โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไม “สงครามอิหร่าน” จึงจุดความกังวล Stagflation ต่อเศรษฐกิจโลก?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 14.20 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 07.20 น.

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสงครามตะวันออกกลาง กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญภาวะ stagflation

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 06.36 น. สำนักข่าว The Guardian รายงานว่าราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันจันทร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลเพิ่มขึ้นว่าสงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน อาจกลายเป็นชนวนของแรงกระแทกทางเศรษฐกิจระดับโลก

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างวิกฤติด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งอาจผลักดันให้เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูง

ตลาดหุ้นโลกดิ่ง หลังราคาน้ำมันพุ่งแรง

ก่อนเปิดตลาดวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงอยู่แล้ว โดยทำสถิติปรับขึ้นรายสัปดาห์สูงสุดในรอบ 6 ปี และเมื่อการซื้อขายเริ่มต้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกิน 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 ราคาน้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) ขณะนี้เพิ่มขึ้นเกือบ เท่าตัวจากระดับประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม

การปรับขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยปกติแล้วน้ำมันและก๊าซที่ขนส่งทางเรือประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ นอกจากนี้การลดกำลังการผลิตน้ำมันของหลายประเทศในตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนอุปทาน

วอร์เรน โฮแกน ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ Judo Bank กล่าวว่า โลกอาจกำลังเผชิญกับหนึ่งในการเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมันที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะระบุว่าผลกระทบดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น ของสงคราม แต่ตลาดการเงินดูเหมือนจะไม่เชื่อเช่นนั้น โดยตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงอย่างหนัก ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นร่วงกว่า 6% ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ลดลงกว่า 7%

น้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อทั่วโลก

นักเศรษฐศาสตร์มองว่าสงครามสหรัฐฯกับอิหร่านจะผลักดันเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์ของ Royal Bank of Canada ประเมินว่าหากราคาน้ำมันทรงตัวที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3.7%

ผลกระทบเริ่มสะท้อนแล้วในราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยราคาน้ำมันในสหรัฐเพิ่มขึ้น 25 เซนต์ต่อแกลลอนภายในหนึ่งสัปดาห์ และเพิ่มขึ้นอีก 25 เซนต์ในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.44 ดอลลาร์ต่อแกลลอน โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ตั้งแต่อาหารไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์

ในยุโรปซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซส่วนใหญ่ ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นเกือบ 67% ในสัปดาห์แรกของสงคราม

ขณะที่ธนาคาร ANZ คาดว่าหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ราคาผู้ผลิตของจีนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์

ในออสเตรเลีย เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นใกล้ 5% และราคาน้ำมันเบนซินอาจเพิ่มขึ้นถึง 1 ดอลลาร์ต่อลิตร

โลกเสี่ยงเผชิญ Stagflation

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันมักถูกมองว่าเป็นแรงกดดันแบบ stagflationary เนื่องจากทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะเดียวกันก็ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงจาก 3.2% เหลือประมาณ 3%

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและยูโรโซน อาจเติบโตเพียงประมาณ 1% หรือน้อยกว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ในสหรัฐ หากราคาน้ำมันแตะ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.8% ขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงเกิน 4%

นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับ วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง

ดอกเบี้ยอาจไม่ลดลง

นักเศรษฐศาสตร์ยังเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อ ธนาคารกลางทั่วโลกอาจไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่เคยคาดไว้ ก่อนเกิดสงคราม ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางอังกฤษจะปรับลดดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2026

แต่ขณะนี้นักลงทุนคาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในเดือนกันยายน ธนาคารกลางอังกฤษอาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ ขณะที่ออสเตรเลียอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง

ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังเพิ่มขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า แม้สงครามจะยุติลง ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับต่ำเหมือนก่อนสงคราม เนื่องจากตลาดจะเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในราคา

หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการประเมินของ Goldman Sachs และหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสามเดือน ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะถดถอยทั่วโลก

อ้างอิง : theguardian.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...