ชี้หากปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” น้ำมันโลกจ่อพุ่ง 20-100% ของไทยลุ้น 4 มี.ค. รู้กัน?
จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ และคาดว่ามีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน และอิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกระทบ supply 20% ของความต้องการโลก
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ราคาโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมัน เพราะการที่มีสถานการณ์ความตึงเครียดใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และบริเวณใกล้กับการขนส่งทางเรือค่อนข้างหนาแน่น มีโอกาสที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับทั่วโลก และประเทศไทย
นอกจากนี้ ต้องติดตามว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือไม่ หรือเพียงแค่เฉพาะจุด และจับตาดูพันธมิตรของอิหร่าน เช่น ประเทศในตะวันออกกลางว่าประเทศใดจะออกมาเป็นตัวกลาง หรือประเทศมหาอำนาจที่สนับสนุนอิหร่าน ได้แก่ จีน และรัสเซียจะมีท่าทีอย่างไร รวมถึงจะมีการปะทะรุนแรงแค่ไหน
"ในช่วงสั้นผลกระทบทางจิตวิทยาราคาน้ำมันคงพุ่งขึ้นแน่นอน ส่วนราคาน้ำมันช่วงสั้นน่าจะกระเตื้องขึ้นไม่มาก แต่ในระยะยาวหากสถานการณ์บานปลายก็จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น"
หากมีการโจมตีนอกเหนือจากที่ได้มีการตกลงกันไว้ เช่น บ่อน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันของอิหร่าน เพื่อต้องการทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน เช่นเดียวกับกรณีของรัสเซีย ยิ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั่วโลก และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก
ส่วนการเตรียมความพร้อมของไทยนั้น แน่นอนว่าต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงบริษัทน้ำมันในประเทศต้องดูว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือจะเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเกิดการสู้รบกันระหว่างรัสเซีย และยูเครน เพียงแต่ครั้งนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ใกล้ชิดกับไทยมากกว่า เพราะไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยมองว่ากระทรวงพลังงานและบริษัทน้ำมันควรหารือร่วมกันโดยด่วน เพื่อวางแผนรับมือสถานการณ์ รวมถึงวางแผนเรื่องเส้นทางการขนส่งสำรอง และดูว่าจะมีผลกระทบกับไทยมากน้อยแค่ไหน หากมีการปิดช่องแคบหรือเส้นทางขนส่งปกติ
"กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงในระดับต่างๆ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว กรณีแย่ที่สุดสงครามบานปลายจนถึงขั้นมีการปิดอ่าว ไทยจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานแค่ไหน จะกระทบมากน้อยอย่างไร เหล่านี้จะต้องพิจารณาดูอย่างเร่งด่วน"
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมเมื่อวันศุกร์ที่ปิดตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้จากแนวโน้มดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาดโลก อีกทั้งยังมีผลทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมแย่ลงจากปัจจัยราคาสินค้า และพลังงานที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ดี เงื่อนไขสำคัญหลังจากนี้ก็คือ ขออย่าให้สถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง และไม่ต้องการให้มีตัวละคร หรือประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยอาจยังไม่ขยับมากนัก เพราะเป็นราคาที่อ้างอิงจากวันศุกร์ที่ผ่านมา
ส่วนวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นวันหยุดราชการ น่าจะทำให้ราคายังไม่พุ่งสูงในทันที ขณะที่ วันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 น่าจะเป็นวันที่ "น่ากังวลที่สุด" โดยคาดว่าราคาจะพุ่งขึ้นหนักหากการเจรจาระดับโลกยังไม่เป็นผล
"ไทยถือว่าโชคดีสำหรับประเด็นทางด้านพลังงาน เพราะสถานการณ์เกิดขึ้นช่วงวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เนื่องจากใช้ราคาน้ำมันตลาดโลกอ้างอิงของวันศุกร์ ดังนั้นวันจันทร์จึงเชื่อว่าราคาขายในประเทศจะขยับไม่มากนัก ส่วนอังคารเป็นวันหยุด ดังนั้นจึงต้องจับตาวันพุธว่าราคาน้ำมันจะขยับขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ถือว่ายังพอมีเวลาให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีเวลาเจรจากัน ซึ่งอาจจะคลี่คลายและไม่ทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นไปมากกว่านี้"
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้วิเคราะห์สถานการณ์หาก ปิดช่องแคบฮอร์มุซ จับตาราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้น 20-100% ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเป็นเท่าไร ขึ้นกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซแค่ไหน เพราะช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันไปในตลาดโลก คิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการผลิตของโลกต่อวัน (ทั่วโลกผลิตน้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล) นั้นคือปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งออกน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซาอุฯ ยูเออี และกาตาร์
1.ส่งออกน้ำมันอิหร่านไปตลาดโลกลดลง 1.6% ราคาเพิ่ม 5-10%
อิหร่านผลิตน้ำมันวันละ 3 ล้านบาร์เรล ใช้ภายในประเทศ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออก 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศที่ซื้อน้ำมันอิหร่านหลักคือ จีน สัดส่วน 80% ทีเหลือเป็น อินเดีย และตุรกี เป็นต้น สงครามที่เกิดขึ้น อิหร่านลดการส่งออกไปตลาดโลก 1.6% ราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มอีก 5-10% (ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันดิบ WTI ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นในตลาดโลกอยู่ที่ 70-75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
2.ส่งออกประเทศอ่าวเปอร์เซียไปตลาดโลกลดลง 18% ราคาเพิ่ม 15-90% (ขึ้นกับฉากทัศน์)
ประเทศอ่าวเปอร์เซียหลักที่ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซคือ ซาอุฯ ยูเออี และกาตาร์ ส่งออกน้ำมันวันละ 18 ล้านบาร์เรล คิดเป็น 18% หากไม่สามารถส่งออกไปตลาดโลกได้จะทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นเป็น 15-90% ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น 77-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลกระทบราคาน้ำมันโลก กรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ที่มา : ประเมินโดย อัทธ์ พิศาลวานิช กุมภาพันธ์ 2569
ค่าระวางเรือ - ค่าประกันภัยจ่อปรับขึ้น 50-140%
กระทบเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเชียและอาเซียน คือ เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าปรับสูงขึ้น และหากไม่ผ่านทะเลแดง จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากเรือต้องอ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา ทำให้ระยะทางเพิ่ม 3,000–5,000 กม. ใช้เวลาเพิ่ม 10–14 วัน ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าระวางเพิ่ม และราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้น
ต้นทุนรวมทั้งค่าระวางและค่าประกันเรือเพิ่มขึ้นจาก 2,050-5,000 ดอลลาร์ต่อตู้ 40 ฟุต เป็น 3,075-12,000 ดอลลาร์ต่อตู้ 40 ฟุต หรือเพิ่มขึ้น 50-140%
อิสราเอลและสหรัฐ โจมตีอิหร่านกระทบต้นทุนค่าระวางและค่าประกันเรือ
หมายเหตุ : ค่าประกันเรือคิดจาก มูลค่าสินค้า 100,000 ดอลลาร์
ประเมินโดย อัทธ์ พิศาลวานิช กุมภาพันธ์ 2569