เชลยศึกสงครามลาว (15) หัวหน้าใจอาสา
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (15)
หัวหน้าใจอาสา
หลังประกาศข้อตกลงใจให้ถอนตัวแล้ว ผบ.พัน.ก็ถามในที่ประชุมว่าใครจะเป็นหน่วยนำ แต่ไม่มีคำตอบ
“ใจผมรู้สึกหงุดหงิด นึกในใจว่า กูกับลูกน้องที่เหลือไม่ถึง 20 คนนี่แหละวะขอเป็นหน่วยนำก็ได้โว้ย เพราะอยากจะไปให้พ้นจากนรกที่นี้เต็มทีแล้ว…ใจคิด เมื่อไม่มีใครเป็นหน่วยนำ กูกับลูกน้องนี่ละวะขอพาออกจากนรกนี้เอง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เพราะถึงเวลาต้องเสี่ยงดวงกันแล้ว ดีกว่าอยู่รอวันตายให้มันมาเหยียบกบาลพวกเราแบบไม่มีทางสู้ ในที่ประชุมยังเงียบ ผมตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีพร้อมยกมือขึ้นแล้วพูดกับผู้พันว่า
‘ผมครับ ผมหัวหน้าใจ ขอเป็นหน่วยนำในการถอนตัวออกจากบ้านนาครับ’
ผู้พันท่านจำผมได้มองมาที่ผมแบบไม่สงสัยว่าเป็นใครมาอาสา เพราะท่านคุ้นหน้าผมอย่างดีแล้ว
ท่านพูดว่า ‘แน่ใจนะหัวหน้าใจที่จะเป็นหน่วยนำ’ ผมตอบด้วยเสียงดังชัดเจนว่า ‘แน่ใจครับ’ ท่านคงรู้สึกถึงความจริงใจในการอาสาของผม เพราะท่านใช้ผมไปเสี่ยงตายมาหลายครั้งแล้ว และคงไม่สงสัยในความจริงของผมอย่างแน่นอน ในที่สุดท่านก็พูดออกมาในที่ประชุมว่า
‘เอาละ…ถอนก็ถอน เมื่อส่วนใหญ่ต้องการ โดยให้หน่วยของหัวหน้าใจเป็นหน่วยนำ ผมจะขออนุมัติถอนตัวกับหน่วยเหนือในวันนี้ พวกเราน่าจะมีเวลาเตรียมการกัน และการถอนตัวนั้นมีอันตรายและมีโอกาสมากที่จะต้องปะทะกับข้าศึกที่ปิดล้อมเราอยู่ ก็จะขอถามถึงแผนการถอนตัวกันเลยกับพวกเราว่าจะทำอย่างไร มีแผนอย่างไรที่จะทำให้การถอนตัวปลอดภัยที่สุด
และขอถามหัวหน้าใจก่อนว่ามีแผนอย่างไรในฐานะที่ขอเป็นหน่วยนำ'”
แผนของผู้หมวด
“ผมมีแผนอยู่ในใจที่ต้องการให้พ้นจากนรกนี้อยู่ก่อนแล้วจากการประมาณสถานการณ์หากถูกข้าศึกเข้าตีแบบทุ่มกำลังหรือโอเวอร์รันเราตามที่เคยชี้แจงกับลูกน้องผมแล้วเพื่อให้มีชีวิตรอดกลับไป เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการถอนกำลังทั้งหมดออกจากบ้านนาอย่างเป็นระบบและมีคนจำนวนมาก ผมรีบชี้แจงกับผู้พันทันทีด้วยแผนง่ายๆ ตามที่ผมคิดไว้ และผมชี้แจงต่อ
ขออนุญาตครับ ผมขอนำถอนตัวออกจากบ้านนาในคืนนี้เริ่มเวลา 2 ทุ่มตรง เพื่อไปรวมกับ BI-14 ที่ภูล่องมาด ผมกำหนดจุดรวมพลไว้ตรงบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือใกล้กับฐานกองพันและ บก.ร้อย BI-15 ผมจะนำลงจุดนั้นซึ่งเป็นหุบที่ลึกที่สุด และนำลงหุบไปให้เร็วที่สุดเพื่อจะไต่สันเขาไปยังฝั่งตรงข้ามและมุ่งสู่สันเขาสูงซึ่งเป็นสันเขาที่ทอดยาวสู่ภูล่องมาดที่ห่างจากเราไปประมาณ 10 ก.ม. ทางด้านทิศเหนือครับ ผมชี้แจงแผนคร่าวๆ ให้ที่ประชุมฟังแล้วไม่มีใครคัดค้านแผนผมในเส้นทางและทิศทางถอนตัวที่ผมกำหนด
