กางราคาพืชผลเกษตรพุ่ง! มันสำปะหลังขึ้น 80% ยาง 53% สวนเสียงวิจารณ์รายได้ไม่พอค่าครองชีพ
โฆษกรัฐบาลเปิดตัวเลขราคาพืชผลเกษตรเทียบปีก่อน มันสำปะหลังพุ่ง 80.75% ยางพารา 53.79% ข้าวเปลือกเจ้า 40% ชี้อย่ามองเศรษฐกิจด้านเดียว ยอมรับค่าครองชีพยังสูง แต่รายได้เกษตรกรหลายกลุ่มปรับตัวดีขึ้น ย้ำรัฐบาลเดินหน้าลดค่าไฟ-ภาษีน้ำมันชีวภาพ เพิ่มตลาดรองรับผลผลิตเกษตร
7 พฤศจิกายน 2569 - นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ครัวเรือนเกษตร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ
นายเอกภพกล่าวว่า แม้มีบางฝ่ายวิจารณ์ว่าราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นยังไม่เพียงพอชดเชยภาระค่าครองชีพ ซึ่งรัฐบาลรับฟังทุกความเห็น แต่การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจควรพิจารณาทั้งด้านรายได้และรายจ่าย ไม่ควรเลือกเฉพาะตัวเลขด้านใดด้านหนึ่งมาตัดสินภาพรวมทั้งหมด
สำหรับราคาสินค้าเกษตรเดือนตุลาคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พบว่า มันสำปะหลังราคา 3.85 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 2.13 บาท เพิ่มขึ้น 80.75% ยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 82.14 บาทต่อกิโลกรัม จาก 53.41 บาท เพิ่มขึ้น 53.79%
ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคา 9,073 บาทต่อตัน จาก 6,471 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 15% ราคา 17,853 บาทต่อตัน จาก 15,931 บาท เพิ่มขึ้น 12%
ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคา 9.36 บาทต่อกิโลกรัม จาก 8.83 บาท เพิ่มขึ้น 6% และปาล์มน้ำมันทั้งทะลายราคา 8.02 บาทต่อกิโลกรัม จาก 7.27 บาท เพิ่มขึ้น 10.32%
"รัฐบาลไม่ปฏิเสธว่าประชาชนยังมีภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผันผวนตามตลาดโลก แต่หากจะบอกว่าราคาพืชผลไม่ดี หรือเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์เลย ก็คงต้องกลับมาดูข้อมูลล่าสุด วันนี้สินค้าหลายรายการปรับขึ้นอย่างชัดเจน ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน" นายเอกภพกล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มองว่าราคาพืชผลที่สูงขึ้นจะสามารถหักล้างภาระค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่มได้ทั้งหมด จึงต้องดำเนินมาตรการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายควบคู่กัน โดยเฉพาะนโยบายลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก เหลือหน่วยละ 3 บาท เพื่อลดภาระครัวเรือนโดยตรง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีนโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 เพื่อสร้างส่วนต่างราคาจากน้ำมันพื้นฐานเกือบ 10 บาทต่อลิตร จูงใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานชีวภาพมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและลดการนำเข้าน้ำมันในอนาคต
นายเอกภพกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาคเกษตรด้วย เพราะเมื่อความต้องการใช้น้ำมัน E20 และ B20 เพิ่มขึ้น ความต้องการอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นการสร้างตลาดรองรับผลผลิตเกษตรเพิ่มเติมจากการบริโภคและส่งออก
แนวคิดดังกล่าวเปรียบเสมือนการทำให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในบ่อน้ำมันของประเทศผ่านพืชพลังงาน เพราะเชื้อเพลิงชีวภาพทุกลิตรที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ หมายถึงเงินที่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ภาคเกษตรมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อนำเข้าพลังงาน
"โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้ทุกอย่างราคาถูกโดยฝืนตลาดโลก แต่ต้องทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมลดรายจ่ายในสิ่งจำเป็น ค่าไฟต้องลดได้ พลังงานต้องมีทางเลือก เกษตรกรต้องมีตลาดเพิ่ม และเงินที่เคยไหลออกไปซื้อพลังงานจากต่างประเทศต้องหมุนกลับมาเป็นรายได้ของคนไทยให้มากขึ้น" นายเอกภพกล่าว
นายเอกภพกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบริหารราคาสินค้าเกษตรตามกลไกตลาด เพิ่มตลาดส่งออก บริหารจังหวะนำเข้า และสร้างความต้องการใช้ผลผลิตในประเทศ ควบคู่กับมาตรการลดค่าครองชีพ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกร ต้นทุนผู้ประกอบการ และกำลังซื้อของประชาชน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนสูง.