โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร.สามารถ” ตั้ง 10 คำถามจี้รัฐบาล ปมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่มปี 2570 ห่วงใช้งบภาษี 5,800 ล้านคุ้มค่าหรือไม่?

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 19 ต.ค.69 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte ระบุว่า…

กังขารถไฟฟ้า 17-45 บาท รัฐบาลประกาศเป้าหมายเริ่มใช้มาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่น่าสนับสนุน แต่การประกาศนโยบายกับการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จริง เป็นคนละเรื่องกัน ผมจึงมีคำถาม 10 ข้อ ที่อยากให้กระทรวงคมนาคมชี้แจงให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินมาตรการ 1. นี่คือการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า หรือการช่วยเหลือค่าโดยสารด้วยเงินภาษี? แม้รัฐบาลจะประกาศมาตรการค่าโดยสาร 17-45 บาท แต่ในทางปฏิบัติ ผู้โดยสารยังต้องจ่ายค่าโดยสารตามอัตราปกติก่อน แล้วจึงได้รับเงินคืนส่วนต่างผ่านแอปฯ เป๋าตังภายใน 3 วันทำการ ดังนั้น มาตรการนี้จึงเป็นการช่วยเหลือค่าโดยสารด้วยเงินภาษีของรัฐ มากกว่าการลดค่าโดยสารที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บโดยตรง รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจวิธีดำเนินมาตรการและภาระงบประมาณที่เกิดขึ้น 2. ค่าโดยสารขั้นบันไดระหว่าง 17-45 บาท เป็นอย่างไร? รัฐบาลควรประกาศตารางค่าโดยสารสุทธิที่ประชาชนต้องจ่ายตามระยะทาง รวมถึงกรณีเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อให้ผู้โดยสารทราบว่าต้องจ่ายเท่าไร และประหยัดเงินได้จริงกี่บาท โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางระยะสั้นและเดิมจ่ายค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทอยู่แล้ว จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้มากน้อยเพียงใด? รวมทั้งผู้ที่เดิมจ่ายค่าแรกเข้าไม่ถึง 17 บาท เขาจะประหยัดเงินได้หรือไม่? 3. ผู้โดยสารต้องใช้บัตรโดยสารแบบใด และต้องเปลี่ยนบัตรหรือไม่? ปัจจุบันรถไฟฟ้าแต่ละระบบใช้บัตรและช่องทางชำระเงินแตกต่างกัน ทั้งบัตร Rabbit บัตร EMV บัตร Mangmoom EMV และบัตรเฉพาะของบางระบบ รัฐบาลควรชี้แจงว่าบัตรประเภทใดใช้กับมาตรการนี้ได้บ้าง ต้องเปลี่ยนบัตรหรือไม่ และผู้โดยสารจะเดินทางข้ามสายได้สะดวกเพียงใด เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมใช้สิทธิได้ทั่วถึง 4. การเปลี่ยนสายรถไฟฟ้ามีเงื่อนไขเรื่องเวลาหรือไม่? การเดินทางจากต้นทางถึงปลายทางอาจต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าหลายครั้ง หากมีการกำหนดเวลาสำหรับการเปลี่ยนสายหรือเชื่อมต่อระบบ รัฐบาลควรชี้แจงให้ชัดเจนว่า กรณีต้องออกจากสถานีของสายหนึ่ง แล้วเข้าสถานีของอีกสายหนึ่ง จะมีเวลาให้เปลี่ยนสายได้ไม่เกินกี่นาที 5. การเดินทางหนึ่งเที่ยวมีเวลาสูงสุดเท่าไร? รัฐบาลควรอธิบายหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า ผู้โดยสารจะสามารถนั่งรถไฟฟ้าในหนึ่งเที่ยว (อาจใช้รถไฟฟ้าหลายสาย) ได้นานเท่าไร เพราะหากไม่กำหนดเงื่อนไขเลย ก็ต้องมีวิธีป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ (เช่น นั่งรถไฟฟ้าเที่ยวเล่น) แต่หากกำหนดเวลาเข้มงวดเกินไป ก็อาจสร้างภาระให้ผู้โดยสารที่จำเป็นต้องเดินทางไกล 6. หากระบบคืนเงินผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ? หากผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารไปแล้ว แต่ไม่ได้รับเงินคืนตามสิทธิ หรือได้รับเงินคืนไม่ถูกต้อง จะต้องติดต่อหน่วยงานใด