หลักนิติธรรมของไทยถดถอย แต่กัมพูชาหนักกว่ารั้งอันดับสุดท้ายของภูมิภาคเอเชีย
ดัชนีหลักนิติธรรมโลก (WJP Rule of Law Index 2026) ในปีนี้ ปรากฎว่่าประเทศไทยได้คะแนน 0.50 จาก 1.00 อยู่ในอันดับ 80 จาก 143 ประเทศ ลดลง 3 อันดับจากปี 2025 และอยู่อันดับ 10 จาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งสะท้อนความท้าทายด้านการตรวจสอบอำนาจรัฐ การปราบปรามการทุจริต การบังคับใช้กฎหมาย และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม แม้จะมีจุดแข็งด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงก็ตาม
จากการสำรวจโดย WJP พบว่าประเทศไทยมีคะแนนสูงที่สุดในด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง โดยได้ 0.75 คะแนน และอยู่อันดับ 65 ของโลก คะแนนดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 0.72 สะท้อนว่าประเทศไทยมีผลการประเมินที่ค่อนข้างดีในด้านการรักษาความสงบ การควบคุมอาชญากรรม และความมั่นคงในสังคมเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม การมีความสงบเรียบร้อยไม่ได้หมายความว่าระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในด้านอื่นจะมีประสิทธิภาพตามไปด้วย
แต่จุดอ่อนสำคัญของไทยอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการบังคับใช้กฎระเบียบ (Regulatory Enforcement) เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของประเทศไทยจากการจัดอันดับครั้งนี้ โดยได้คะแนน 0.44 และอยู่ในอันดับ 103 จาก 143 ประเทศ
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ไทยอยู่ในอันดับ 13 จาก 15 ประเทศ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการทำให้กฎหมายและกฎระเบียบมีผลบังคับใช้อย่างเป็นธรรม สม่ำเสมอ และมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ คะแนนด้านนี้ยังลดลงจาก 0.45 ในปี 2025 เหลือ 0.44 ในปี 2026
กระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) ก็เป็นปัจจัยที่ประเทศไทยได้คะแนนต่ำที่สุดในทั้ง 8 ด้าน โดยได้ 0.42 คะแนน อยู่ในอันดับ 78 ของโลก โดยผลประเมินสะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้
ประเด็นนี้มีความสำคัญเนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นกลไกหลักในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายของประเทศ
ประเทศไทยได้คะแนนด้านการปราศจากการคอร์รัปชัน 0.44 คะแนน อยู่ในอันดับ 78 ของโลก และอันดับ 9 จาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
คะแนนลดลงจาก 0.45 ในปี 2025 และเมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2021–2026 พบว่าคะแนนด้านการปราศจากการทุจริตลดลง 5.6%
สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความโปร่งใสในภาครัฐ การตรวจสอบการใช้อำนาจ และการสร้างกลไกป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ
ประเทศไทยได้คะแนนด้านการจำกัดอำนาจรัฐ (Constraints on Government Powers) 0.47 คะแนน อยู่ในอันดับ 96 ของโลก และอันดับ 12 จาก 15 ประเทศในภูมิภาค
ผลประเมินสะท้อนความท้าทายในการพัฒนากลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างหน่วยงานรัฐ รวมถึงการทำให้การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและองค์กรภาครัฐอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างแท้จริง
ประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
ประเทศไทยได้คะแนนด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน 0.49 คะแนน อยู่ในอันดับ 86 ของโลก ขณะที่ด้านรัฐบาลที่เปิดเผยและโปร่งใสได้ 0.48 คะแนน อยู่ในอันดับ 73 ทั้งสองด้านยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยสิทธิขั้นพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยโลก 0.55 และรัฐบาลที่เปิดเผยและโปร่งใสมีค่าเฉลี่ยโลก 0.52
ผลประเมินจึงสะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนทั้ง 8 ปัจจัย พบว่าประเทศไทยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเพียง 1 ด้าน คือความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ส่วนอีก 7 ด้านยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกทั้งหมด
ด้านประเทศกัมพูชาได้รับคะแนนหลักนิติธรรม 0.31 จากคะแนนเต็ม 1.00 อยู่ในอันดับ 140 จาก 143 ประเทศและเขตอำนาจทั่วโลก รั้งอันดับสุดท้ายของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (15 จาก 15 ประเทศ) แม้อันดับโลกจะดีขึ้น 1 อันดับจากปี 2025 แต่คะแนนรวมยังคงเท่าเดิม สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการตรวจสอบอำนาจรัฐ การทุจริต ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ กัมพูชามีคะแนนสูงที่สุดในด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง (Order and Security) โดยได้ 0.64 คะแนน อยู่ในอันดับ 103 ของโลก และอันดับ 14 จาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก แม้จะเป็นปัจจัยที่มีคะแนนดีที่สุดของกัมพูชา แต่ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค และคะแนนลดลงจาก 0.66 ในปี 2025 ปัจจัยนี้ประเมินความสามารถของสังคมในการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สิน รวมถึงการควบคุมอาชญากรรมและความรุนแรง
กัมพูชาได้คะแนนด้านรัฐบาลที่เปิดเผยและโปร่งใส (Open Government) เพียง 0.23 คะแนน อยู่ในอันดับ 142 จาก 143 ประเทศทั่วโลก และอันดับสุดท้ายของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คะแนนดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ การเข้าถึงข้อมูลของประชาชน และกลไกการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา เนื่องจากความโปร่งใสเป็นพื้นฐานของการตรวจสอบอำนาจรัฐและการสร้างความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ
กัมพูชาได้คะแนนด้านการปราศจากการคอร์รัปชัน (Absence of Corruption) เพียง 0.24 คะแนน อยู่ในอันดับ 141 จาก 143 ประเทศ และอันดับ 15 จาก 15 ประเทศในภูมิภาค เมื่อเทียบกับปี 2025 คะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.23 เป็น 0.24 แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้อันดับของประเทศดีขึ้นในระดับโลก ผลประเมินชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และการสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
กัมพูชาได้คะแนนด้านการจำกัดอำนาจรัฐ (Constraints on Government Powers) 0.23 คะแนน อยู่ในอันดับ 140 ของโลก และอันดับสุดท้ายของภูมิภาค ปัจจัยนี้ประเมินว่าผู้มีอำนาจปกครองประเทศอยู่ภายใต้กฎหมายและถูกตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงประสิทธิภาพของกลไกตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระ ตลอดจนบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบรัฐบาล คะแนนดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการพัฒนาระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กัมพูชามีคะแนนด้านกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง (Civil Justice) 0.26 คะแนน อยู่ในอันดับ 142 ของโลก และด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) 0.26 คะแนน อยู่ในอันดับ 134 โดยที่กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง กัมพูชาอยู่ในอันดับรองสุดท้ายของโลก สะท้อนความท้าทายอย่างมากในการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างทั่วถึง
กัมพูชาได้คะแนนด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน (Fundamental Rights) 0.31 คะแนน อยู่ในอันดับ 132 จาก 143 ประเทศ และอันดับ 13 จาก 15 ประเทศในภูมิภาค คะแนนลดลงจาก 0.32 ในปี 2025
ผลการประเมิน WJP Rule of Law Index 2026 แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายังคงเผชิญความท้าทายด้านหลักนิติธรรมในหลายมิติ โดยเฉพาะการตรวจสอบอำนาจรัฐ การปราบปรามคอร์รัปชัน ความโปร่งใสของรัฐบาล และความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม
แม้ประเทศจะมีคะแนนด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงสูงกว่าปัจจัยอื่น แต่คะแนน 0.64 ยังอยู่ในอันดับ 103 ของโลก และอันดับ 14 ของภูมิภาค แสดงให้เห็นว่าจุดแข็งดังกล่าวยังไม่สามารถชดเชยข้อจำกัดด้านสถาบันและกระบวนการยุติธรรมได้
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ การที่กัมพูชาอยู่ในอันดับ 140 ของโลกและรั้งท้ายภูมิภาคอาเซียนสะท้อนความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันของประเทศ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาของนักลงทุนต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดการลงทุนหรือความสามารถในการแข่งขันโดยตรง
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย (ซ้าย) และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ขวา) เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ที่โรงแรมมีเลีย (Melia Hotel) ในกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 (ภาพโดย Nhac NGUYEN / AFP)