นักธุรกิจหนุ่มช็อก! เสี่ยงเป็นเจ้าชายนิทรา-ไตวาย หลังทำจมูกคลินิกดัง 4.8 แสน
นักธุรกิจหนุ่มวัย 37 ปี ร่างกายแข็งแรงไร้โรคประจำตัว ตัดสินใจทุ่มเงินเกือบครึ่งล้านอัปดั้ง-เสริมคางกับคลินิกชื่อดังย่านหรูที่มีดาราเป็นพรีเซนเตอร์ แต่หลังดมยาสลบกลับไม่ฟื้น ชีพจรพุ่ง-ไตวายเฉียบพลัน กลายเป็นเจ้าชายนิทรานานกว่าสัปดาห์ ขณะที่คลินิกคู่กรณีปัดส่ายหน้าอ้าง “รอที่ประชุมสรุป” ปล่อยครอบครัวแบกค่ารักษาพยาบาลอ่วมกว่า 2 ล้านบาท จนต้องร้องขอความเป็นธรรม
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 นักธุรกิจหนุ่มวัย 37 ปี เสาหลักของครอบครัวผู้รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ได้เข้าใช้บริการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกและคาง ณ คลินิกเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยมีการชำระค่าหัตถการไปกว่า 480,000 บาท ด้วยความเชื่อมั่นในชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่มีดาราระดับประเทศเป็นพรีเซนเตอร์
อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกหลังการผ่าตัดสิ้นสุดลง แพทย์กลับแจ้งข่าวร้ายว่า ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว มีภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายสูงเกินมาตรฐาน ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ จนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน
นายจิรภัทร น้องชายผู้เสียหาย เปิดเผยอาการล่าสุดของพี่ชายที่น่าสะเทือนใจว่า ขณะนี้พี่ยังคงไม่รู้สึกตัว รูม่านตาไม่ขยาย และมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง มีภาวะไตวายเฉียบพลันต้องทำการฟอกไตตลอดเวลา กล้ามเนื้อหัวใจฉีกเพราะผลกระทบจากการทำงานหนักของระบบหมุนเวียนโลหิต อีกทั้งต้องเจาะคอเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจพยุงชีพ
ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลรพ.เอกชนพุ่งสูงทะลุ 2,000,000 บาท ทำให้ครอบครัวที่สูญเสียเสาหลักในการบริหารธุรกิจต้องตกอยู่ในสภาวะลำบากจนเตรียมวางแผนย้ายสิทธิไปใช้บัตรทองเพื่อประคองค่าใช้จ่ายที่บานปลาย
สิ่งที่สร้างความช้ำใจให้กับครอบครัวมากที่สุด คือท่าทีของคลินิกต้นเรื่องที่ยังคง “เพิกเฉย” ทุกครั้งที่พยายามสอบถามถึงการเยียวยาหรือความรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล มักจะได้รับคำตอบเดิมๆ คือ “ขอรอสรุปผลการประชุมจากคณะผู้บริหารก่อน” ทั้งที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรับบริการของทางคลินิกโดยตรง ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้เสียหายรับการศัลยกรรมแบบ “ดมยาสลบ”
คนเป็นน้องยืนยันว่า ตอนนี้ขอแค่ทำให้พี่ชายของตนกลับมาเป็นปกติให้ได้ก่อน เพราะเขาเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องดูแลทั้งครอบครัว ธุรกิจ และลูกน้อง ส่วนสาเหตุจะมาจากคลินิกจริงหรือไม่ ค่อยมาพิสูจน์ภายหลังกันก็ได้ ขอแค่ให้ทางคลินิกแสดงสปิริตมาช่วยรับผิดชอบก็เป็นพอ แต่ถ้าทางคลินิกยังเพิกเฉยไม่มาช่วยเหลือ ก็คงจะต้องพิจารณาเรื่องของการใช้ข้อกฎหมาย
ขณะที่ “สายไหมต้องรอด” เตรียมประสานกระทรวงสาธารณสุขเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด หากพบความบกพร่องทางวิชาชีพ ครอบครัวยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะสิ่งที่เสียไปไม่ใช่เพียงเงินหลักล้าน แต่คือชีวิตและอนาคตของคนที่เป็น “ลมหายใจ” ของคนทั้งบ้าน.
อ่านข่าวเพิ่มเติม