โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ACSC ล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ รวบ 17 ผู้ต้องหา พบปลอมเป็นตำรวจภูเก็ต-พนักงาน AIS หลอกเหยื่อโอนเงิน

สยามนิวส์

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ผู้สื่อข่าวนครบาล
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการ

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการ "สุครีพหักคอฯ" กวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ หลังประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สปป.ลาว ขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว พบพฤติการณ์แบ่งหน้าที่เป็นขบวนการ ทั้งกลุ่มนายทุน กลุ่มแอบอ้างเป็นพนักงาน AIS และกลุ่มปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 17 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและพยานหลักฐานสำคัญจำนวนหนึ่ง

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดยมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคม. ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและขยายผลจากข้อมูลที่ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลาว

จุดเริ่มต้นของคดีเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ก่อนดำเนินการผลักดันกลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประกอบด้วยคนไทย 23 ราย และบุคคลไม่มีสัญชาติไทยอีก 1 ราย รวม 24 ราย พร้อมส่งมอบของกลางและพยานหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยดำเนินการตามกฎหมาย

ภายหลังการรับตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการคัดกรองบุคคลทั้งหมด พบว่าไม่มีผู้ใดเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แต่มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าอาจเป็นผู้มีส่วนร่วมในขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ จึงได้ตรวจสอบข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจยึดมาอย่างละเอียด กระทั่งพบหลักฐานสำคัญ ทั้งบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ WhatsApp กลุ่มแชทสำหรับสั่งการ สคริปต์บทพูดภาษาไทยที่ใช้หลอกลวงโดยแอบอ้างเป็นพนักงานบริษัท AIS รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อคนไทย รวมถึงภาพเอกสารที่อ้างหน่วยงานศาลและสำนักงานอัยการสูงสุด

จากการสืบสวนพบว่า ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2569 กลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ มีทั้งกลุ่มนายทุนและผู้สั่งการ ทำหน้าที่จัดหาสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร และเงินทุนสำหรับดำเนินกิจกรรมของเครือข่าย ขณะที่กลุ่มพนักงานสาย 1 จะโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท AIS หลอกผู้เสียหายว่าหมายเลขโทรศัพท์ของตนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก่อนส่งต่อข้อมูลให้กลุ่มสาย 2 ซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อสร้างความหวาดกลัวและกล่าวหาว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมและการฟอกเงิน

กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีวิดีโอคอลผ่านแอปพลิเคชัน LINE โดยแต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ แอบอ้างเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พร้อมสอบถามข้อมูลรายได้และข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ ก่อนส่งภาพสมุดบัญชีธนาคารปลอม รวมถึงหมายคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ตปลอม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่กลุ่มผู้ต้องหาเตรียมไว้ โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบความบริสุทธิ์หรือป้องกันการถูกอายัดบัญชี

จากการตรวจสอบพบว่า ขบวนการดังกล่าวได้ลงมือติดต่อหลอกลวงเหยื่อคนไทยแล้วอย่างน้อย 3 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายทั้งหมดยังไม่หลงเชื่อและไม่ได้โอนเงินให้กับกลุ่มมิจฉาชีพแต่อย่างใด

ต่อมา พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายรวม 32 ราย ก่อนวางแผนปฏิบัติการติดตามจับกุม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 17 ราย พร้อมรับมอบของกลางจากเจ้าหน้าที่ทางการลาว ประกอบด้วย เสื้อกากีลักษณะคล้ายเครื่องแบบตำรวจ 4 ตัว คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง ไอแพด 5 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และกระดาษจดบันทึกสคริปต์บทสนทนาที่ใช้ในการหลอกลวง

เบื้องต้นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหา "ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีให้ครบทั้งเครือข่าย

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทโทรศัพท์มือถือ ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการ เพื่อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม ก่อนส่งเอกสารปลอมและกดดันให้โอนเงินไปตรวจสอบ ยืนยันว่าไม่ควรหลงเชื่อหรือดำเนินการตามคำสั่งของบุคคลที่ติดต่อมาโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเตือนผู้ที่สนใจเดินทางไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ให้ตรวจสอบนายจ้างและลักษณะงานอย่างรอบคอบ เพราะอาจถูกหลอกไปทำงานในขบวนการคอลเซ็นเตอร์หรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนอกจากเสี่ยงตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์แล้ว ยังอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...