โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เพื่อนบ้านไทยดีๆ ทั้งนั้น หากเขมรไม่ปล้นวัฒนธรรมไทย พม่าก็หาว่าไทยปล้นวัฒนธรรมพวกเขา

The Better

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

ได้ยินมาว่าพวกมีคนเมียนมาโจมตีซีรีส์ไทยเรื่อง "เพลิงพระนาง" ว่าขโมยวัฒนธรรมของพวกเขา ทั้งชุดพม่า รำพม่า อะไรต่อมิอะไร โดยมีพวกเขมรมาใส่ไฟทำเป็นเห็นอกเห็นใจพม่าพวกนั้นว่า "เราเข้าใจพวกเธอ เพราะเราเองก็ถูกโจมรสยามปล้นวัฒนธรรมไปเหมือนกัน"

เรื่อง "เพลิงพระนาง" เวอร์ชั่นนี้ผมเห็นว่าพยายามเลี่ยง "ความเป็นพม่า" มากมายแล้วด้วยซ้ำหากเทียบกับเวอร์ชั่นแรกๆ เมื่อทศวรรษที่ 90 และทศวรรษที่ 2000 แต่ก็ไม่วายที่จะถูกกล่าวหาเรื่อง Cultural appropriation หรือการที่ "คนนอกวัฒธรรมของเขา เอาวัฒนธรรมของเขามาใช้"

Cultural appropriation เป็นแนวคิดของยุคโมเดิร์น (Modernity) ซึ่งคนในโลกนี้จะแบ่งวัฒนธรรมกันไม่ได้ ต้องต่างคนต่างมีอัตลักษณ์แห่งชาติ เพราะความเป็นโมเดิร์นทางสังคมและการเมืองนั้นสนับสนุนรัฐชาติ และคุณสมบัติหนึ่งของรัฐชาติก็คือ แต่ละรัฐชาติจะต้องมีอัตลักษณ์เฉพาะ ไม่เหมือนใคร และไม่แบ่งให้ใคร บ่างรัฐชาติถึงกับสร้างอัตลักษณ์ขึ้นใหม่เพื่อสนองเป้าหมายทางการเมืองนี้

เมื่อคนรัฐชาติอื่น เอาการแต่งตัว และประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรมอื่นๆ ของรัฐชาติอื่นไปใช้ "เจ้าของ" จึงโกรธ และกล่าวหาว่า "ปล้น" (appropriation) วัฒนธรรม (Culture) ของเขา

เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งผมจะอธิบายต่อไป ตอนนี้มา "พยายาม" เข้าใจกันก่อนว่าทำไมพม่าไม่พอใจ "เพลิงพระนาง"

"เพลิงพระนาง" เขียนขึ้นในยุคโมเดิร์น โดย "ได้รับแรงบันดาลใจ" จากประวัติศาสตร์พม่ายุคพระนางศุภยาลัต ในสมัยปราชวงศ์คองบอง แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็พอจะทำให้คนพม่าไม่พอใจได้แล้ว แต่เมื่อสร้างเป็นละครก็ต้องให้ละครแต่งตัวเป็นพม่าเพื่อความสมจริง ยิ่งทำให้เกิด Cultural appropriation หนักขึ้นไปอีก

ต่อในเลี่ยงแค่ไหน แต่คนในยุคนี้ "ตาไว" และหวง "วัฒนธรรมแห่งชาติ" กันมาก โดยเฉพาะพวกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น "บ้าคลั่ง" เรื่องนี้มาก ซึ่งผมเห็นว่า ไม่ใช่เพราะหวงแหนวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายของตน แต่เพราะ "เห็นว่าบางประเทศเก่งในเรื่องนำเสนอจนโด่งดัง" จึงเกิดความริษยา อยากเป็นคนโด่งดังขึ้นมาบ้าง

ในกรณีของพม่านั้น ผมเห็นว่า เขาทั้งหวงและริษยาในเวลาเดียวกัน ซึ่งเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรับแรงกระแทก เพราะนี่เป็นผลพวงของรัฐสมัยใหม่ที่ไม่อนุญาตให้มีการแบ่งปันวัฒนธรรมกัน ต่างคนต้องต่างอยู่ แต่ละรัฐมีพรมแดนที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่พรมแดนทางกายภาพ แต่รวมถึงพรมแดนทางวัฒนธรรมด้วย

แม้เรื่องนี้จะพยายามเลี่ยงพำม่ามาเป็นล้านนาหรีอเมืองในจินตนาการที่คล้ายพม่าและล้านนา โดยที่เราอาจจะอ้างว่า "ล้านนาเป็นเมืองขึ้นพม่ามาสองร้อยปี" และทั้งล้านนามีกลิ่นอายพม่าเต็มไปหมด แต่เราต้องทำใจว่า สติปัญญาของคนทั่วไปนั้นไม่สามารถเข้าใจประวัติศาสตร์ได้อย่างถ่องแท้ และยังเชื่อว่า "ชุดพม่าเป็นของพม่าเท่านั้น" โดยไม่ยอมรับรู้ว่าคนล้านนาหรือคนเมืองเหนือก็เคยแต่งชุดพม่ากัน (บ้าง) และยังมีคนพม่า คนไต คนต่างๆ จากพม่ามาอยู่ในล้านนามากมาย ทำให้ล้านนามีความชอบธรรมที่จะใช้วัฒนธรรมพม่าได้เหมือนกัน

แต่เพราะตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในยุค "ก่อนสมัยใหม่" (Pre-modern) แต่เราอยู่ในยุคโมเดิร์นที่บังคับให้เราแบ่งปัน "วัฒนธรรมแห่งชาติ" กันอีกต่อไป ดังนั้นต่อให้อ้างว่าเพลิงพระนางเป็นล้านนาหรือ "รัฐในจินตนาการ" ก็ตาม แต่เพราะแนวคิด "ของพม่าเท่านั้น" มันครอบไว้ ทำให้คนพม่าก็มีความชอบธรรมที่จะเห็นว่า "เพลิงพระนาง" คือ Cultural appropriation ได้อยู่ แม้มันจะเป็นความเห็นที่ผิดๆ ก็ตามในแง่วิชาการ

ที่มันผิดในแง่วิชาการ ก็เพราะในโลกของวิชาการและปัญญาชน "รัฐชาติ" มีข้อเสียมหันต์ตรงที่ล้อมกรอบมนุษยชาติเอาไว้ไม่ให้แบ่งปันวัฒนธรรมกันอีก คนพม่าต้องแต่งตัวเป็นพม่า ต่อให้เป็นคนโยดะยาหรือคนอยุธยาที่ไปอยู่พม่าก็ต้องเป็นแต่งตัวเป็นพม่า คนล้านนาเป็นคนสัญชาติไทยแล้วจะแต่งพม่าไม่ได้ คนเขมรเคยแต่งตัวเหมือนคนไทย แต่เพราะรัฐสมัยใหม่สั่งสอนให้เกลียดไทยทำให้คนเขมรกลัวที่จะอ้างว่าแต่งตัวเหมือนไทย แต่กลับบอกว่าไทยแย่งชิง "ชุดเขมร" ไป ซึ่งเป็นพฤติกรรมหนีความจริง เเหมือนนกกระจอกเทศเอาหัวฝังดิน โดยคิดว่าจะหนีความจริงไปได้

ในกรณีของเขมรนั้น แม้แต่คำว่า "ชุด" หรือที่เขมรเขียนว่า "ฌุด" นั้น เป็นคำไทยแท้ๆ (ตามการศึกษาของอาจารย์บรรจบ พันธุเมธา ปราชญ์ด้านภาษาไทยและเขมร ที่เขียน "ชุด" เป็น "ฌุด" เพราะเขมรออกเสียง ช เป็น จ จึงต้องเลี่ยงไปใช้ ฌ) แม้แต่คำศัพท์ยังเป็นไทยแล้วชุดเขมรที่ไหนจะมีได้เล่า? โดยที่ประวัติศาสตร์ก็บอกไว้ว่า เมื่อเขมรสิ้นวัฒนธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเพราะญวนบังคับให่้เขมรใช้วัฒนธรรมของญวนทั้งสิ้น แต่เพราะรัชกาลที่ 3 ทรงเวทนาสงสารพระศาสนาและอาณาจักรเขมร จึงทรงช่วยฟื้นอาณาจักรกับพุทธจักร (อันเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรม) ให้ ยังไม่นับการที่พวกเจ้าเขมรเกิดและโตในกรุงเทพฯ และแต่งตัวแบบไทย พูดไทย ใช้วัฒนธรรมไทย เมื่อกลับไปฟื้นบ้านเมืองก็ยังแต่งตัวแบบไทยและพูดไทย แม้กระทั่งในสมัยเจ้าสีหนุก็ยังเป็นแบบนั้น

ในยุคก่อนโมเดิร์นนั้นไทยกับเขมรแบ่งปันกันแบบนี้ โดยไม่มีการแย่งเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เพราะแนวคิดเรื่อง "ชาติใครชาติมัน" ยังไม่มี

จนกระทั่งเขมรเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส เพราะฝรั่งเศสกลัวเขมรจะเอียงมาไทยอีก จึงใส่หัวเขมรว่า "ไทยเป็นคนปล้นวัฒนธรรมเขมรไป" พร้อมกับปลุกชาตินิยมเขมรขึ้นมา ซึ่งแม้จะเป็นภัยต่อการปกครองของฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสคำนวณแล้ว่าไทยเป็นภัยใกล้กว่า หากปลุกให้คนเขมรมี "รัฐชาติ" และรักชาติของตนโดยเกลียดไทยเป็นหลัก การปกครองของฝรั่งเศสก็จะง่ายกว่า

แต่สุดท้ายชาตินิยมเขมรก็แว้งกัดฝรั่งเศสจนได้ ทำให้เขมรเป็นเอกราช พร้อมกับเริ่มสร้างรัฐชาติและวัฒนธรรมแห่งชาติของตน แต่เพราะเจ้าสีหนุนั้นคิดอะไรไม่ออก จึงลอกวัฒนธรรมไทยทั้งดุ้น โดยเดินสายป่าวประการว่าชุดไทยและรำไทยที่เขมรใช้อยู่นั้น "เป็นของเขมรแท้" แต่ "ไทยปล้นเอาไป"

จนบัดนี้เขมรก็ยังคิดสั่วๆ แบบนั้น ทั้งหมดนี้เพราะการมีรัฐชาติและความต้องการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นเหตุ เพียงแต่คร้านที่จะคิดเองทำเอง สู้รับเอาวาทกรรมฝรั่งที่ว่า "ไทยปล้นวัฒนธรรมไทย" แล้วชิงของไทยมาเป็นของตนเลยมันง่ายกว่า

ในขณะที่ไทยก็สร้างวัฒนธรรมแห่งชาติของตนขึ้นมาโดยอิงกับของเดิมของตนไม่ได้ปล้นใคร จนกระทั่งมาทราบว่าพวกเขมรใช้วิธีการชั่วร้าย จึงเกิด "สงครามวัฒนธรรม" ขึ้นโดยแต่ละฝ่ายโจมตีกันว่าทำ Cultural appropriation ต่อกัน

เรื่องเขมรและไทยเป็นตัวอย่างอันน่าเศร้าของการที่รัฐชาติกีดกันคนสองชาติจากรากเหง้าเดิม วิธีแก้นั้นเหมือนจะง่าย แต่กลับลงมือทำไม่ง่ายเลยเพราะปัญหาอยู่ที่คุณภาพของสติปัญญา คือความรู้เร่ื่องประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ

เช่นกัน กรณีของ "เพลิงพระนาง" ถ้าจะบอกคนพม่าว่า "นี่เป็นเรื่องของล้านนาหรือเมืองเจ้าฟ้าไทยใหญ่ทั้งปวง" ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นพม่า ถ้าบอกคนที่รู้ประวัติศาสตร์ดีๆ เขาก็จะเฉยๆ แต่ไปบอกกับชาวบ้านธรรมดา แม้แต่คนรู้ประวัติศาสตร์ครึ่งๆ กลางๆแ แต่คลั่งชาติสุดลิ่มทิ่มประตู พวกนี้จะไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น นอกจากบอกว่า "พวกไทยปล้นวัฒนธรรมเราไป"

สภาพของพม่าตอนนี้ยิ่งกว่าเขมรเสียอีก คือบ้านแตกสาแหรกขาด ทำให้คนด้อยปัญญามีมากกว่าคนมีความรู้ ส่วนกัมพูชานั้นเคยบ้านแตกสาสาแหรกขาดมาก่อน จนถึงบัดนี้มีคนรู้มากพอสมควร แต่เพราะรัฐบาลยังใช้ความโง่ปกครองประชาขนเหมือนเดิม ทำให้มีเรื่องทะเลาะกับไทยอยู่วันยังค่ำ

แต่พม่านั้นต่่างจากเขมร แม้คนพม่าจะถูกเป่าหูโดยคนเขมรให้โจมตีไทยเรื่อง Cultural appropriation แต่จากประสบการณ์ที่พมไปพม่ามา ผมเห็นว่าคนพม่ามีรากฐานทางปัญญาสูง อ่่านหนังสือของปัญญาชนพม่าแล้วรู้สึกว่าใช้ปัญญามากกว่าใช้อารมณ์ หากพม่าไม่สงครามกลางเมือง ผมเชื่อว่าคนมีความรู้จะปกครองบ้านเมือง และสังคมจะชี้นำโดยปัญญาชน ดังนั้น พม่าจะไม่เป็นเหมือนเขมร เพราะในที่สุดคนพม่่าจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ขโมยวัฒนธรรม

แถมเมื่อบ้านเมืองพม่าดีแล้ว และพวกเขาจำได้ว่าพม่าเคยปกครองล้านนาและแบ่งวัฒนธรรมให้กันและกัน ผมเชื่อว่าจะยิ่งทำให่้สองประเทศสนิทสนมกันยิ่งขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศใจกว้างและไม่ลืมตัว เมื่อล้านนาเราเป็นของพม่ามาก่อนและเคยแต่งตัวแบบ "ม่าน" มาก่อน เราก็ไม่ลืมและให้เครดิต ไม่เหมือนกัมพูชาที่ไม่เพียงลืมไทยและยังกล่าวหาไทยที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมของพวกเขาว่าเป็นโจรเสียด้วยซ้ำ

คนพม่าใจกว้างเช่นกัน ผมรู้สึกแบบนั้นจากที่ได้สัมผัสมาในหมู่ประชาชนและในผลงานของปัญญาชนทั้งหลาย

แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปว่า การที่ "เพลิงพระนาง" ใช้เค้าโครงจากประวัติศาสตร์พม่ายุคราชวงศ์คองบอง อันเป็นช่วงที่เปราะบางในประวัติศาสตร์พม่า เพราะนำไปสู่การเสียเมืองและตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง ดังนั้น ต่อให้คนพม่าเข้าใจว่า คนในเรื่องเป็นคนพม่าและควรจะแต่งตัวแบบพม่า แต่มันก็สามารถทำให้คนพม่ารู้สึกกระอักกระอ่วนใจได้เช่นกัน

เหมือนกับที่คนไทยรู้สึกพะอืดพะอมเรื่อง The King And I นั่นแหละครับ เอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วก็จะเข้าใจ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต กษัตริย์และกษัตรีองค์สุดท้ายของพม่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...