ทำไม “สงครามอิหร่าน” จึงจุดความกังวล Stagflation ต่อเศรษฐกิจโลก?
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสงครามตะวันออกกลาง กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญภาวะ stagflation
วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 06.36 น. สำนักข่าว The Guardian รายงานว่าราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันจันทร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลเพิ่มขึ้นว่าสงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน อาจกลายเป็นชนวนของแรงกระแทกทางเศรษฐกิจระดับโลก
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างวิกฤติด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งอาจผลักดันให้เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูง
ตลาดหุ้นโลกดิ่ง หลังราคาน้ำมันพุ่งแรง
ก่อนเปิดตลาดวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงอยู่แล้ว โดยทำสถิติปรับขึ้นรายสัปดาห์สูงสุดในรอบ 6 ปี และเมื่อการซื้อขายเริ่มต้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกิน 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 ราคาน้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) ขณะนี้เพิ่มขึ้นเกือบ เท่าตัวจากระดับประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม
การปรับขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยปกติแล้วน้ำมันและก๊าซที่ขนส่งทางเรือประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ นอกจากนี้การลดกำลังการผลิตน้ำมันของหลายประเทศในตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนอุปทาน
วอร์เรน โฮแกน ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ Judo Bank กล่าวว่า โลกอาจกำลังเผชิญกับหนึ่งในการเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมันที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก
แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะระบุว่าผลกระทบดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น ของสงคราม แต่ตลาดการเงินดูเหมือนจะไม่เชื่อเช่นนั้น โดยตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงอย่างหนัก ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นร่วงกว่า 6% ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ลดลงกว่า 7%
น้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อทั่วโลก
นักเศรษฐศาสตร์มองว่าสงครามสหรัฐฯกับอิหร่านจะผลักดันเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์ของ Royal Bank of Canada ประเมินว่าหากราคาน้ำมันทรงตัวที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3.7%
ผลกระทบเริ่มสะท้อนแล้วในราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยราคาน้ำมันในสหรัฐเพิ่มขึ้น 25 เซนต์ต่อแกลลอนภายในหนึ่งสัปดาห์ และเพิ่มขึ้นอีก 25 เซนต์ในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.44 ดอลลาร์ต่อแกลลอน โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ตั้งแต่อาหารไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์
ในยุโรปซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซส่วนใหญ่ ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นเกือบ 67% ในสัปดาห์แรกของสงคราม
ขณะที่ธนาคาร ANZ คาดว่าหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ราคาผู้ผลิตของจีนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
ในออสเตรเลีย เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นใกล้ 5% และราคาน้ำมันเบนซินอาจเพิ่มขึ้นถึง 1 ดอลลาร์ต่อลิตร
โลกเสี่ยงเผชิญ Stagflation
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันมักถูกมองว่าเป็นแรงกดดันแบบ stagflationary เนื่องจากทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะเดียวกันก็ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงจาก 3.2% เหลือประมาณ 3%
นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและยูโรโซน อาจเติบโตเพียงประมาณ 1% หรือน้อยกว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ในสหรัฐ หากราคาน้ำมันแตะ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.8% ขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงเกิน 4%
นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับ วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง
ดอกเบี้ยอาจไม่ลดลง
นักเศรษฐศาสตร์ยังเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อ ธนาคารกลางทั่วโลกอาจไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่เคยคาดไว้ ก่อนเกิดสงคราม ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางอังกฤษจะปรับลดดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2026
แต่ขณะนี้นักลงทุนคาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในเดือนกันยายน ธนาคารกลางอังกฤษอาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ ขณะที่ออสเตรเลียอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง
ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังเพิ่มขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า แม้สงครามจะยุติลง ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับต่ำเหมือนก่อนสงคราม เนื่องจากตลาดจะเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในราคา
หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการประเมินของ Goldman Sachs และหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสามเดือน ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะถดถอยทั่วโลก
อ้างอิง : theguardian.com