กต. เผย อิสราเอล–อิหร่าน ยังโจมตีต่อเนื่อง เร่งอพยพคนไทยชุดแรก 7 มี.ค. นี้
กต. เผย อิสราเอล–อิหร่าน ยังโจมตีต่อเนื่อง เร่งอพยพคนไทยชุดแรก 7 มี.ค. นี้
วันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ กระทรวงการต่างประเทศ นายปณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง โดยความร่วมมือของ 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อติดตามและอัปเดตสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเป็นรายวัน ระบุว่า ขณะนี้ยังมีรายงานการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดย อิสราเอล ยังคงปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน หลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเบรุตและภาคใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 58,000 คน และมีผู้เสียชีวิตกับผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่อิหร่านตอบโต้โจมตีอิสราเอล แต่ส่วนใหญ่ถูกสกัดได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีเป้าหมายฐานทัพสหรัฐฯ ใน United Arab Emirates และ Qatar โดยยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
ในส่วนท่าทีของอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อความรุนแรงที่กระทบต่อชีวิตพลเรือน รวมถึงสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคและโลก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความเป็นปรปักษ์ ใช้ความยับยั้งชั่งใจ และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการในแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ได้ตลอดเวลา
ด้านการช่วยเหลือคนไทย นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้อพยพคนไทยในอิหร่านแล้ว โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน กำหนดอพยพ 2 รอบ คือวันที่ 7 มี.ค. และ 10 มี.ค. ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนรวม 138 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและแรงงาน
ขณะที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คนไทยส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว เหลือเพียง 1 คนที่ประสงค์เดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ส่วนในกาตาร์ยังมีข้อจำกัดจากการปิดน่านฟ้า แต่สถานทูตได้ติดต่อคนไทยเกือบทั้งหมดและเตรียมหาเที่ยวบินรองรับ
ประเทศอื่น ๆ เช่น บาห์เรน จอร์แดน อิรัก โอมาน และเยเมน สถานทูตไทยได้เตรียมความพร้อมและให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
นายปณิดล ยังชี้แจงกรณีข่าวลือว่าไทยลงนามความร่วมมืออินโด-แปซิฟิกที่เปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้ไทยเป็นฐานทัพ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และขัดต่อแนวนโยบายของไทยอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าไทยต้องการเห็นสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว และขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับจุดยืนของประเทศ