IMF เตือนโลกเตรียมรับ New Normal หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบความเชื่อมั่นตลาด การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อทั่วโลก พร้อมแนะรัฐบาลเตรียมรับมือ New Normal
วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 14.10 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า คริสตาลินา จอร์จีวา ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก พร้อมสร้างความท้าทายใหม่ที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเตรียมรับมือกับความปกติใหม่ (New Normal)
จอร์จีวากล่าวในการประชุมสัมมนาที่กรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ว่า หากความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ยืดเยื้อ ก็มีความเป็นไปได้อย่างชัดเจนว่าจะกระทบต่อ ความเชื่อมั่นของตลาด การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ พร้อมเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก
เธอยังเตือนว่า แม้สงครามจะยุติลงแล้ว ก็ยังมีโอกาสเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ตามมาได้
“ในสภาพแวดล้อมโลกแบบใหม่นี้ เราต้องคิดถึงสิ่งที่ไม่คาดคิด และเตรียมพร้อมรับมือกับมัน”จอร์จีวากล่าว
คำเตือนดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่เห็นว่าประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องจัดการนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความพร้อม เพื่อให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกได้
การแสดงความเห็นของจอร์จีวามีขึ้นหลังจาก ราคาน้ำมันโลกพุ่งเข้าใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันจันทร์ ก่อนจะปรับลดลงบางส่วน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง และปัญหาการขนส่งน้ำมันที่เผชิญแรงกดดันมากขึ้น
ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ได้เข้าร่วมกับอิรักในการลดกำลังการผลิต หลังคลังเก็บน้ำมันเริ่มเต็มจากการที่ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดโดยพฤตินัย
จอร์จีวาระบุว่าปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงถึง 90% ทั้งที่เส้นทางดังกล่าวเป็นช่องทางสำคัญของการค้าพลังงานโลก โดยขนส่งประมาณ หนึ่งในห้าของน้ำมันและก๊าซ LNG ของโลก
สำหรับเอเชีย ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางนำเข้าน้ำมันประมาณ ครึ่งหนึ่งของภูมิภาค และคิดเป็นประมาณ หนึ่งในสี่ของการนำเข้า LNG ในกรณีของญี่ปุ่น การขนส่งผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นเกือบ 60% ของการนำเข้าน้ำมัน และประมาณ 11% ของ LNG
ด้าน ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในระยะสั้นเป็นเพียงราคาที่ต้องจ่ายเล็กน้อย และราคาจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำลาย
จอร์จีวายังอธิบายถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และคงอยู่เป็นเวลาหนึ่งปี จะทำให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4% และส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง
ท่ามกลางแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น จอร์จีวาเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลก เสริมสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจและกรอบนโยบายที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและสนับสนุนการเติบโตที่นำโดยภาคเอกชน และยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ใช้พื้นที่นโยบายที่มีอยู่เพื่อรับมือกับวิกฤตในระยะสั้น แต่ต้องกลับมาฟื้นฟูฐานะทางการคลังและกันชนทางเศรษฐกิจหลังจากนั้น
สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 90% การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันควบคู่กับค่าเงินเยนที่อ่อนค่า อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มการใช้จ่ายทางการคลัง ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในการปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ
“สิ่งที่คุณควบคุมได้คือ นโยบายภายในประเทศของคุณเอง …คุณต้องทำให้เศรษฐกิจของตัวเองอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เพื่อรับมือกับแรงกระแทกเหล่านี้”
อ้างอิง : www.bloomberg.com