"CIB" ลุยสอบเงินบริจาค "บุ๋ม ปนัดดา" ย้อนหลังปี 62 ยอดพุ่งพันล้าน คาด 9 พ.ย.คดีชัดเจนขึ้น!
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยความคืบหน้ากรณี นางสาวบุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” เจ้าของเพจ “ออยศรีและผองเผือก” เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และมูลนิธิองค์กรทำดี ในข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ภายหลังออยศรีเข้าแจ้งความร้องทุกข์และให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในหลายประเด็น โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันจะมีการประชุมร่วมกับคณะทำงานอีกครั้ง เพื่อพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าภายในวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2569 จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับคดีมากขึ้น
สำหรับประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดหรือไม่นั้น ผบช.ก. ระบุว่า ต้องพิจารณาว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขการบริหารจัดการเงินของมูลนิธิ โดยเฉพาะอำนาจของประธานมูลนิธิในการอนุมัติค่าใช้จ่ายว่า สามารถอนุมัติได้ภายในวงเงินเท่าใด
หากพบว่ามีการใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมูลนิธิ ก็ต้องตรวจสอบต่อไปว่าได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการและได้รับอนุมัติอย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของมูลนิธิ ซึ่งมีกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย จึงต้องตรวจสอบว่าการดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงินนั้น ผบช.ก. ระบุว่า หากตรวจสอบพบว่ามีการนำทรัพย์สินไปยักย้าย ถ่ายเท เปลี่ยนแปลง หรือส่งต่อให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นดำเนินการ จะต้องนำพฤติการณ์ดังกล่าวมาพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยต้องยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก
ผบช.ก. ยังเปิดเผยว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินกิจกรรมมาตั้งแต่ประมาณปี 2562 ทั้งในส่วนของบุคคลและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ ขณะที่มูลนิธิองค์กรทำดีจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อประมาณปี 2567 จึงต้องตรวจสอบข้อมูลทางการเงินย้อนหลังให้ครอบคลุมช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับยอดเงินบริจาคนั้น จากข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนพบว่ามีจำนวนค่อนข้างสูง เนื่องจากมีทั้งบุคคลมีชื่อเสียง ดารา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมบริจาคเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ามียอดเงินตั้งแต่ระดับ 100 ล้านบาท ไปจนถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดและเส้นทางการเงินอย่างรอบด้าน
เมื่อถามถึงกรณีที่ออยศรีเป็นผู้บริจาคเงินจำนวน 1,000 บาท แต่มีการกล่าวถึงมูลค่าความเสียหายที่อาจสูงกว่านั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ อธิบายว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนจริง ผู้ที่หลงเชื่อและโอนเงินบริจาคอาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย ไม่ว่าจะบริจาคเงินจำนวน 5 บาท 10 บาท 1,000 บาท หรือหลักล้านบาทก็ตาม เพราะหากเป็นการหลอกลวงประชาชนจริง จำนวนเงินที่โอนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานก่อน
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าอาจมีบุคคลเพียงรายเดียวต้องรับผิดชอบในคดีนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด ก็จะดำเนินคดีกับบุคคลนั้นทั้งหมด โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นใครหรือมีจำนวนกี่ราย
ขณะที่ประเด็นการออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า ผบช.ก. ระบุว่า ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน จำนวนกรรมที่อาจเกิดขึ้น มูลค่าความเสียหาย และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะสามารถกำหนดแนวทางดำเนินการได้
สำหรับการเชิญผู้ถูกกล่าวหาและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลนั้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากข้อมูลที่ออยศรีนำมาแจ้งความ พร้อมประชาสัมพันธ์ว่า หากบุคคลใดมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี สามารถเดินทางเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนได้
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ย้ำว่า การดำเนินคดีต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้อง มูลนิธิองค์กรทำดี และบุ๋ม ปนัดดา โดยทุกขั้นตอนต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันว่าตำรวจสอบสวนกลางจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครบทุกมิติ ทั้งเรื่องการเงินส่วนบุคคล เงินบริจาคที่ได้รับ และการบริหารจัดการมูลนิธิ เพื่อพิจารณาว่ามีขั้นตอนใดดำเนินการไม่ถูกต้องหรือขัดต่อกฎหมายหรือไม่
#บุ๋มปนัดดา #มูลนิธิองค์กรทำดี #ออยศรี #ตำรวจสอบสวนกลาง #CIB #ตรวจสอบเงินบริจาค #เส้นทางการเงิน #ยอดบริจาค #ฉ้อโกงประชาชน #ฟอกเงิน #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #สยามรัฐ