มีช่องทางร้องเรียนอย่างไร และจะได้รับการแก้ไขภายในกี่วัน? เรื่องนี้ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อย เพราะเมื่อผู้โดยสารต้องจ่ายเงินไปก่อน ความน่าเชื่อถือของระบบคืนเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องดูแลให้ดี 7. หากผู้ประกอบการรถไฟฟ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐควรได้รับส่วนแบ่งด้วยหรือไม่? หากมาตรการนี้ทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการรถไฟฟ้าก็อาจมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่เมื่อรัฐนำเงินภาษีมาใช้ช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน รัฐควรได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย และจะกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรให้เหมาะสมและเป็นธรรม? 8. หากดำเนินมาตรการในระยะยาว รัฐบาลจะใช้เงินเท่าไร และนำเงินมาจากไหน? รัฐบาลประเมินว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 5,800 ล้านบาทในปีแรก แต่หากต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรเปิดเผยด้วยว่า ในปีต่อๆ ไป จะต้องใช้งบประมาณเท่าไร และจะนำเงินมาจากแหล่งใด รัฐบาลควรชี้แจงให้ชัดเจนว่า มาตรการนี้จะดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยไม่สร้างภาระจนกระทบต่อการลงทุนและบริการสาธารณะด้านอื่น 9. รัฐบาลจะวัดผลสำเร็จของมาตรการอย่างไร? เป้าหมายไม่ควรมีเพียงการทำให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารถูกลง แต่ควรพิจารณาด้วยว่ามาตรการช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และบรรเทาปัญหาการจราจรได้จริงหรือไม่ รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดและระยะเวลาประเมินผลไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ทราบว่าเงินภาษีที่ใช้ไปก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด 10. ประชาชนจะตรวจสอบการใช้เงินภาษีในมาตรการนี้ได้อย่างไร? เมื่อเริ่มดำเนินมาตรการแล้ว รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะๆ ทั้งจำนวนผู้ใช้สิทธิ จำนวนเที่ยวเดินทาง และวงเงินที่รัฐจ่ายคืนให้ประชาชน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า รัฐใช้เงินภาษีไปเท่าไร จำนวนเงินที่จ่ายคืนสอดคล้องกับการใช้สิทธิจริงหรือไม่ และมาตรการนี้ให้ผลคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปเพียงใด ผมไม่ได้คัดค้านการช่วยเหลือประชาชนให้มีค่าเดินทางถูกลง เพราะระบบขนส่งมวลชนที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสมย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน แต่การใช้งบประมาณแผ่นดินต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน ตรวจสอบได้ และแสดงให้เห็นว่าประชาชนได้รับประโยชน์จริง โดยสรุป ก่อนถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 กระทรวงคมนาคมควรชี้แจงรายละเอียดเหล่านี้ให้ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงยืนยันว่าจะเริ่มใช้มาตรการตามกำหนด เพราะการประกาศว่าค่าโดยสารเหลือ 17-45 บาท เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ประชาชนต้องการรู้จริง ๆ คือ มาตรการนี้จะยั่งยืนจริงหรือ และเงินภาษีที่นำมาใช้ช่วยเหลือนั้นคุ้มค่าหรือไม่ แล้วคุณคิดว่า มาตรการนี้ยังมีประเด็นใดที่กระทรวงคมนาคมควรชี้แจงเพิ่มเติมอีกบ้าง? #สามารถราชพลสิทธิ์ #สามารถ #รถไฟฟ้า1745บาท #รถไฟฟ้า2569 #ค่าโดยสารรถไฟฟ้า #กระทรวงคมนาคม #เป๋าตัง #งบประมาณแผ่นดิน #ค่าครองชีพ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...