อย่าลืมนะครับ สองทุ่มตรงผมจะลงทันที ไม่มีการรั้งรอใดๆ เรื่องธุรการอื่นๆ เป็นเรื่องของท่าน และขออนุญาตครับ ผมขอกำลังของกองร้อยสุรินทร์ที่เหลือรวมกำลังสมทบกับผมโดยเพื่อนผม ร.ต.พนา ควบคุมรวมกันเป็นกำลังประมาณ 1 หมวดปืนเล็กหย่อนกำลัง เพื่อให้หน่วยนำมีกำลังพอในการดำเนินกลยุทธ์หากปะทะข้าศึกหรือถูกข้าศึกขัดขวางการถอนตัวของฝ่ายเรา”
ผู้พันนั่งนิ่งไม่พูดอะไรแสดงว่าท่านเห็นด้วยและอนุมัติ ผมเลยพูดต่อในแผนถอนตัวว่า
“ขออนุญาตประสานกับปืนใหญ่พันเชอร์ว่า เมื่อเริ่มมืดหรือใกล้เวลาถอนตัวขอให้ยิง ป. 105 ที่เหลือกระบอกเดียวไปยังบริเวณเนินอานม้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้หลายๆ นัดก่อนทำลายทิ้งเพื่อลวงหรือเบนความสนใจของข้าศึกว่าเราจะมีการปฏิบัติในทิศทางนั้น เพื่อนผมได้ยิน ไม่พูด ไม่คัดค้านใดๆ ผมก็รู้ว่ามันต้องช่วยผมตามที่บอกแผนกับมันแน่ๆ ยังไงมันต้องทำลายปืนที่เหลืออยู่กระบอกเดียวของมันอยู่แล้ว ก่อนทำลายทิ้งให้มันยิงสั่งลาให้กระสุนหมดไปเลย
ผมจะเลิกอธิบายแผนแต่มานึกได้ว่าที่ บก.พัน. BI-15 มีแม้วอยู่ 4 คนอยู่ที่ บก.พัน. เลยคิดว่าถ้ามีแม้วมานำทางก็จะดี ในฐานะเจ้าของพื้นที่น่าจะช่วยพวกเราได้ไม่มากก็น้อยก็เลยขอพูดกับผู้พัน ขออนุญาตครับ ผมขอแม้ว 4 คนที่อยู่กับกองพันมาช่วยนำทางได้ไหมครับ ผู้พันนิ่งไปสักพักท่านก็ตอบว่า คงไม่ได้ จะให้แม้ว 4 คนอยู่กับกองพันเป็นผู้ติดต่อและประสานงาน
ผมอึ้งในคำปฏิเสธของผู้พัน แต่ก็คิดได้ว่า ไม่เป็นไรวะ ไม่ให้ก็ไม่เอา ผมมีทั้งแผนที่และเข็มทิศไม่กลัวที่จะหลงอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งแม้วก็ได้วะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเป็นปัญหาสำหรับผม และผมขออนุญาตอีกเรื่อง คือขอให้พวกเราอย่าแสดงออกใดๆ ที่จะทำให้ข้าศึกรู้ว่าเรากำลังจะถอนตัว ผมขอให้ช่วยกันระวังเรื่องนี้ด้วยในระหว่างเตรียมการ ตรงข้ามควรจะแสดงออกว่าเราจะยึดที่นี่อยู่ต่อไป เช่น แสดงว่าเรามีการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นตั้งรับ ก็จะเป็นการดีครับ
ผู้พันท่านนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วท่านก็พูดว่า มีใครคัดค้านและมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ สักครู่เมื่อไม่มีใครพูดอะไร ท่านก็บอกพวกเราว่า ถอนตัว เอาตามแผนนี้ และท่านก็เสริมว่า รูปขบวนให้หมวดของหัวหน้าใจและกำลังของกองร้อยสุรินทร์เป็นหมวดนำ ตามด้วยกำลังของส่วนกองพันแล้วก็ปืนใหญ่พันเชอร์ปิดท้าย และปิดท้ายขบวนการถอนตัวด้วยกำลังของกองร้อยที่ 1 BI-15 รับหน้าที่เป็นกองระวังหลังป้องกันด้านหลังขบวน
ให้ทุกหน่วยจัดรูปขบวนของตัวเองให้รัดกุมโดยมีผู้บังคับบัญชารับผิดชอบควบคุมอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การถอนตัวเป็นระเบียบตามรูปขบวนที่กำหนด ส่วนนำหน้าและส่วนระวังป้องกันหลังต้องจัดหน่วยเพื่อเตรียมดำเนินกลยุทธ์ ถ้าหากปะทะหรือถูกข้าศึกขัดขวางและไล่ติดตามโจมตี ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยนำและหน่วยป้องกันด้านหลังขบวนเข้าดำเนินกลยุทธ์
ในส่วนกลางขบวนขอให้ระวังป้องกันตัวเองและอยู่ในความสงบ ห้ามตกใจแตกตื่นเด็ดขาดเมื่อมีการปะทะกับข้าศึก ไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลังของขบวน ถ้าถูกโจมตีด้วยอาวุธหนักก็เช่นเดียวกัน อย่าแตกตื่น เข้าหาที่กำบังของตัวเองให้ปลอดภัยและพยายามเคลื่อนที่ต่อไป สังเกตการณ์และป้องกันตนเอง
ข้อสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคืออย่าแตกตื่นอย่าทำให้เสียรูปขบวน ขอให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยควบคุมคนของตัวเองให้ดี และท่านก็เน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า
นี่คือคำสั่งการถอนตัวในคืนนี้ ขอให้ปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัด จะไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรอีก สำหรับสัญญาณบอกฝ่ายจะให้ ฝอ. 2 (ฝ่ายการข่าว) กำหนดและแจ้งโดยนำสารไปให้ทุกหน่วยทราบก่อนการถอนตัวคืนนี้ และท่านย้ำเสียงหนักแน่นว่า เราจะมุ่งสู่ภูล่องมาดตามแผน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีการถอยอย่างเด็ดขาดจำไว้ และอย่าลืม อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่จำเป็นไม่ต้องนำติดตัวไป ให้ทำลายทิ้งให้หมด เอาแต่อาวุธประจำกาย กระสุน และอาหารเท่าที่จำเป็นเท่านั้นพอ เพื่อความคล่องตัวในการถอนตัว การเตรียมการทำให้รอบคอบและปิดลับด้วยในการทำลายยุทโธปกรณ์ทิ้ง… พบกันที่จุดนัดหมายคืนนี้สองทุ่มตรง และขอให้ทุกคนโชคดี
พวกเราได้ยินคำสั่งชัดเจนจากผู้พัน ท่านไม่พูดอะไรอีก เมื่อท่านลงจากแท่นยกพื้นเพื่อไปพูดคุยกับนายทหารและฝ่ายอำนวยการของท่าน แน่นอนคงไม่มีการเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนแผนอีกอย่างแน่นอน
จากคำสั่งของผู้พัน BI-15 ในการถอนกำลังออกจากบ้านนา ในช่วงเวลาของความเป็นความตายและมีเวลาจำกัด ทุกอย่างต้องทำอย่างรวดเร็วและลังเลไม่ได้ จะตัดสินใจผิดหรือถูกก็ต้องวัดดวงกัน อะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าไม่มีใครรู้ได้ ผมคิด…
แต่ยังไงคืนนี้ผมต้องออกจากนรกนี้ให้ได้”
ถอนตัวภายใต้การกดดัน
การถอนตัวจากการรบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “การถอนตัวโดยไม่มีการกดดันจากข้าศึก” และ “การถอนตัวโดยมีการกดดันจากข้าศึก” กรณีของกองพัน BI-15 ครั้งนี้เป็นประการหลัง “การถอนตัวโดยมีการกดดันจากข้าศึก” ที่เคยได้รับการศึกษาจากห้องเรียนกำลังถูกทดสอบด้วยปฏิบัติการจริง-เจ็บจริง ตายจริง
ผู้ออกข้อสอบ : ทหารเวียดนามเหนือ ผู้เข้าสอบ : ทหารไทย สอบได้ -รอด…สอบตก -ตาย
ภารกิจของ “หัวหน้าใจ” นายทหารระดับผู้บังคับหมวดวัย 20 เศษ ที่มีกำลังในหมวดจาก 50 กว่าคนเหลืออยู่เพียงไม่ถึง 20 คน มิได้เพียงแต่นำลูกน้องในบังคับบัญชาทุกคนแหวกวงล้อมของข้าศึกให้สำเร็จเพื่อจะได้กลับบ้านเท่านั้น แต่ในฐานะ “หน่วยนำ” ผู้หมวดคนนี้ยังต้องรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของกำลังทั้งกองพันกับกองร้อยทหารปืนใหญ่อีกด้วย รวมแล้วเกือบ 1,000 ชีวิต…
“ก่อนแยกย้ายกันกลับหน่วยใครหน่วยมันเพื่อไปเตรียมการในการถอนตัวคืนนี้ ผม ไอ้เหมียว ไอ้ย้ง และไอ้มิตร ถือโอกาสพูดคุยประสานงานกันก่อนแยกย้ายไป ผมบอกกับไอ้เหมียวว่า ‘เฮ้ย ไอ้เหมียว มึงกับกูต้องร่วมวัดดวงกันอีกครั้งนะเว้ยที่ต้องเป็นหน่วยนำในการถอนตัวครั้งนี้ กูบอกมึงก่อนนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าในคืนนี้ กูลุยลูกเดียวโว้ย’ ไอ้เหมียวบอก ‘เฮ้ย ไอ้จักษ์ มึงไม่ต้องห่วงโว้ย กูกับลูกน้องที่เหลือช่วยมึงเต็มที่อยู่แล้ว จะช่วยมึงลุยแน่นอน ถึงไหนถึงกันโว้ย ไม่มีถอย’
ผมกับไอ้เหมียวหันมามองไอ้ย้งกับไอ้มิตรเพื่อนปืนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ 2 คนแล้วถามมันว่า ‘แล้วมึงสองคนจะว่ายังไง’ ไอ้ย้งบอก ‘กูสองคนไม่ว่ายังไงหรอก ขอให้มึงสองคนนำพวกกูไปให้ถึงภูล่องมาดก็แล้วกันโว้ย ขอแค่นั้น’ ผมกับไอ้เหมียวหัวเราะ เพราะตอนนี้รู้แล้วว่าทั้งไอ้ย้งและไอ้มิตรเหลือแต่ตัวกันทั้งคู่แล้วเมื่อต้องทิ้งปืนใหญ่ของมันเอาไว้ที่บ้านนาและทำลายทิ้งหมด ผมก็เลยสัพยอกเพื่อนว่า ‘ก็มึงไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว มีแต่ปืนใหญ่ของมึงคนละกระบอกติดตัวไปเท่านั้น ฮ่าๆๆ’
ผมกับไอ้เหมียวหัวเราะแกล้งยั่วเพื่อนย้งกับเพื่อนมิตรเพื่อให้คลายเครียดในยามคับขัน แต่ดูมันสองคนจะไม่ค่อยขำเท่าไร ผมก็บอกเพื่อนว่า ‘ไม่ต้องห่วง กูกับไอ้เหมียวจะพามึงสองคนไปให้ถึงภูล่องมาดให้ได้ มึงตามกูสองคนให้ดีก็แล้วกัน ระวังตัวและโชคดีนะโว้ยเพื่อน แล้วมึงอย่าลืมนะโว้ย คืนนี้ก่อนสองทุ่ม ล้างลำกล้องปืนของมึงตามแผนที่กูบอกด้วย’ ไอ้ย้งบอก ‘กูไม่ลืมแน่นอน’
แล้วพวกเราก็แยกย้ายกันไปหน่วยใครหน่วยมันเพื่อเตรียมการถอนตัวในคืนนั้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (15) หัวหน้าใจอาสา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly