โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลท.ชี้ความเสี่ยงตลาดหุ้นขณะนี้ไม่แรงเท่าโควิด ย้ำไทยพื้นฐานแกร่งหนุนฟันด์โฟลว์ต่างชาติถือเพิ่มแตะ 37%

Khaosod

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 09.20 น.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่กระทบเศรษฐกิจโลกในวงกว้างเหมือนช่วงการระบาดของโควิด-19 พร้อมย้ำตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลาย อัตราปันผลที่น่าสนใจ และการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นราว 37%

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าว่าในประเด็นความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในขณะนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านพลังงานของประเทศไทยระบุว่า น้ำมันที่นำเข้าจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 50% ของการนำเข้าทั้งหมด อีกประมาณ 50% มาจากแหล่งอื่น เช่น ประเทศในเอเชีย แอฟริกา และประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่การนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10–20% เท่านั้น จึงประเมินว่าหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระบบพลังงานของไทยอาจอยู่ในระดับจำกัด

แต่ท้งนี้หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม ขณะที่บางธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยอีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือทิศทางค่าเงิน ซึ่งมีผลต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเช่นกัน

นายอัสเดข ยังกล่าวถึงประเด็นเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) แม้ในช่วงต้นเดือนมี.ค.จะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติบางช่วง แต่ภาพรวมการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับสูง โดยสัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นจากประมาณ 33% ในปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 37% ในปัจจุบัน ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติในแต่ละวันอาจมีความผันผวนตามสถานการณ์โลก แต่ยังไม่พบสัญญาณการไหลออกของเงินทุนระยะยาว

นายอัสเดช ยังกล่าวถึงปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยว่า ยังคงมีจุดแข็งหลายประการ ทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายของอุตสาหกรรม และอัตราการจ่าปันผลของหุ้นไทยที่อยู่ในระดับน่าสนใจ รวมถึงการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ และมีโครงสร้างนักลงทุนที่หลากหลาย ทั้งนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วยสร้างสมดุลให้กับตลาดในช่วงที่เกิดความผันผวน

ในส่วนของการดูแลบริษัทจดทะเบียน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ เพื่อให้นักลงทุนสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

นายอัสสเดช ยังยืนยันด้วยว่าตลาดหลักทรัพย์มีเครื่้องมือดูแลเสถียรภาพของตลาดในหลายระดับและเพียงพอที่จะรับมือกับ ความผันผวนของตลาดทุน หากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ยกระดับความรุนแรง โดยมีทั้งมาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) และกลไกควบคุมการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายตัว เพื่อป้องกันการปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงเกินไป พร้อมย้ำว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงเกินคาด คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สามารถประชุมและพิจารณามาตรการเพิ่มเติมได้ทันที

ทั้งนี้หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ระบบ Circuit Breaker หรือหยุดการซื้อขายชั่วคราวในตลาดหุ้น เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของนักลงทุนและให้เวลาตรวจสอบข้อมูลจ โดยกำหนดระดับการหยุดซื้อขายไว้ 3 ระดับ ได้แก่ หากดัชนีลดลง 8% จะหยุดการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที หากลดลง 15% จะหยุดการซื้อขายอีก 30 นาที และหากดัชนีลดลงถึง 20% จะหยุดการซื้อขายเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือหยุดทั้งวันทำการ

นอกจากนี้ ภายในระบบซื้อขายยังมีมาตรการในระดับย่อยเพื่อควบคุมความผันผวนของราคาหุ้นรายตัว เช่น มาตรการกำหนดกรอบเคลื่อนไหวของราคาซื้อ-ขายหลักทรัพย์ระหว่างวัน (Dynamic Price Band) รวมถึงระบบกำกับดูแลการซื้อขายของหุ้นแต่ละตัวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความผิดปกติของราคาในระยะสั้น โดยมาตรการนี้ยังมีส่วนช่วยปกป้องผลิตภัณฑ์ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เช่น สัญญา SET50 Futures เนื่องจากราคาของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์มีสินทรัพย์อ้างอิงจากตลาดหุ้น เมื่อการซื้อขายในตลาดหุ้นถูกหยุดหรือมีการจำกัดความผันผวน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ในตลาดอนุพันธ์ไปพร้อมกัน

อีกทั้งในอดีตเคยมีกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ตัดสินใจปิดการซื้อขายชั่วคราว เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพมหานครต้องออกจากอาคารและอยู่บนท้องถนน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงระบบซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนไม่สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ

โดยในกรณีดังกล่าว คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์จึงตัดสินใจปิดตลาดในช่วงบ่ายของวันนั้น เพื่อป้องกันความไม่เป็นธรรมในการซื้อขาย ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของตลาดหรือเสถียรภาพของระบบซื้อขาย

"คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ มีความพร้อมที่จะเรียกประชุมเพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมทันที แต่จากการประเมินสถานการณ์ของตลาดการเงินทั่วโลกในขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะเผชิญเหตุการณ์รุนแรงจนต้องใช้มาตรการพิเศษดังกล่าวในระยะนี้" นายอัสสเดช กล่าว

ขณะที่นายศรพล ตุลยเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวเสริมว่า มาตรการทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันเคยถูกนำมาใช้จริงและผ่านการทดสอบแล้วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดทุนทั่วโลกเผชิญความผันผวนรุนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ และกลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่สามารถช่วยดูแลเสถียรภาพตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว มองว่ายังไม่รุนแรงเท่ากับช่วงโควิด เนื่องจากในเวลานั้นเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักพร้อมกัน ทั้งภาคการผลิต การค้า และการเดินทางระหว่างประเทศ ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอก ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ไม่ได้ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดลงในวงกว้างเหมือนในช่วงการระบาดใหญ่"

นายศรพล กล่าวและว่า สำหรับภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย ประจำเดือนก.พ. 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนดังกล่าวถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดี โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 15.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่หากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนก.พ. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 21.3%

เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก พบว่าตลาดหุ้นไทยมีอัตราการขยายตัวสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งอยู่ในอันดับ 1 และไต้หวันในอันดับ 2 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย

ในด้านมูลค่าการซื้อขาย เดือนก.พ. ถือเป็นเดือนที่มีการซื้อขายคึกคักอย่างมาก โดยเฉลี่ยต่อวันเกือบ 73,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดือนม.ค. ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 46,000 ล้านบาท หากพิจารณาค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนก.พ.ซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 59,748 ล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

สำหรับกระแสเงินทุนจากต่างประเทศ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยในเดือนก.พ. มีมูลค่าการซื้อสุทธิประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับตัวขึ้นของตลาด

นายศรพลระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มีหลายประเด็นสำคัญ โดยปัจจัยแรกคือความชัดเจนด้านการเมือง โดยนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีเสียงสนับสนุนในสภาเพียงพอที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ได้

ปัจจัยที่สองคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ตลาดไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นเร็วเช่นนี้ ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินเพิ่มขึ้นและสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุน

ปัจจัยที่สามคือผลประกอบการทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ที่ประกาศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งออกมาสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดย GDP ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าจะขยายตัวในระดับต่ำกว่านี้

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเติบโตประมาณ 6.5% ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่เริ่มกลับมาลงทุนมากขึ้น

นายศรพล ยังกล่าวถึงในส่วนของปัจจัยด้านการค้าระหว่างประเทศ กรณีมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งมีการประกาศเก็บภาษีในอัตรา 25% เท่ากันทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเริ่มต้นจากอัตราภาษี 19% ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15% ทำให้ระดับภาษีใกล้เคียงกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน สินค้าส่งออกของไทยบางประเภทได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐไม่สามารถผลิตเองได้ ส่งผลให้ไทยยังคงมีความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและมาเลเซีย

ส่วนทิศทางตลาดในเดือนมี.ค.ภาพรวมเริ่มมีความผันผวนมากขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และผลกระทบต่อการขนส่งและการท่องเที่ยว

ประเด็นแรกคือราคาน้ำมัน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งพลังงาน เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หากเกิดการปิดเส้นทางดังกล่าวอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอาจได้รับผลกระทบโดยตรง

ประเด็นที่สองคือผลกระทบต่อเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในสหรัฐ หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายทั่วโลก

ส่วนประเด็นที่สามคือผลกระทบต่อภาคการบินและการขนส่ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจทำให้เส้นทางการบินและการขนส่งสินค้าเกิดความไม่แน่นอน

ทั้งนี้ แม้ในเดือนก.พ.นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง แต่ในช่วงต้นเดือนมี.ค.เริ่มเห็นแรงขายจากต่างชาติประมาณ 50,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยดัชนียังปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีประมาณ 8.5% แม้ว่าจะปรับตัวลดลงจากเหตุการณ์ล่าสุดประมาณ 8% ก็ตาม

"โดยรวมแล้วตลาดหุ้นไทยยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และยังคงติดอันดับตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก โดยปัจจุบันยังอยู่ในอันดับ 3 รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน แม้ว่าจะมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกก็ตาม ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเสถียรภาพของตลาดทุนไทยต่อไป"

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลท.ชี้ความเสี่ยงตลาดหุ้นขณะนี้ไม่แรงเท่าโควิด ย้ำไทยพื้นฐานแกร่งหนุนฟันด์โฟลว์ต่างชาติถือเพิ่มแตะ 37%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...