โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกประเมินเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หนุนสินทรัพย์เสี่ยง จับตา Fund Flow ไหลกลับตลาดเกิดใหม่-ทิศทางหุ้นไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 17.25 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ฯ มองผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มีโอกาสนำไปสู่รัฐบาลเสียงแตก ลดความผันผวนเชิงนโยบายและแรงกดดันต่อ Bond Yield หนุนบรรยากาศลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง แต่ผลบวกต่อตลาดหุ้นโลกยังจำกัด แนะติดตามนโยบายสหรัฐฯ ต่อสงครามอิหร่าน พร้อมจับตา Fund Flow ต่างชาติและทยอยสะสมหุ้นไทยช่วงตลาดผันผวน

3 พฤศจิกายน 2569 - ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) ในวันนี้ (3 พ.ย.69) ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และตลาดทุน โดยเฉพาะกรณีที่ผลเลือกตั้งทำให้เกิดภาวะรัฐบาลแบ่งแยก (Divided Government) หรือพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสแตกต่างจากพรรคของประธานาธิบดี ซึ่งอาจทำให้การผลักดันนโยบายขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น และส่งผลต่อความคาดหวังของนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินว่า ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจกำหนดทิศทาง Fund Flow ในระยะถัดไป โดยหากเกิดภาวะรัฐบาลแบ่งแยก จะช่วยลดความกังวลต่อการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกและการผลักดันมาตรการที่อาจสร้างความผันผวนต่อตลาด ส่งผลให้ US Bond Yield มีโอกาสชะลอตัว

ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) อาจหยุดแข็งค่าหรือกลับมาอ่อนลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ข้อมูลสถิติจาก Bloomberg ที่ InnovestX นำมาประกอบการประเมินระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักตอบรับเชิงบวกหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอม โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.1% ในวันแรก ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1.4% ในช่วง 1 เดือน และ 5.2% ในช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม หากผลเลือกตั้งนำไปสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งแยก ผลตอบแทนเฉลี่ยของ S&P 500 ในช่วง 3 เดือนอยู่ที่ 6.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวม เนื่องจากภาวะชะงักงันทางการเมือง (Gridlock) ทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญ เช่น การปรับโครงสร้างภาษีหรือการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ ทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายที่คาดการณ์ได้มากกว่าเดิม

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะที่อำนาจทางการเมืองถูกแบ่งขั้วอาจเพิ่มข้อจำกัดต่อการยกระดับปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง ผ่านกระบวนการตรวจสอบและการอนุมัติงบประมาณของสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม InnovestX ประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแรงหนุนด้านความเชื่อมั่นในระยะสั้น ไม่ใช่หลักประกันว่าความเสี่ยงจากการขยายวงความขัดแย้งจะลดลง เนื่องจากอำนาจด้านนโยบายต่างประเทศและการใช้กำลังส่วนใหญ่ยังอยู่กับฝ่ายบริหาร

ในทางกลับกัน หากผลเลือกตั้งทำให้พรรคเดียวกับประธานาธิบดีครองเสียงข้างมากทั้งฝ่ายบริหารและสภาคองเกรส (Unified Government) รัฐบาลจะมีความคล่องตัวในการผลักดันนโยบายการคลังมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อ Bond Yield และหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า เป็นปัจจัยที่อาจจำกัดการไหลเข้าของ Fund Flow สู่ตลาดเกิดใหม่

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน InnovestX แนะนำ Selective Buy ผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่

1. FDI & Tech-Infra Play เน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Data Center รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประกอบด้วย กลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน GULF, GPSC, GUNKUL

2. Strong Earnings & Laggard Play เลือกหุ้นที่คาดว่ากำไรช่วงครึ่งหลังปี 2569 ถึงปี 2570 จะเติบโตแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) มี Margin of Safety และฐานะการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ AOT, AP, BCH, BDMS, CPN, TRUE และ TU

3. Quality Dividend Play เน้นหุ้นปันผลคุณภาพดีที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนของกองทุนประหยัดภาษี เช่น TESG, RMF และ SSF รวมถึงเงินลงทุนจากสถาบันในประเทศที่มักไหลเข้าสู่ตลาดช่วงปลายปี โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ BBL, KTB, KKP, HMPRO, AP, SCCC, PTT, FTREIT และ LHSC ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) มากกว่า 5% ตามการประเมินของบริษัท

4. Geopolitical & Yield Relief Play สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรระยะสั้น หากผลเลือกตั้งนำไปสู่รัฐบาลแบ่งแยก อาจช่วยลดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และ Bond Yield รวมถึงเอื้อต่อการปรับตัวลงของต้นทุนพลังงาน โดยกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ สายการบิน AAV, THAI โรงไฟฟ้า SPP GPSC, BGRIM การแพทย์ BH, BDMS ท่องเที่ยว AOT, MINT, ERW และไฟแนนซ์ MTC, SAWAD, TIDLOR

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 มีแนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

โดย ข้อมูลจาก Decision Desk HQ ระบุว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาส 83% ที่จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมีโอกาส 63% ที่จะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนมองว่าพรรครีพับลิกันอาจรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ เนื่องจากผลสำรวจความคิดเห็นในอดีตอาจประเมินโอกาสชนะของพรรคเดโมแครตสูงเกินไป

KGI มองว่าแม้พรรคเดโมแครตจะสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนระดับสองในสาม (Supermajority) เพื่อคัดค้านคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากกระบวนการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวมีข้อจำกัดหลายขั้นตอน

โดยหากสภาคองเกรสไม่เห็นด้วยกับ Executive Order สามารถออกกฎหมายใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกคำสั่งได้ แต่หากประธานาธิบดีใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) กฎหมายดังกล่าว สภาคองเกรสจะต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนอย่างน้อยสองในสามของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อให้สามารถลบล้างการยับยั้งได้ ซึ่งจากสถิติในอดีตพบว่าเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ยาก

ดังนั้น แม้พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา คำสั่งฝ่ายบริหารส่วนใหญ่ที่ออกโดยประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป ทำให้ผลการเลือกตั้งอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญในทันที

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 สะท้อนว่า ในช่วงที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกัน การที่สภาคองเกรสมีเสียงแตกหรือเกิดภาวะรัฐบาลแบ่งแยก กลับเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปี 13.7% ในช่วงที่สภาคองเกรสมีเสียงแตก เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ย 4.9% ในช่วงที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา

โดยกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance) ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ช่วยจำกัดการผลักดันนโยบายที่อาจมีความสุดโต่งหรือส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาด ทำให้การดำเนินนโยบายมีข้อจำกัดและคาดการณ์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากผลเลือกตั้งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ก็อาจเป็นปัจจัยจำกัด Upside ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ทั้งนี้KGI มองว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้อาจส่งผลต่อตลาดการเงินโลกในวงจำกัด เนื่องจากทิศทางตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

สำหรับตลาดหุ้นไทย KGI มองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยความไม่แน่นอนจากต่างประเทศไปมากแล้ว จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นในช่วงที่ตลาดผันผวน

โดยกลยุทธ์การลงทุนเดือนพฤศจิกายนให้น้ำหนัก 3 ธีมหลัก ได้แก่

1. กลุ่มธนาคาร ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัว ขณะเดียวกันยังมีเงินปันผลระหว่างกาลในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ จึงเป็นกลุ่มที่เหมาะสำหรับติดตามในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน

2. หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ในประเทศไทย แม้เกณฑ์ใหม่ในการกำกับดูแลธุรกิจ Data Center อาจเลื่อนการบังคับใช้ไปเป็นไตรมาส 1 ปี 2570 แต่ KGI ยังมองว่าธีมดังกล่าวมีปัจจัยกระตุ้นเชิงบวกรออยู่ และเลือก GULF, STECON และ WHA เป็นหุ้นเด่นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

3. กลุ่มโรงแรมที่เน้นตลาดในประเทศ ซึ่งคาดว่าผลประกอบการจะได้รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ช่วง High Season โดยเป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตาในช่วงปลายปีที่กิจกรรมท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดการเงินจะจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Election) ในช่วงกลางสัปดาห์ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผล Exit Poll ในช่วงเช้าวันพุธ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามนอกเหนือจากผลการเลือกตั้ง คือทิศทางนโยบายสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง

สำหรับแนวโน้มผลการเลือกตั้ง ผลสำรวจคะแนนนิยมและการคาดการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าพรรคเดโมแครต (Democrats) มีคะแนนนิยมปรับตัวดีขึ้น โดย Decision Desk HQ (DDHQ) ประเมินโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (House) อยู่ที่ 68-69% และในวุฒิสภา (Senate) อยู่ที่ 51%

ขณะที่ผลสำรวจ Marquette Law School Poll ระหว่างวันที่ 2-9 กันยายน พบว่า คะแนนนิยมในกลุ่มผู้มีแนวโน้มออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (Likely Voters) ของพรรคเดโมแครตอยู่ที่ 54% เทียบกับพรรครีพับลิกัน (Republicans) ที่ 41%

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในวุฒิสภายังมีความสูสี โดยหลายรัฐยังเป็นพื้นที่ที่ผลเลือกตั้งมีโอกาสพลิกผัน (Swing States) ทำให้ผลการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายยังมีความไม่แน่นอน

กรุงศรี ประเมินว่า ปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มากที่สุดยังคงเป็นประเด็นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความกังวลสูงสุด รองลงมาคือภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

จากแนวโน้มคะแนนนิยมดังกล่าว มีความเป็นไปได้ที่ผลเลือกตั้งจะนำไปสู่ภาวะสภาแบบผสม (Divided Government) หรือพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายภาครัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น รวมถึงเพิ่มข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์

ผลที่ตามมาคือ แรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) ซึ่งปรับตัวขึ้นจากความกังวลต่อปัญหาการขาดดุลการคลัง มีโอกาสผ่อนคลายลง ขณะที่แรงส่งจากนโยบายภาครัฐต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจลดลง และความผันผวนจากการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกัน

โดยรวมกรุงศรี ประเมินว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะส่งผลในระดับ “กลางถึงบวกเล็กน้อย” ต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยแรงกดดันจาก Bond Yield ที่มีโอกาสคลี่คลายลงจะช่วยชดเชยผลกระทบจากแรงสนับสนุนทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายภาครัฐที่ลดลง นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการใช้นโยบายของสหรัฐฯ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศอื่นมีแนวโน้มลดลงได้เล็กน้อย

ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกรุงศรีมองว่าเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่อาจมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง และส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...