ศุภโชติชี้โครงการโซลาร์ภาคประชาชนพบพิรุธ 60 บริษัทใช้ที่อยู่ซ้ำ-ถือหุ้นไขว้ หวั่นเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนผูกขาด
ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยข้อสังเกตต่อโครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ โดยระบุถึงการพบความผิดปกติของบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีกว่า 60 แห่งที่ใช้ที่อยู่จดทะเบียนซ้ำกัน และอีกกว่า 120 บริษัทมีกรรมการถือหุ้นไขว้กัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการดังกล่าวอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่และปิดกั้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ประเด็นสำคัญ
- SME ถอนตัวพุ่งร้อยละ 70 หวั่นเหลือแต่เครือข่ายกลุ่มทุน
- ตั้งข้อสังเกตกระบวนการรัฐหละหลวมหรือตั้งใจเอื้อนายทุน
วันนี้ (1 พฤศจิกายน) ศุภโชติได้เปิดเผยรายละเอียดจากการติดตามและตรวจสอบรายชื่อบริษัทเอกชนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งรัฐบาลเคยประกาศต่อสาธารณชนว่าประชาชนจะมีเสรีภาพในการเลือกบริษัทผู้ติดตั้งได้อย่างอิสระโดยไม่มีการล็อกโควตา ทว่าข้อมูลเชิงลึกกลับพบความเชื่อมโยงที่ผิดปกติ
จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทที่ผ่านเกณฑ์กว่า 60 แห่ง ระบุที่อยู่สำนักงานจดทะเบียนซ้ำกัน และเมื่อลงรายละเอียดถึงรายชื่อคณะกรรมการบริษัท พบว่ามีบุคคลที่ใช้ชื่อและนามสกุลเดียวกันปรากฏถือหุ้นไขว้กันไปมาในกลุ่มบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 120 บริษัท
ศุภโชติระบุว่า พฤติการณ์ในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรีทางการค้า ที่ต่อให้ประชาชนตัดสินใจเปลี่ยนไปเลือกบริษัทอื่น ก็จะวนกลับไปสู่บริษัทที่เป็นของกลุ่มทุนและเครือข่ายเดียวกันอยู่ดี ซึ่งขัดแย้งกับข้ออ้างของโครงการที่ระบุว่าเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี
SME ถอนตัวพุ่งร้อยละ 70 หวั่นเหลือแต่เครือข่ายกลุ่มทุน
นอกจากนี้ ศุภโชติยังอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวที่ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มากถึงร้อยละ 60-70 ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือถอนตัวออกจากโครงการ ส่งผลให้เหลือสัดส่วนบริษัทที่ยังดำเนินงานเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น
ศุภโชติประเมินว่า ในจำนวนร้อยละ 30 ที่เหลืออยู่นั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกันทางการค้า หรือมีลักษณะการถือหุ้นไขว้กันเพื่อแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันในลักษณะกึ่งผูกขาด
ตั้งข้อสังเกตกระบวนการรัฐหละหลวมหรือตั้งใจเอื้อนายทุน
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ศุภโชติชี้ว่าสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใน 2 มิติ ได้แก่ ความหละหลวมและขาดประสิทธิภาพในกระบวนการตรวจสอบคัดกรองคุณสมบัติของหน่วยงานรัฐ
หรือในอีกมิติหนึ่ง อาจเป็นความตั้งใจของรัฐบาลและผู้มีอำนาจในการวางเงื่อนไขกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ โดยการใช้รายชื่อบริษัทนับร้อยแห่งมาเป็นตัวเลือกเพื่อบังหน้า แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นการปิดกั้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรม