"อนุทิน" เหน็บ “ณัฐวุฒิ” เป็นแค่ตัวตลกเรียกแขก หลังปราศรัยพาดพิง โหนชายแดน-กระแสรักชาติ
“อนุทิน" มั่นใจ ปักธงหนองบัวฯ-หนองคาย หาเสียงตลาดห้วยเดื่อ ช็อปเพลิน เดินกินลูกกระบก ขอไม่รับลูกท้อจากแม่ค้าบอกยังไม่ท้อ ขณะที่ถูกถามหาเงินหมื่น ตอบกลับไม่มี มีแต่คนละครึ่ง - บอก “คนละครึ่ง” แตกต่างจาก “เศรษฐีเงินล้าน” ชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี คนไทยถึงจะรวยครบ - ลั่นขอคะแนนทุกฝ่าย หลัง “ธนาธร” ชี้หลังเลือกตั้งเหลือแค่ส้ม-น้ำเงิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด - เมิน “ณัฐวุฒิ” ปราศรัยพาดพิง โหนชายแดน-กระแสรักชาติ เหน็บเป็นแค่ตัวตลกเรียกแขก
วันที่ 25 ม.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาที่ตลาดห้วยเดื่อ จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย หาเสียงโดย ประกอบด้วย นายสุวัฒน์ มนตรี ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นางชญาน์นันท์ พิมพ์กิรติ ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายอาณัติ ชินทะวัน ผู้สมัคร สส.เขต 3 ซึ่งชาวบ้านให้การต้อนรับมาขอถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็กๆซึ่งมีช่วงหนึ่งนายอนุทินได้อุ้มเด็ก 2 คนขึ้นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ เพื่อถ่ายรูป
ขณะเดียวกันมี ครอบครัวซึ่งเป็นชาวมหาสารคามเดินทางมาเที่ยว และมาพบกับนายอนุทินโดยบังเอิญจึงได้นำเหรียญทูลเกล้า หลวงปู่ขำ เกสาโร วัดบ้านหนองแดง วัดบ้านหนองแดงจังหวัดมหาสารคามมามอบให้กับนายอนุทิน
นายอนุทินได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ชิมมะขามหวาน ข้าวจี่ ลูกกระบกและอุดหนุนซื้อ เดินถือถุงรับประทานไปตลอดทาง บอกว่าอร่อยมากเพิ่งเคยรับประทานครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีแม่ค้าขอให้นายอนุทินชิมสินค้าที่ปลูกเองเช่นมะขาม มะละกอ และน้ำผึ้ง ซึ่งนายอนุทินก็ได้จ่ายเงินอุดหนุนหลายร้าน ขณะเดียวกันยังมีแม่ค้าร้านหนึ่ง มอบลูกท้อให้นายอนุทิน ซึ่งนายอนุทิน ขอไม่รับ โดยระบุว่า "ลูกท้อไม่เอาสิ ยังไม่ท้อ "
นายอนุทินยังได้สอบถามพ่อค้าแม่ค้าว่าจำได้หรือไม่เบอร์ 37 หลายคนบอกว่าจำได้ และบอกติดตลกว่าจะเอาไปซื้อหวย
ระหว่างเดินตลาดช่วงหนึ่ง มีแม่ค้าสอบถามและอนุทินว่าจะได้เงินหมื่นหรือไม่ นายอนุทินตอบกลับว่าได้คนละครึ่ง
นายอนุทินยังได้แวะรับประทานกลางวันที่ตลาดห้วยเดื่อ เมนู ผัดเผ็ดหมูป่าและข้าวขาหมู ก่อนที่ช่วงบ่าย จะเดินทางต่อไปหาเสียงต่อที่จังหวัดหนองคาย
นายอนุทินให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงพื้นที่ 2 จังหวัดว่า วันนี้ถึงคิวของหนองบัวลำภูและหนองคาย ซึ่งที่หนองบัวลำภู ภูมิใจไทยส่งผู้สมัครทั้ง 3 เขต ซึ่งก็เป็นความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน โดยวันนี้ตนก็ได้ย่อยและเดินตลาด รู้สึกว่ามีความคึกคัก และหนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่มีโอกาสขยายตัว ดังนั้นต้องทำให้พ้นจากสภาพเมืองรองมาเป็นเมืองที่น่าเที่ยว เป็นเมืองที่ถ้าทุกคนมาอุดรธานีขอนแก่นแล้วต้องมาหนองบัวลำภู เพราะมีแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมมากมายมีสิ่งสวยงาม ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวหนองบัวลำภู
“อนุทิน” บอก “คนละครึ่ง” แตกต่างจาก “เศรษฐีเงินล้าน” ชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี คนไทยถึงจะรวยครบ แนะย้อนดูสมัยแจกเงินหมื่น ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแถมทำไม่จบ จวกไม่ใช่เห็นนโยบายพรรคอื่นแล้วออนท็อป เอามานำเสนอรายวัน ชี้ ทุกอย่างต้องมีการวางแผน - ดูงบประมาณ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ตามนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า มีความแตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน
เมื่อถามว่า การแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่น ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบ จึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้
เมื่อถามว่า การแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่า ประชาชนแยกแยะได้
เมื่อถามต่อว่า จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆกับพี่น้องประชาชนถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น
“อนุทิน” ชู "ภูมิใจไทย" อนุรักษ์สิ่งดีของประเทศ ลั่นขอคะแนนทุกฝ่าย หลัง “ธนาธร” ชี้หลังเลือกตั้งเหลือแค่ส้ม-น้ำเงิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ที่ระบุว่าหลังเลือกตั้งจะเหลือขั้วการเมืองแค่สองขั้วคือขั้วสีส้มและขั้วสีน้ำเงิน ดังนั้นควรเลือกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้คะแนนไม่แตก โดยระบุว่า อย่างที่ตนเคยพูดไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของคนอื่นได้ ตนทำงานตามบทบาทของตน โดยตนไม่เคยพูดถึงคนอื่น และไม่มีความวิตกกังวลต่อนโยบายของพรรคการเมืองอื่น เราแข่งกันทำนโยบายที่ดีเพื่อพี่น้องประชาชน ฉะนั้นคนที่มีความมั่นใจจะไม่ด้อยค่าคนอื่น คนที่ปราศรัยก็ควรพูดแต่เรื่องของตนเอง แต่ส่วนใหญ่มักจะพาดพิงพรรคอื่นๆ ซึ่งตนคิดว่าไม่เป็นประโยชน์อะไรกับพี่น้องประชาชน แต่เป็นการปกปิดความผิดพลาดหรือข้อด้อยของตัวเอง
เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ฝ่ายนิยมต้องเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ตนคงเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการอยู่แค่นั้น ซึ่งการทำงานของตน หากตัดสินใจแล้วก็จะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก การอนุรักษ์ก็เป็นสิ่งที่ดีๆ ของประเทศอยู่แล้ว ส่วนอะไรที่ต้องพัฒนาหรือปรับปรุงก็ไม่เคยลังเล รีบตัดสินใจ
เมื่อถามว่ากลุ่มที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ควรเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เพื่อป้องกันเสียงแตก นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยขอคะแนนจากทุกฝ่าย และมั่นใจว่า ประชาชนมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอผลงานต่างๆ แม้จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในระยะเวลาสั้นๆ
“อนุทิน” ยืดอกรับ บอกตัวเองเท่จริง ไม่ได้เป็นหลานอังเคิล ลั่น โชคดีมาก หากเป็นยุคนี้คงอัปยศอดสูอีกเยอะ ! เมิน “ณัฐวุฒิ” ปราศรัยพาดพิง โหนชายแดน-กระแสรักชาติ เหน็บเป็นแค่ตัวตลกเรียกแขก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ปราศรัยพาดพิงถึง นายอนุทิน ว่า โหนชายแดน ใช้กระแสรักชาติหาเสียง ว่า คนที่ปราศรัยถึงเนื้อหาจริงๆ ตนเห็นมีแค่อาจารย์เชน (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย) ที่พยายามจะแสดงโยบายถึงประชาชน และแคนดิเดตนายกฯบางท่าน ตนจึงมองว่าไม่ได้มีอะไร ซึ่งในภาษาลิเกเรียกว่า “ออกแขก” เวลาจะทำการแสดง ต้องมีคนออกมาเรียกแขกก่อน ซึ่งก็มีหน้าที่แค่นั้น อย่างการแสดงละครในต่างประเทศ บางทีถึงจุดตัน ก็ "Set in clam" ทำอะไรไม่ได้ก็เอาตัวตลกออกมาก่อน เมื่อคิดแบบนี้ก็ไม่ต้องไปโกรธไปแค้นอะไร ต่างคนต่างทำงาน
เมื่อถามว่าที่นายณัฐวุฒิ ระบุว่า นายอนุทิน บอกว่าตัวเองไม่ใช่หลานอังเคิล คิดว่าเท่มาก นั้น นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า “โอ้ เท่มากเลยครับ” ก่อนจะหัวเราะ และกล่าวต่อว่า “ในยุคสมัยนี้ โชคดีที่ไม่ได้เป็น ถ้าเป็นก็น่าจะเกิดความอัปยศอดสู อะไรอีกเยอะเลย ดีแล้วที่ไม่ได้เป็น ท่านพูดถูกแล้ว ขอบคุณมากเลย”
นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลเฝ้าระวังสมัยโควิด คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ประเทศอินเดีย ว่า ได้เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขเฝ้าระวังคัดกรอง โดยใช้โมเดล ที่เราเคยเฝ้าระวังในสมัยโควิด เริ่มระบาดในประเทศไทย แต่เท่าที่ได้รับรายงานมา ตนได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งแถลงให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อไม่ให้วิตกกังวลกันมาก คือโรคนี้เกิดได้ติดได้จากสารคัดหลั่ง ไม่ใช่การฟุ้งจากอากาศ พี่น้องประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ และใช้ชีวิตโดยยึดหลักสุขอนามัย ที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว คือ กินร้อนช้อนกลาง และดีที่สุดคือล้างมือเยอะๆ ช่วงนี้ มีไวรัสนิปาห์ระบาด ทางสารคัดหลั่งน้ำลายน้ำมูก ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัส ช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็นเต็มที่ก็ เอากำปั้นชนกันเหมือนสมัยโควิด ก็น่าจะดี ไม่สัมผัสมือกัน
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีเคสแรกเกิดขึ้นในประเทศไทย เราก็ระมัดระวังเอาไว้ ซึ่งความรุนแรงไม่เท่าสมัยโควิด เพราะตอนนั้น มีการแพร่เชื้อด้ายระบบทางเดินหายใจโดยฟุ้ง กระจาย ในอากาศ 2-3 เมตรโดนหมด แต่นิปาห์ เกิดจากการ สัมผัสใกล้ชิด สัมผัสมือกันแล้วมีสารคัดหลั่ง น้ำมูกน้ำลายแคะขี้ฟัน ขี้มูกคนสัมผัสไปขยี้ตา ทำให้เข้าไปในสารคัดหลั่งของร่างกาย จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้
นายอนุทินกล่าวว่าตอนนี้ ต้องเฝ้าระวัง ในระดับที่ เหนือกว่าปกติ เพราะยังไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีน ไม่ใช่ไวรัสที่จะมีอาการ ลามไปถึงไข้สมอง ตอนนั้นโรคจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยจะขอให้กระทรวงสาธารณสุขทำความชี้แจง ตอนนี้ก็ขอให้ระมัดระวังการใช้ชีวิต ให้ปกติธรรมดา
ส่วนการดูแลนักท่องเที่ยวจากอินเดียนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็มีการ เฝ้าระวังถ้ามาจากประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยง ก็จะต้องมีการคัดกรองมากเป็นพิเศษ
“อนุทิน” ขอยกหนองคายเพื่อพัฒนาศก.
เวลา 18.00 น. ที่ ลานนาคาเบิกฟ้า ริมแม่น้ำโขงเทศบาลเมืองโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรตภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 นางจิดาภา สุนทรธนากุล ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 หาเสียง โดยนายอนุทิน ปราศรัยว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วตนมีโอกาสมาที่นี้แต่ สส.ภูมิใจไทย เขตนี้สอบตก “วันนี้จะตั๋วมั้ย” โดยประชาชนตอบว่า ”บ่ตั๋ว“ นายอนุทินจึงกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ”บ่ๆ บ่เป็นหยังดอก“ การเลือกตั้งครั้งนี้ขอคนหรือสองคนมันไม่ทันแล้ว เพราะต้องไปทำงานให้คนหนองคาย มีเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น ขอสามคนเลยได้หรือไม่ และต้องกาเบอร์ 37 เพื่อเลือกอนุทินด้วย การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว นางจิดาภาขมขื่นตนก็ขมขื่น เที่ยวนี้ขออย่าให้พวกตนต้องไปร้องว่า เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง การเลือกตั้งใน จ.หนองคาย ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยขอเสนอเป็นแพ็กเกจทั้งสามคน วันนี้ตนไม่เหมือน 4-5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเวลาจะรับปากใครว่าจะเป็นนายกฯยังดูห่างเกินไป ขอเป็นนายกก่อนฯแล้วก็มาพบกับพ่อแม่พี่น้องเพื่อเป็นนายกฯต่อ วันนี้ตนไม่ได้มาขายฝัน แต่ได้ทำให้ความจริงเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าครั้งที่ผ่านมา จะไม่ได้ให้โอกาสพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ลืมหนองคาย ตนเป็นนายกฯแค่ 2 เดือนกว่าทำให้ประชาชนได้เยอะแล้ว รับรองว่าถ้าได้เป็นอีก 4 ปี จะทำจนประชาชนร้องว่าพอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ขอให้เชื่อว่าตนทำได้ และขอให้เชื่อมั่นว่าเมื่อ 3 คนนี้เข้าไปเป็นตัวแทนจะไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งความตั้งใจที่จะทำงานให้กับชาวหนองคาย
บอกไม่ใช่ชายแดนหาเสียงเพราะทำก่อนพูด
นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนปัญหากับเขมรจะไม่มีการประจันหน้ากันอีกต่อไป ตนไปหลายที่ยังมีคนบอกให้จัดการเขมรเลย ลุยเขมรเลย ตนอยากบอกว่าเราลุยเรียบร้อยแล้ว ได้อธิปไตยคืนมาเรียบร้อยแล้ว ตนเป็นนายกฯจะพูดมากไม่ได้ เพราะต้องรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทย พูดคำแรงๆไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของประเทศไทย แต่ยืนยันว่า ประเทศไทยมีเกียรติภูมิแน่นอน เพราะได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเรามีกำลังทหารเข้มแข็งแค่ไหน เราเอาสิ่งที่สูญเสียมาได้หมดทั้งที่รอมาเป็น 10 ปี เอาคืนไม่ได้แต่ใช้เวลาแค่ 2 เดือน เอาคืนกลับได้หมด เพราะไม่มีประโยชน์ร่วม ไม่ต้องเกรงใจใคร ตนกลัวประชาชนคนไทยมากกว่าผู้นำเขมร จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยไม่มีทางอื่นแน่นอน ”คนที่บอกว่าเอาเรื่องนี้มาหาเสียง ผมไม่ได้เอามาหาเสียง แต่ทำแล้วถึงมาพูด ทำเรียบร้อยพูดคุยกับกองทัพ และดำเนินการเรียบร้อยถึงมาบอกกับพี่น้องคนไทย แล้วไม่ต้องห่วงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากมีอีกรับรองว่าจะเจอบทเรียนที่หนักกว่านี้ ยืนยันไม่มีการเปิดด่านแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า พูดในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ พร้อมยกนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ว่า “อนุทินมาตรงนี้ เว้าแล้วเฮ็ดแน่นอน บ่ต้องห่วง”