“เจเศรษฐ์”รับไม่เคยซ้อมแผนร่วม กทม.”ทวิดา”สวนไม่ถูกต้อง
กมธ.ปภ. ถกปมน้ำท่วมกรุง "เจเศรษฐ์"รับไม่เคยซ้อมแผนร่วม กทม. เสนอหยุดพิเศษ 2 วัน ระดมล้างเมือง ขีดเส้น 5 วัน เคลียร์ขยะ ด้าน "ทวิดา"สวนไม่ถูกต้อง ระบุ กทม.ทำงานร่วม ปภ.มาตลอด เตรียมนำร่อง Cell Broadcast แบบ Push Through ขณะ "ศุภณัฐ" จี้ ใช้งบกลางซื้อเครื่องสูบน้ำใหม่ หลังประชาชนจมน้ำ 5-6 วัน
การประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาสถานการณ์และแนวทางจัดการปัญหาอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยที่ประชุมได้เชิญ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ,อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา,อธิบดีกรมบัญชีกลาง รวมถึง น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เข้าชี้แจง
น.ส.ทวิดา กล่าวว่า หลังกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนสถานการณ์ฝน กทม. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมอุปกรณ์ พร่องน้ำ และเพิ่มพื้นที่รับน้ำ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางของ กทม. ขณะที่สำนักงานเขตมีการประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังระดับน้ำและปฏิบัติตามคำแนะนำ โดยประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์
ส่วนกรณีสถานการณ์น้ำอยู่ในระดับวิกฤต กทม.มีการประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งเตือนประชาชน ขณะแผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม หรือ Risk Map จำนวน 737 จุด เป็นการประมวลผลจากสถานการณ์ฝนตกหนักเมื่อปี 2565 ซึ่งมีปริมาณฝนประมาณ 150-160 มิลลิเมตร โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม.ปรับปรุงจุดเสี่ยงไปแล้วประมาณ 500 จุด และมีการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำแผนที่ดังกล่าวมาใช้ประกอบการฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์
น.ส.ทวิ ดากล่าวว่า กทม.ยังจัดทำแบบจำลองสถานการณ์กรณีฝนตกหนักถึง 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง โดยจำลองในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น ดอนเมือง หลักสี่ ดินแดง และห้วยขวาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเมื่อเกิดฝนตกหนักและมีประชากรหนาแน่น สำหรับแบบจำลองดังกล่าวยังสมมติกรณีที่ประสิทธิภาพของระบบท่อระบายน้ำ บ่อสูบน้ำ และสถานีสูบน้ำลดลง 50%
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงล่าสุดมีบางพื้นที่ที่ความสามารถในการระบายน้ำลดลงจนเหลือศูนย์ อย่างไรก็ตาม กทม. ยังมีข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ในการจำลองสถานการณ์ และต้องพึ่งพาข้อมูลพยากรณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงยังขาดความสามารถในการพยากรณ์ฝนในรายละเอียดระดับพื้นที่ จึงมีแผนพัฒนาระบบให้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ รวมถึงนำข้อมูลชุมชน ความกว้างถนน และจำนวนประชากรเข้ามาประกอบการประเมินความเสี่ยง
ด้านนายภัทรพงษ์ นำภาพแบบจำลองระดับน้ำท่วมทั้ง 50 เขตของ กทม. กรณีฝนตก 300 มิลลิเมตร มาแสดงต่อที่ประชุม โดยตั้งคำถามว่า หากมีแบบจำลองสถานการณ์รุนแรงที่สุดแล้ว เหตุใดจึงยังไม่มีการฝึกซ้อมตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ
โดยเฉพาะพื้นที่ โซน A ซึ่งแบบจำลองประเมินว่ามีโอกาสเกิดน้ำลึกประมาณ 80-120 เซนติเมตร ครอบคลุมพื้นที่หนองจอก คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง สะพานสูง และคันนายาว พร้อมกล่าวชื่นชม กทม. ที่มีการจำลองสถานการณ์รุนแรงไว้ค่อนข้างละเอียด แต่เห็นว่าควรนำแบบจำลองไปใช้ในการฝึกซ้อมจริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่าง ๆ ทราบว่าหากเกิดสถานการณ์ตามแบบจำลองจะต้องรับมืออย่างไร
จากนั้น นายกันตพงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวว่า ชื่นชมการทำงานของ กทม. แต่เห็นว่าก่อนเกิดเหตุควรมีการวางแผน ทำวอร์รูม ฝึกซ้อมการอพยพ และทำความเข้าใจกับสำนักงานเขตทุกแห่งให้มีแนวทางปฏิบัติที่ตรงกัน
สำหรับประเด็นสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยและ ปภ. ยังไม่เคยบูรณาการและซ้อมแผนร่วมกับ กทม.โดยตรง เนื่องจาก กทม.มีระบบบริหารจัดการของตัวเอง ทำให้การทำงานในภาวะวิกฤตอาจเกิดข้อขัดข้อง โดย ปภ. มีการฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติครบทุกประเภทในทุกภูมิภาค แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอว่าการฝึกซ้อมร่วมกับ กทม.เป็นเรื่องจำเป็น อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ได้มีการบูรณาการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้จะต้องเพิ่มการทำงานร่วมกันมากขึ้น
ส่วนระบบแจ้งเตือนภัย นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า กรณีฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากท้องถิ่นในการแจ้งสถานการณ์กลับมา และระบบ Cell Broadcast จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงประชาชน พร้อมระบุว่า กระทรวงมหาดไทยพร้อมรับข้อเสนอและประสานงานให้ใกล้ชิดมากขึ้น
ทำให้ น.ส.ทวิดา ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การระบุว่า กทม. ไม่ได้ทำงานร่วมกับ ปภ.นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะในทางปฏิบัติ กทม.ทำงานร่วมกับ ปภ. มาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่เคยมีการฝึกซ้อมร่วมกันในระดับพื้นที่ โดยการฝึกซ้อมระบบป้องกันภัยของ กทม. มีวิทยากรจาก ปภ. เข้ามาร่วมดำเนินการ และ กทม. เชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์ ปภ.เขต 1 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์ที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือ กทม.ได้รวดเร็ว พร้อมกล่าวถึงการแจ้งเตือนผ่าน ว.8 ว่า ไม่ใช่คำสั่งในภาวะปกติ แต่แต่ละหน่วยงานต้องรู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง โดย กทม.มีการแจ้งเตือนอย่างละเอียดตั้งแต่วันที่ 22-24 ก.ย. 2569
ส่วนการประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยในช่วงแรกที่ประกาศเพียง 3 เขต เนื่องจาก กทม. ยังไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าฝนจะตกสะสมในพื้นที่ใดและระดับน้ำจะสูงเพียงใด เพราะแบบจำลองยังมีข้อจำกัด จึงต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่และเซ็นเซอร์เป็นหลัก ทั้งนี้ ในความเป็นจริง กทม. ได้ออกประกาศเขตสาธารณภัยตั้งแต่คืนวันที่ 25 ก.ย. 2569 แต่เอกสารประกาศถูกออกมาเป็นกระดาษในวันที่ 26 ก.ย.
สำหรับปัญหาการไม่มีเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำในพื้นที่ย่อย และข้อจำกัดในการส่ง Cell Broadcast รายชุมชน น.ส.ทวิดา กล่าวว่า ปัจจุบัน กทม. ใช้สำนักงานเขต อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และประธานชุมชน เป็นกลไกช่วยแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยล่าสุดมีการหารือแนวทางให้ กทม.ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ด้วยตัวเอง โดยใช้ระบบ Push Through คือ เมื่อ กทม.ส่งข้อความให้ ปภ.แล้ว จะสามารถกดปล่อยข้อความกระจายไปยังประชาชนได้ทันที อย่างไรก็ตาม น.ส.ทวิดา ยอมรับว่า การให้ กทม. สามารถจัดการระบบแจ้งเตือนได้เองต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เนื่องจาก Cell Broadcast เดิมถูกออกแบบให้ใช้สำหรับการแจ้งเตือนภัยในระดับชาติ แต่ กทม.ยินดีที่จะนำแนวทางดังกล่าวมาทดลองนำร่อง
ขณะเดียวกัน นายคุณานพ เลิศไพรวัลย์ เลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ปัจจุบัน กทม.มีเซ็นเซอร์ ตรวจวัดระดับน้ำบริเวณถนนสายหลักและคลองประมาณ 140 ตัว เนื่องจากจำนวนเซ็นเซอร์ยังมีจำกัด โดยที่ผ่านมา กทม.มีการจัดซื้อเพิ่มเติมและทยอยปรับจุดติดตั้ง โดยพื้นที่ใดที่ความเสี่ยงลดลงหรือมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแล้ว จะพิจารณาย้ายเซ็นเซอร์ไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า นอกจากนี้ มีแผนติดตั้งเซ็นเซอร์เพิ่มเติมในชุมชนที่มีความเสี่ยง โดยใช้ข้อมูลจากแบบจำลองเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณา
ส่วนปัญหาขยะหลังน้ำลด น.ส.ทวิดากล่าวว่า อุปสรรคสำคัญคือขยะชิ้นใหญ่และขยะที่พองตัวจากการแช่น้ำ ทำให้สามารถขนต่อเที่ยวได้น้อยลง ขณะที่ในตรอกซอกซอยต้องใช้กำลังคนขนออกมา และจำเป็นต้องมีจุดพักขยะใกล้ชุมชน ซึ่ง กทม.อยู่ระหว่างพิจารณาเช่ารถขยะเพิ่มประมาณ 40 คัน เนื่องจากรถเทท้ายที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แม้จะได้รับการสนับสนุนรถจากหลายหน่วยงานรวมกว่า 100 คันแล้วก็ตาม พร้อมระบุว่า รถเทท้าย 1 คันต้องใช้กำลังคนประมาณ 10 คน หากทำงานเป็นผลัดจะต้องใช้กำลังคนอย่างน้อยราว 2,000 คน ขณะเดียวกัน กทม.ยังต้องการรถคีบขนาดใหญ่จาก ปภ.เพิ่มเติมด้วย
ด้านนายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยต้องดูแลสถานการณ์ทั้งประเทศ ทำให้ต้องบริหารจัดการกำลังคนและเครื่องจักรให้พร้อมในทุกพื้นที่ แต่ปัญหาสำคัญคือเจ้าหน้าที่เกิดความเหนื่อยล้า เนื่องจากเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดพร้อมกัน และเตรียมระดมรถคีบเข้ามาช่วย กทม.เพิ่มเติม พร้อมเสนอให้เร่งจัดการขยะให้เสร็จภายใน 5 วัน
นายคุณานพ กล่าวว่า กทม.อยู่ระหว่างพิจารณาจ้างเก็บขยะเป็นรายเขตและรายแขวง เพื่อให้สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน พร้อมเตรียมเพิ่มงบประมาณสำหรับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่และเครื่องสูบน้ำหลายขนาดให้เหมาะกับพื้นที่ชุมชนและหมู่บ้านใหม่
นอกจากนี้ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เสนอให้ กทม.พิจารณาจัดสรรงบกลางเพื่อจัดหาเครื่องสูบน้ำอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเครื่องสูบน้ำจำนวนมากมีอายุการใช้งานค่อนข้างเก่า พร้อมตั้งคำถามว่า ประชาชนต้องรอให้สถานการณ์ยืดเยื้ออีกนานเพียงใด เพราะบางพื้นที่ประชาชนต้องเผชิญน้ำท่วมมาแล้ว 5-6 วัน แต่การจัดซื้อเครื่องสูบน้ำใหม่อาจใช้เวลานานจนไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เรียกร้องให้ กทม. เร่งตัดสินใจเรื่องงบประมาณและจัดหาเครื่องมือให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรับมือในอนาคต
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews