถนอนได้ถึงประมาณ 20 ชั่วโมงต่อวัน ช่วงที่ตื่นส่วนใหญ่ใช้ไปกับการกินใบไม้ เคลื่อนที่ระหว่างต้นไม้ และกิจกรรมทางสังคม โดยโคอาลามีแนวโน้มออกหากินมากในเวลากลางคืน
วิธีพักยังเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ เมื่อวันที่อากาศร้อน โคอาลามักเลือกบริเวณที่เย็นที่สุดของต้นไม้ เช่น กิ่งด้านล่างหรือบริเวณที่แนบกับลำต้น เพราะผิวของต้นไม้บางส่วนสามารถมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศรอบข้าง ส่วนวันที่อากาศเย็นอาจออกไปนอนบนกิ่งที่ได้รับแสงแดดมากกว่า
ดังนั้น ต้นไม้จึงทำหน้าที่มากกว่าแหล่งอาหาร แต่ยังเป็นเสมือนระบบควบคุมอุณหภูมิตามธรรมชาติของโคอาลาด้วย
ไม่ค่อยดื่มน้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ดื่มเลย
ชื่อของโคอาลามักถูกเชื่อมโยงกับความหมายว่าไม่ดื่มน้ำ เพราะในสภาพปกติสัตว์ชนิดนี้ได้รับความชื้นจำนวนมากจากใบยูคาลิปตัสที่กินเข้าไป จึงไม่จำเป็นต้องลงจากต้นไม้มาหาแหล่งน้ำบ่อย ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าโคอาลาไม่สามารถหรือไม่เคยดื่มน้ำ
ในช่วงภัยแล้ง คลื่นความร้อน หรือเมื่อใบไม้มีความชื้นลดลง โคอาลาสามารถลงมาดื่มน้ำจากแหล่งต่าง ๆ ได้ และสภาพอากาศร้อนจัดอาจบังคับให้สัตว์ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการออกตามหาน้ำ ภาวะดังกล่าวยังเพิ่มความเสี่ยงจากการลงมาบนพื้น ทั้งการถูกรถชน ถูกสุนัขโจมตี หรือเผชิญความร้อนโดยไม่มีร่มเงาจากต้นไม้
ส่วนใหญ่รักสันโดษ แต่ตัวผู้ส่งเสียงดังเหมือน "มอเตอร์ไซค์ผสมหมู"
แม้รูปลักษณ์จะดูสงบและเป็นมิตร แต่โคอาลาเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตค่อนข้างสันโดษ แต่ละตัวมี Home Range หรือพื้นที่หากินของตัวเอง ซึ่งสามารถทับซ้อนกับพื้นที่ของตัวอื่นได้ ขนาดของพื้นที่แตกต่างตามคุณภาพของถิ่นอาศัย เพศ อายุ และสถานะทางสังคม
ตัวผู้โตเต็มวัยมีต่อมกลิ่นขนาดใหญ่บริเวณกลางหน้าอก เห็นเป็นพื้นที่ไม่มีขนสีเข้ม และใช้ถูตามลำต้นหรือกิ่งไม้เพื่อทิ้งกลิ่นบอกการปรากฏตัว นอกจากนี้ ในฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้ยังสามารถส่งเสียงต่ำและดังที่เรียกว่า Bellow
สวนสัตว์ซานดิเอโกเปรียบเสียงนี้ว่าคล้ายส่วนผสมระหว่าง เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์กับเสียงหมูพ่นลม ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากภาพสัตว์หน้าตานุ่มนิ่มที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เสียงดังกล่าวช่วยสื่อสารกับตัวผู้ตัวอื่นและตัวเมีย โดยสามารถเดินทางผ่านป่าได้ในระยะไกล
ลูกแรกเกิดยาวเพียง 2 เซนติเมตร ก่อนคลานเข้ากระเป๋าแม่ด้วยตัวเอง
เช่นเดียวกับสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องชนิดอื่น ลูกโคอาลา หรือ Joey เกิดมาในสภาพที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ มูลนิธิโคอาลาออสเตรเลียระบุว่า ลูกแรกเกิดมีความยาวเพียงประมาณ 2 เซนติเมตร ไม่มีขน ตาบอด และหูยังพัฒนาไม่สมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ขาหน้าและกรงเล็บกลับแข็งแรงพอให้ลูกซึ่งเพิ่งเกิดสามารถคลานจากช่องคลอดขึ้นไปยังกระเป๋าหน้าท้องของแม่ด้วยตัวเอง ก่อนเกาะหัวนมและกินนมอยู่ภายในเป็นเวลาหลายเดือน
กระเป๋าของโคอาลามีลักษณะน่าสนใจ เพราะเปิดไปทางด้านหลังหรือลงด้านล่าง ต่างจากจิงโจ้ที่กระเป๋าเปิดขึ้นด้านบน
สวนสัตว์ซานดิเอโกอธิบายว่า ลักษณะดังกล่าวอาจสืบทอดมาจากบรรพบุรุษร่วมกับวอมแบตซึ่งเป็นสัตว์ขุดดิน การมีกระเป๋าเปิดไปด้านหลังช่วยป้องกันไม่ให้ดินเข้าไปในกระเป๋าระหว่างขุด แม้โคอาลาจะเปลี่ยนมาใช้ชีวิตบนต้นไม้แล้วก็ตาม
ลูกจะอยู่ในกระเป๋าประมาณ 6–7 เดือน ก่อนเริ่มออกมาสำรวจโลกภายนอก และเมื่อมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเข้าไปอยู่ในกระเป๋า จะเปลี่ยนไปเกาะบริเวณท้องหรือขึ้นหลังแม่แทน
ก่อนกินใบยูคาลิปตัส ลูกต้องกิน "Pap" จากแม่
หนึ่งในช่วงสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนจากนมแม่ไปสู่ใบยูคาลิปตัสเกิดขึ้นเมื่อลูกโคอาลาต้องได้รับจุลินทรีย์ที่จำเป็นต่อระบบย่อยอาหาร อาหารพิเศษนี้เรียกว่า "Pap" ซึ่งเป็นสารกึ่งเหลวที่ขับออกจากระบบทางเดินอาหารของแม่ และแตกต่างจากมูลปกติ
ลูกโคอาลาจะกิน Pap เป็นระยะหนึ่งก่อนออกจากกระเป๋า โดยสารดังกล่าวช่วยถ่ายทอดจุลินทรีย์จากระบบย่อยอาหารของแม่เข้าสู่ลูก ทำให้ลำไส้เริ่มมีจุลินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับการย่อยใบยูคาลิปตัสซึ่งทั้งมีเส้นใยสูงและมีสารพิษ หลังจากนั้นลูกจึงค่อย ๆ เริ่มกินใบไม้มากขึ้น แต่ยังคงกินนมและอยู่กับแม่ต่อไป
ตัวเมียสามารถเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 2 ปี และโดยทั่วไปออกลูกครั้งละหนึ่งตัว ส่วนลูกอาจออกจากพื้นที่ของแม่เมื่อมีอายุประมาณ 1–3 ปี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละตัวและการมีลูกตัวถัดไปของแม่
บ้านอยู่เฉพาะทางตะวันออกและใต้ของออสเตรเลีย
โคอาลาเป็นสัตว์พื้นถิ่นของออสเตรเลีย กระจายพันธุ์ตามพื้นที่ด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของทวีป ตั้งแต่รัฐควีนส์แลนด์ ผ่านนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรีย ไปจนถึงเซาท์ออสเตรเลีย
ถิ่นอาศัยมีตั้งแต่ป่ายูคาลิปตัสค่อนข้างหนาแน่นไปจนถึงป่าโปร่ง โดยในพื้นที่แห้งแล้งมักให้ความสำคัญกับบริเวณใกล้แม่น้ำและลำธาร ซึ่งสามารถเป็นแหล่งหลบภัยในช่วงภัยแล้งและคลื่นความร้อน
แม้โคอาลาจะกินใบไม้จากต้นยูคาลิปตัสหลายชนิด แต่ต้นไม้แต่ละต้นไม่ได้มีคุณค่าเท่ากัน พื้นที่หนึ่งจึงสามารถรองรับโคอาลาได้เพียงจำนวนหนึ่งตามปริมาณและคุณภาพของต้นอาหารที่มีอยู่
การตัดต้นไม้เพียงบางส่วนจึงไม่ได้หมายถึงแค่การสูญเสียพื้นที่พัก แต่สามารถตัด เส้นทางเดินทาง แหล่งอาหาร และพื้นที่พบคู่ ออกจากกันในเวลาเดียวกัน
สถานะทั่วโลก "มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์" แต่บางพื้นที่ของออสเตรเลียรุนแรงกว่า
ในระดับโลก โคอาลาถูกจัดอยู่ในสถานะ Vulnerable (VU) หรือ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และแนวโน้มประชากรอยู่ในทิศทางลดลง แต่สถานการณ์แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของออสเตรเลีย
ข้อมูลของรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ซึ่งปรับปรุงล่าสุดเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า โคอาลาในรัฐนิวเซาท์เวลส์มีสถานะ Endangered หรือ ใกล้สูญพันธุ์ ขณะที่ประชากรรวมในรัฐควีนส์แลนด์ นิวเซาท์เวลส์ และเขตเมืองหลวงออสเตรเลียได้รับการขึ้นบัญชีระดับเครือรัฐในสถานะ Endangered ตั้งแต่ปี 2022
ในทางกลับกัน บางพื้นที่ของรัฐวิกตอเรียและเซาท์ออสเตรเลียกลับมีประชากรหนาแน่นมาก จนสามารถเกิดปัญหาการกินใบไม้มากเกินศักยภาพของพื้นที่ได้ สะท้อนว่าสถานการณ์ของโคอาลาไม่ได้เหมือนกันทั่วทั้งประเทศ
ส่วนจำนวนประชากรทั่วออสเตรเลียยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากโคอาลากระจายอยู่ในพื้นที่กว้างและตรวจนับได้ยาก โดยมูลนิธิโคอาลาออสเตรเลียประเมินว่าจำนวนที่เหลืออยู่อาจต่ำกว่า 60,000 ตัว และอาจอยู่ในระดับประมาณ 33,000 ตัว แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินขององค์กร ไม่ใช่การนับประชากรทั่วประเทศแบบครบทุกตัว
ที่มา: National Geographic / NSW Threatened Species / Australian Koala Foundation / San Diego Zoo Wildlife Alliance
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "โคอาลา" นักกินยูคาลิปตัสแห่งออสเตรเลีย ไม่ใช่หมี นอนวันละ 20 ชั่วโมง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com