ญี่ปุ่นเตรียมถ่ายทอดวิชา ‘สกัดแร่หายาก’ ให้มาเลเซีย
ตามรายงานของนิกเกอิ เอเชียระบุว่า ญี่ปุ่นเตรียมให้การสนับสนุนด้าน “เทคโนโลยีสกัดแร่หายาก” (Rare Earth) แก่มาเลเซีย เพื่อช่วยกระจายแหล่งซัพพลายและลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
โครงการนี้จะได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ของญี่ปุ่น และจะถือเป็น “ครั้งแรก” ที่ทั้งสองประเทศใช้ ODA ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับ การทำเหมืองและการกลั่นแร่แรร์เอิร์ธ
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เช่น ธรณีวิทยาทรัพยากร และเคมีสิ่งแวดล้อม ไปยังมาเลเซียเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศกำลังหารือรายละเอียดและเป้าหมายของโครงการ โดยมีแผนให้ผู้เชี่ยวชาญจากมาเลเซียประมาณ 10 คน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปแร่ เดินทางไป “ฝึกอบรมที่ญี่ปุ่น”
ญี่ปุ่น คาดว่า จะถ่ายทอด “เทคโนโลยีการสกัดแร่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพราะโดยปกติแล้ว การแยกแร่แรร์เอิร์ธออกจากโคลนต้องใช้สารเคมี ซึ่งอาจก่อให้เกิดของเสียที่มีสารกัมมันตรังสี หากกระบวนการไม่ถูกต้อง ดินรอบโรงกลั่นอาจปนเปื้อนได้
รัฐบาลมาเลเซีย ประเมินว่า ประเทศมีแร่หายากประมาณ 16 ล้านตัน ซึ่งรวมถึงแร่สำคัญอย่างนีโอไดเมียม และดิสโพรเซียม ที่จำเป็นต่อการผลิตมอเตอร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
ตัวเลขนี้ คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของจีน ซึ่งมีสำรองราว 44 ล้านตัน และเป็นประเทศที่มีแร่แรร์เอิร์ธมากที่สุดในโลก ตามข้อมูลของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐปี 2025
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียแทบไม่ได้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธเลย เนื่องจาก “ขาดเทคโนโลยีการทำเหมือง” โดยปัจจุบันจีนครองตลาดการสกัดแร่แรร์เอิร์ธประมาณ 90% ของโลก ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 4% เท่านั้น
ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงต้องการใช้โครงการในมาเลเซียเพื่อพัฒนาแหล่งแร่หายากนอกจีน และหวังว่า หากช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ญี่ปุ่นจะได้รับสิทธิในการรับแร่จากมาเลเซียก่อนประเทศอื่น
ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหารไปยังบริษัทญี่ปุ่น 20 แห่ง ทำให้เกิดความกังวลว่า “แร่หายาก” อาจรวมอยู่ในมาตรการดังกล่าวด้วย
สำหรับ “จีน” แม้ว่าเป็นประเทศที่เข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากในมาเลเซียก่อน และพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี แต่รูปแบบความร่วมมือของจีนมักเป็นแบบที่จีนส่ง“ผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรของตัวเองเข้าไปทำงานและควบคุมโครงการ” ทำให้วิศวกรหรือบุคลากรของมาเลเซียไม่ได้เรียนรู้เทคโนโลยีลึก ๆ มากนัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของมาเลเซียที่ต้องการให้วิศวกรของตนได้เรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อทำเองได้ในอนาคต
ด้านญี่ปุ่นเชื่อว่า ตนสามารถตอบโจทย์นี้ได้ เพราะโครงการ ODA ของญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเรื่องการสนับสนุนระยะยาว โดยผู้เชี่ยวชาญของ JICA มักอยู่ในประเทศผู้รับความช่วยเหลือเพื่อฝึกอบรมบุคลากรท้องถิ่น
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า หากโครงการในมาเลเซียประสบความสำเร็จ ญี่ปุ่นหวังว่าจะสามารถขยายความร่วมมือในลักษณะเดียวกันกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ต่อไปได้
อ้างอิง: nikkei