โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักธุรกิจหนุ่มช็อก! เสี่ยงเป็นเจ้าชายนิทรา-ไตวาย หลังทำจมูกคลินิกดัง 4.8 แสน

Thaiger

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

นักธุรกิจหนุ่มวัย 37 ปี ร่างกายแข็งแรงไร้โรคประจำตัว ตัดสินใจทุ่มเงินเกือบครึ่งล้านอัปดั้ง-เสริมคางกับคลินิกชื่อดังย่านหรูที่มีดาราเป็นพรีเซนเตอร์ แต่หลังดมยาสลบกลับไม่ฟื้น ชีพจรพุ่ง-ไตวายเฉียบพลัน กลายเป็นเจ้าชายนิทรานานกว่าสัปดาห์ ขณะที่คลินิกคู่กรณีปัดส่ายหน้าอ้าง “รอที่ประชุมสรุป” ปล่อยครอบครัวแบกค่ารักษาพยาบาลอ่วมกว่า 2 ล้านบาท จนต้องร้องขอความเป็นธรรม

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 นักธุรกิจหนุ่มวัย 37 ปี เสาหลักของครอบครัวผู้รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ได้เข้าใช้บริการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกและคาง ณ คลินิกเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยมีการชำระค่าหัตถการไปกว่า 480,000 บาท ด้วยความเชื่อมั่นในชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่มีดาราระดับประเทศเป็นพรีเซนเตอร์

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกหลังการผ่าตัดสิ้นสุดลง แพทย์กลับแจ้งข่าวร้ายว่า ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว มีภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายสูงเกินมาตรฐาน ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ จนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

นายจิรภัทร น้องชายผู้เสียหาย เปิดเผยอาการล่าสุดของพี่ชายที่น่าสะเทือนใจว่า ขณะนี้พี่ยังคงไม่รู้สึกตัว รูม่านตาไม่ขยาย และมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง มีภาวะไตวายเฉียบพลันต้องทำการฟอกไตตลอดเวลา กล้ามเนื้อหัวใจฉีกเพราะผลกระทบจากการทำงานหนักของระบบหมุนเวียนโลหิต อีกทั้งต้องเจาะคอเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจพยุงชีพ

ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลรพ.เอกชนพุ่งสูงทะลุ 2,000,000 บาท ทำให้ครอบครัวที่สูญเสียเสาหลักในการบริหารธุรกิจต้องตกอยู่ในสภาวะลำบากจนเตรียมวางแผนย้ายสิทธิไปใช้บัตรทองเพื่อประคองค่าใช้จ่ายที่บานปลาย

สิ่งที่สร้างความช้ำใจให้กับครอบครัวมากที่สุด คือท่าทีของคลินิกต้นเรื่องที่ยังคง “เพิกเฉย” ทุกครั้งที่พยายามสอบถามถึงการเยียวยาหรือความรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล มักจะได้รับคำตอบเดิมๆ คือ “ขอรอสรุปผลการประชุมจากคณะผู้บริหารก่อน” ทั้งที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรับบริการของทางคลินิกโดยตรง ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้เสียหายรับการศัลยกรรมแบบ “ดมยาสลบ”

แฟ้มภาพ

คนเป็นน้องยืนยันว่า ตอนนี้ขอแค่ทำให้พี่ชายของตนกลับมาเป็นปกติให้ได้ก่อน เพราะเขาเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องดูแลทั้งครอบครัว ธุรกิจ และลูกน้อง ส่วนสาเหตุจะมาจากคลินิกจริงหรือไม่ ค่อยมาพิสูจน์ภายหลังกันก็ได้ ขอแค่ให้ทางคลินิกแสดงสปิริตมาช่วยรับผิดชอบก็เป็นพอ แต่ถ้าทางคลินิกยังเพิกเฉยไม่มาช่วยเหลือ ก็คงจะต้องพิจารณาเรื่องของการใช้ข้อกฎหมาย

ขณะที่ “สายไหมต้องรอด” เตรียมประสานกระทรวงสาธารณสุขเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด หากพบความบกพร่องทางวิชาชีพ ครอบครัวยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะสิ่งที่เสียไปไม่ใช่เพียงเงินหลักล้าน แต่คือชีวิตและอนาคตของคนที่เป็น “ลมหายใจ” ของคนทั้งบ้าน.

ภาพ @Facebook

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...