เพื่อนบ้านไทยดีๆ ทั้งนั้น หากเขมรไม่ปล้นวัฒนธรรมไทย พม่าก็หาว่าไทยปล้นวัฒนธรรมพวกเขา
ได้ยินมาว่าพวกมีคนเมียนมาโจมตีซีรีส์ไทยเรื่อง "เพลิงพระนาง" ว่าขโมยวัฒนธรรมของพวกเขา ทั้งชุดพม่า รำพม่า อะไรต่อมิอะไร โดยมีพวกเขมรมาใส่ไฟทำเป็นเห็นอกเห็นใจพม่าพวกนั้นว่า "เราเข้าใจพวกเธอ เพราะเราเองก็ถูกโจมรสยามปล้นวัฒนธรรมไปเหมือนกัน"
เรื่อง "เพลิงพระนาง" เวอร์ชั่นนี้ผมเห็นว่าพยายามเลี่ยง "ความเป็นพม่า" มากมายแล้วด้วยซ้ำหากเทียบกับเวอร์ชั่นแรกๆ เมื่อทศวรรษที่ 90 และทศวรรษที่ 2000 แต่ก็ไม่วายที่จะถูกกล่าวหาเรื่อง Cultural appropriation หรือการที่ "คนนอกวัฒธรรมของเขา เอาวัฒนธรรมของเขามาใช้"
Cultural appropriation เป็นแนวคิดของยุคโมเดิร์น (Modernity) ซึ่งคนในโลกนี้จะแบ่งวัฒนธรรมกันไม่ได้ ต้องต่างคนต่างมีอัตลักษณ์แห่งชาติ เพราะความเป็นโมเดิร์นทางสังคมและการเมืองนั้นสนับสนุนรัฐชาติ และคุณสมบัติหนึ่งของรัฐชาติก็คือ แต่ละรัฐชาติจะต้องมีอัตลักษณ์เฉพาะ ไม่เหมือนใคร และไม่แบ่งให้ใคร บ่างรัฐชาติถึงกับสร้างอัตลักษณ์ขึ้นใหม่เพื่อสนองเป้าหมายทางการเมืองนี้
เมื่อคนรัฐชาติอื่น เอาการแต่งตัว และประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรมอื่นๆ ของรัฐชาติอื่นไปใช้ "เจ้าของ" จึงโกรธ และกล่าวหาว่า "ปล้น" (appropriation) วัฒนธรรม (Culture) ของเขา
เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งผมจะอธิบายต่อไป ตอนนี้มา "พยายาม" เข้าใจกันก่อนว่าทำไมพม่าไม่พอใจ "เพลิงพระนาง"
"เพลิงพระนาง" เขียนขึ้นในยุคโมเดิร์น โดย "ได้รับแรงบันดาลใจ" จากประวัติศาสตร์พม่ายุคพระนางศุภยาลัต ในสมัยปราชวงศ์คองบอง แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็พอจะทำให้คนพม่าไม่พอใจได้แล้ว แต่เมื่อสร้างเป็นละครก็ต้องให้ละครแต่งตัวเป็นพม่าเพื่อความสมจริง ยิ่งทำให้เกิด Cultural appropriation หนักขึ้นไปอีก
ต่อในเลี่ยงแค่ไหน แต่คนในยุคนี้ "ตาไว" และหวง "วัฒนธรรมแห่งชาติ" กันมาก โดยเฉพาะพวกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น "บ้าคลั่ง" เรื่องนี้มาก ซึ่งผมเห็นว่า ไม่ใช่เพราะหวงแหนวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายของตน แต่เพราะ "เห็นว่าบางประเทศเก่งในเรื่องนำเสนอจนโด่งดัง" จึงเกิดความริษยา อยากเป็นคนโด่งดังขึ้นมาบ้าง
ในกรณีของพม่านั้น ผมเห็นว่า เขาทั้งหวงและริษยาในเวลาเดียวกัน ซึ่งเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรับแรงกระแทก เพราะนี่เป็นผลพวงของรัฐสมัยใหม่ที่ไม่อนุญาตให้มีการแบ่งปันวัฒนธรรมกัน ต่างคนต้องต่างอยู่ แต่ละรัฐมีพรมแดนที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่พรมแดนทางกายภาพ แต่รวมถึงพรมแดนทางวัฒนธรรมด้วย
แม้เรื่องนี้จะพยายามเลี่ยงพำม่ามาเป็นล้านนาหรีอเมืองในจินตนาการที่คล้ายพม่าและล้านนา โดยที่เราอาจจะอ้างว่า "ล้านนาเป็นเมืองขึ้นพม่ามาสองร้อยปี" และทั้งล้านนามีกลิ่นอายพม่าเต็มไปหมด แต่เราต้องทำใจว่า สติปัญญาของคนทั่วไปนั้นไม่สามารถเข้าใจประวัติศาสตร์ได้อย่างถ่องแท้ และยังเชื่อว่า "ชุดพม่าเป็นของพม่าเท่านั้น" โดยไม่ยอมรับรู้ว่าคนล้านนาหรือคนเมืองเหนือก็เคยแต่งชุดพม่ากัน (บ้าง) และยังมีคนพม่า คนไต คนต่างๆ จากพม่ามาอยู่ในล้านนามากมาย ทำให้ล้านนามีความชอบธรรมที่จะใช้วัฒนธรรมพม่าได้เหมือนกัน
แต่เพราะตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในยุค "ก่อนสมัยใหม่" (Pre-modern) แต่เราอยู่ในยุคโมเดิร์นที่บังคับให้เราแบ่งปัน "วัฒนธรรมแห่งชาติ" กันอีกต่อไป ดังนั้นต่อให้อ้างว่าเพลิงพระนางเป็นล้านนาหรือ "รัฐในจินตนาการ" ก็ตาม แต่เพราะแนวคิด "ของพม่าเท่านั้น" มันครอบไว้ ทำให้คนพม่าก็มีความชอบธรรมที่จะเห็นว่า "เพลิงพระนาง" คือ Cultural appropriation ได้อยู่ แม้มันจะเป็นความเห็นที่ผิดๆ ก็ตามในแง่วิชาการ
ที่มันผิดในแง่วิชาการ ก็เพราะในโลกของวิชาการและปัญญาชน "รัฐชาติ" มีข้อเสียมหันต์ตรงที่ล้อมกรอบมนุษยชาติเอาไว้ไม่ให้แบ่งปันวัฒนธรรมกันอีก คนพม่าต้องแต่งตัวเป็นพม่า ต่อให้เป็นคนโยดะยาหรือคนอยุธยาที่ไปอยู่พม่าก็ต้องเป็นแต่งตัวเป็นพม่า คนล้านนาเป็นคนสัญชาติไทยแล้วจะแต่งพม่าไม่ได้ คนเขมรเคยแต่งตัวเหมือนคนไทย แต่เพราะรัฐสมัยใหม่สั่งสอนให้เกลียดไทยทำให้คนเขมรกลัวที่จะอ้างว่าแต่งตัวเหมือนไทย แต่กลับบอกว่าไทยแย่งชิง "ชุดเขมร" ไป ซึ่งเป็นพฤติกรรมหนีความจริง เเหมือนนกกระจอกเทศเอาหัวฝังดิน โดยคิดว่าจะหนีความจริงไปได้
ในกรณีของเขมรนั้น แม้แต่คำว่า "ชุด" หรือที่เขมรเขียนว่า "ฌุด" นั้น เป็นคำไทยแท้ๆ (ตามการศึกษาของอาจารย์บรรจบ พันธุเมธา ปราชญ์ด้านภาษาไทยและเขมร ที่เขียน "ชุด" เป็น "ฌุด" เพราะเขมรออกเสียง ช เป็น จ จึงต้องเลี่ยงไปใช้ ฌ) แม้แต่คำศัพท์ยังเป็นไทยแล้วชุดเขมรที่ไหนจะมีได้เล่า? โดยที่ประวัติศาสตร์ก็บอกไว้ว่า เมื่อเขมรสิ้นวัฒนธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเพราะญวนบังคับให่้เขมรใช้วัฒนธรรมของญวนทั้งสิ้น แต่เพราะรัชกาลที่ 3 ทรงเวทนาสงสารพระศาสนาและอาณาจักรเขมร จึงทรงช่วยฟื้นอาณาจักรกับพุทธจักร (อันเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรม) ให้ ยังไม่นับการที่พวกเจ้าเขมรเกิดและโตในกรุงเทพฯ และแต่งตัวแบบไทย พูดไทย ใช้วัฒนธรรมไทย เมื่อกลับไปฟื้นบ้านเมืองก็ยังแต่งตัวแบบไทยและพูดไทย แม้กระทั่งในสมัยเจ้าสีหนุก็ยังเป็นแบบนั้น
ในยุคก่อนโมเดิร์นนั้นไทยกับเขมรแบ่งปันกันแบบนี้ โดยไม่มีการแย่งเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เพราะแนวคิดเรื่อง "ชาติใครชาติมัน" ยังไม่มี
จนกระทั่งเขมรเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส เพราะฝรั่งเศสกลัวเขมรจะเอียงมาไทยอีก จึงใส่หัวเขมรว่า "ไทยเป็นคนปล้นวัฒนธรรมเขมรไป" พร้อมกับปลุกชาตินิยมเขมรขึ้นมา ซึ่งแม้จะเป็นภัยต่อการปกครองของฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสคำนวณแล้ว่าไทยเป็นภัยใกล้กว่า หากปลุกให้คนเขมรมี "รัฐชาติ" และรักชาติของตนโดยเกลียดไทยเป็นหลัก การปกครองของฝรั่งเศสก็จะง่ายกว่า
แต่สุดท้ายชาตินิยมเขมรก็แว้งกัดฝรั่งเศสจนได้ ทำให้เขมรเป็นเอกราช พร้อมกับเริ่มสร้างรัฐชาติและวัฒนธรรมแห่งชาติของตน แต่เพราะเจ้าสีหนุนั้นคิดอะไรไม่ออก จึงลอกวัฒนธรรมไทยทั้งดุ้น โดยเดินสายป่าวประการว่าชุดไทยและรำไทยที่เขมรใช้อยู่นั้น "เป็นของเขมรแท้" แต่ "ไทยปล้นเอาไป"
จนบัดนี้เขมรก็ยังคิดสั่วๆ แบบนั้น ทั้งหมดนี้เพราะการมีรัฐชาติและความต้องการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นเหตุ เพียงแต่คร้านที่จะคิดเองทำเอง สู้รับเอาวาทกรรมฝรั่งที่ว่า "ไทยปล้นวัฒนธรรมไทย" แล้วชิงของไทยมาเป็นของตนเลยมันง่ายกว่า
ในขณะที่ไทยก็สร้างวัฒนธรรมแห่งชาติของตนขึ้นมาโดยอิงกับของเดิมของตนไม่ได้ปล้นใคร จนกระทั่งมาทราบว่าพวกเขมรใช้วิธีการชั่วร้าย จึงเกิด "สงครามวัฒนธรรม" ขึ้นโดยแต่ละฝ่ายโจมตีกันว่าทำ Cultural appropriation ต่อกัน
เรื่องเขมรและไทยเป็นตัวอย่างอันน่าเศร้าของการที่รัฐชาติกีดกันคนสองชาติจากรากเหง้าเดิม วิธีแก้นั้นเหมือนจะง่าย แต่กลับลงมือทำไม่ง่ายเลยเพราะปัญหาอยู่ที่คุณภาพของสติปัญญา คือความรู้เร่ื่องประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ
เช่นกัน กรณีของ "เพลิงพระนาง" ถ้าจะบอกคนพม่าว่า "นี่เป็นเรื่องของล้านนาหรือเมืองเจ้าฟ้าไทยใหญ่ทั้งปวง" ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นพม่า ถ้าบอกคนที่รู้ประวัติศาสตร์ดีๆ เขาก็จะเฉยๆ แต่ไปบอกกับชาวบ้านธรรมดา แม้แต่คนรู้ประวัติศาสตร์ครึ่งๆ กลางๆแ แต่คลั่งชาติสุดลิ่มทิ่มประตู พวกนี้จะไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น นอกจากบอกว่า "พวกไทยปล้นวัฒนธรรมเราไป"
สภาพของพม่าตอนนี้ยิ่งกว่าเขมรเสียอีก คือบ้านแตกสาแหรกขาด ทำให้คนด้อยปัญญามีมากกว่าคนมีความรู้ ส่วนกัมพูชานั้นเคยบ้านแตกสาสาแหรกขาดมาก่อน จนถึงบัดนี้มีคนรู้มากพอสมควร แต่เพราะรัฐบาลยังใช้ความโง่ปกครองประชาขนเหมือนเดิม ทำให้มีเรื่องทะเลาะกับไทยอยู่วันยังค่ำ
แต่พม่านั้นต่่างจากเขมร แม้คนพม่าจะถูกเป่าหูโดยคนเขมรให้โจมตีไทยเรื่อง Cultural appropriation แต่จากประสบการณ์ที่พมไปพม่ามา ผมเห็นว่าคนพม่ามีรากฐานทางปัญญาสูง อ่่านหนังสือของปัญญาชนพม่าแล้วรู้สึกว่าใช้ปัญญามากกว่าใช้อารมณ์ หากพม่าไม่สงครามกลางเมือง ผมเชื่อว่าคนมีความรู้จะปกครองบ้านเมือง และสังคมจะชี้นำโดยปัญญาชน ดังนั้น พม่าจะไม่เป็นเหมือนเขมร เพราะในที่สุดคนพม่่าจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ขโมยวัฒนธรรม
แถมเมื่อบ้านเมืองพม่าดีแล้ว และพวกเขาจำได้ว่าพม่าเคยปกครองล้านนาและแบ่งวัฒนธรรมให้กันและกัน ผมเชื่อว่าจะยิ่งทำให่้สองประเทศสนิทสนมกันยิ่งขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศใจกว้างและไม่ลืมตัว เมื่อล้านนาเราเป็นของพม่ามาก่อนและเคยแต่งตัวแบบ "ม่าน" มาก่อน เราก็ไม่ลืมและให้เครดิต ไม่เหมือนกัมพูชาที่ไม่เพียงลืมไทยและยังกล่าวหาไทยที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมของพวกเขาว่าเป็นโจรเสียด้วยซ้ำ
คนพม่าใจกว้างเช่นกัน ผมรู้สึกแบบนั้นจากที่ได้สัมผัสมาในหมู่ประชาชนและในผลงานของปัญญาชนทั้งหลาย
แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปว่า การที่ "เพลิงพระนาง" ใช้เค้าโครงจากประวัติศาสตร์พม่ายุคราชวงศ์คองบอง อันเป็นช่วงที่เปราะบางในประวัติศาสตร์พม่า เพราะนำไปสู่การเสียเมืองและตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง ดังนั้น ต่อให้คนพม่าเข้าใจว่า คนในเรื่องเป็นคนพม่าและควรจะแต่งตัวแบบพม่า แต่มันก็สามารถทำให้คนพม่ารู้สึกกระอักกระอ่วนใจได้เช่นกัน
เหมือนกับที่คนไทยรู้สึกพะอืดพะอมเรื่อง The King And I นั่นแหละครับ เอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วก็จะเข้าใจ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต กษัตริย์และกษัตรีองค์สุดท้ายของพม่า