โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กางราคาพืชผลเกษตรพุ่ง! มันสำปะหลังขึ้น 80% ยาง 53% สวนเสียงวิจารณ์รายได้ไม่พอค่าครองชีพ

ไทยโพสต์

อัพเดต 7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 15.12 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลเปิดตัวเลขราคาพืชผลเกษตรเทียบปีก่อน มันสำปะหลังพุ่ง 80.75% ยางพารา 53.79% ข้าวเปลือกเจ้า 40% ชี้อย่ามองเศรษฐกิจด้านเดียว ยอมรับค่าครองชีพยังสูง แต่รายได้เกษตรกรหลายกลุ่มปรับตัวดีขึ้น ย้ำรัฐบาลเดินหน้าลดค่าไฟ-ภาษีน้ำมันชีวภาพ เพิ่มตลาดรองรับผลผลิตเกษตร

7 พฤศจิกายน 2569 - นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ครัวเรือนเกษตร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ

นายเอกภพกล่าวว่า แม้มีบางฝ่ายวิจารณ์ว่าราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นยังไม่เพียงพอชดเชยภาระค่าครองชีพ ซึ่งรัฐบาลรับฟังทุกความเห็น แต่การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจควรพิจารณาทั้งด้านรายได้และรายจ่าย ไม่ควรเลือกเฉพาะตัวเลขด้านใดด้านหนึ่งมาตัดสินภาพรวมทั้งหมด

สำหรับราคาสินค้าเกษตรเดือนตุลาคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พบว่า มันสำปะหลังราคา 3.85 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 2.13 บาท เพิ่มขึ้น 80.75% ยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 82.14 บาทต่อกิโลกรัม จาก 53.41 บาท เพิ่มขึ้น 53.79%

ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคา 9,073 บาทต่อตัน จาก 6,471 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 15% ราคา 17,853 บาทต่อตัน จาก 15,931 บาท เพิ่มขึ้น 12%

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคา 9.36 บาทต่อกิโลกรัม จาก 8.83 บาท เพิ่มขึ้น 6% และปาล์มน้ำมันทั้งทะลายราคา 8.02 บาทต่อกิโลกรัม จาก 7.27 บาท เพิ่มขึ้น 10.32%

"รัฐบาลไม่ปฏิเสธว่าประชาชนยังมีภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผันผวนตามตลาดโลก แต่หากจะบอกว่าราคาพืชผลไม่ดี หรือเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์เลย ก็คงต้องกลับมาดูข้อมูลล่าสุด วันนี้สินค้าหลายรายการปรับขึ้นอย่างชัดเจน ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน" นายเอกภพกล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มองว่าราคาพืชผลที่สูงขึ้นจะสามารถหักล้างภาระค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่มได้ทั้งหมด จึงต้องดำเนินมาตรการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายควบคู่กัน โดยเฉพาะนโยบายลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก เหลือหน่วยละ 3 บาท เพื่อลดภาระครัวเรือนโดยตรง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีนโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 เพื่อสร้างส่วนต่างราคาจากน้ำมันพื้นฐานเกือบ 10 บาทต่อลิตร จูงใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานชีวภาพมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและลดการนำเข้าน้ำมันในอนาคต

นายเอกภพกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาคเกษตรด้วย เพราะเมื่อความต้องการใช้น้ำมัน E20 และ B20 เพิ่มขึ้น ความต้องการอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นการสร้างตลาดรองรับผลผลิตเกษตรเพิ่มเติมจากการบริโภคและส่งออก

แนวคิดดังกล่าวเปรียบเสมือนการทำให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในบ่อน้ำมันของประเทศผ่านพืชพลังงาน เพราะเชื้อเพลิงชีวภาพทุกลิตรที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ หมายถึงเงินที่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ภาคเกษตรมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อนำเข้าพลังงาน

"โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้ทุกอย่างราคาถูกโดยฝืนตลาดโลก แต่ต้องทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมลดรายจ่ายในสิ่งจำเป็น ค่าไฟต้องลดได้ พลังงานต้องมีทางเลือก เกษตรกรต้องมีตลาดเพิ่ม และเงินที่เคยไหลออกไปซื้อพลังงานจากต่างประเทศต้องหมุนกลับมาเป็นรายได้ของคนไทยให้มากขึ้น" นายเอกภพกล่าว

นายเอกภพกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบริหารราคาสินค้าเกษตรตามกลไกตลาด เพิ่มตลาดส่งออก บริหารจังหวะนำเข้า และสร้างความต้องการใช้ผลผลิตในประเทศ ควบคู่กับมาตรการลดค่าครองชีพ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกร ต้นทุนผู้ประกอบการ และกำลังซื้อของประชาชน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนสูง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...