โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 ทศวรรษวังวนการเมืองไทย เมื่อประเทศไม่มั่นคง เศรษฐกิจก็ไม่มีทางเติบโต

The Momentum

อัพเดต 27 ม.ค. เวลา 13.02 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. เวลา 03.22 น. • THE MOMENTUM

อีกไม่ถึงเดือนข้างหน้า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอีกครั้ง หลังมีการประกาศเลือกตั้งทั่วไปควบคู่กับการทำประชามติ เปิดทางให้เกิดการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกหมดหวังกับการเมืองไทย

เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากฝ่ายใด ปัญหาปากท้องกลับดูเหมือนไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทว่าบริบททางการเมืองนั้นกลับส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้ปัจจุบัน ไทยจะบอกตัวเองว่าเป็นการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย แต่ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ร่างขึ้นด้วยอำนาจของทหาร ซึ่งยังคงไม่ถูกยกร่างแก้ไขนั้น ก็เปรียบเสมือนประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะยังอยู่ภายใต้กฎหมายปกครองสูงสุดที่เป็นเผด็จการ ซึ่งกับดักนี้ทำให้เกิดการสร้างระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ จนนำไปสู่การการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ในคนเพียง 1% ของประเทศ

เศรษฐกิจไทยติดกับดัก เพราะการเมืองไม่เคยมั่นคงจริงหรือไม่

The Momentum สนทนากับ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ ‘อาจารย์ต้น’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตอาจารย์ประจำสถาบันNational Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มานานเกิน 1 ทศวรรษ ก่อนจะลาออกมาทำงานการเมืองเต็มตัว

วีระยุทธยอมรับว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไม่อาจแยกขาดออกจากบริบททางการเมืองและกฎหมายได้

“สังคมไทยมักมองนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายเทคโนโลยีเป็นคนละส่วน เช่น นโยบาย Thailand 4.0 ที่ถูกพูดถึงกันตลอดตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ในความเป็นจริง ถ้ากลไกอื่นของรัฐไม่ทำงานสอดประสานกัน นโยบายก็ไม่เกิดผล โดยเฉพาะภายใต้ระบอบที่มาจากอำนาจทหาร ทำให้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายไม่ง่ายอย่างที่ควรจะเป็น”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ แม้รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดูดีแค่ไหน แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับไม่กล้าจดทะเบียนธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในกลไกกระบวนการยุติธรรม ระบบศาล รวมถึงศาลด้านธุรกิจ ส่งผลให้หลายบริษัทเลือกไปจดทะเบียนในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ แม้มีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ถูกมองว่ามีความแน่นอนและปลอดภัยทางกฎหมายมากกว่า

วีระยุทธย้ำว่า แนวคิดเรื่อง ‘การปฏิรูป’ (Reform) ไม่สามารถแยกเป็นรายเรื่องได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นการปฏิรูประบบโดยรวม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และกระบวนการยุติธรรม เพราะทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกัน

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับปัญหาปากท้องของประชาชน ตัวอย่างเช่น กรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ที่ไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับผิดชอบได้ หรือกลไกการเข้าชื่อถอดถอนที่ไม่สามารถทำได้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ซึ่งมีที่มาจากประชาชน

เพราะ ‘ที่มา’ ของรัฐธรรมนูญย่อมกำหนด ‘ทิศทาง’ ของระบบ หากรัฐธรรมนูญถูกออกแบบโดยคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ระบบการเมืองก็จะกลายเป็นระบบปิด และนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

ประเด็นนี้เป็นที่รับรู้ในหมู่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยสั่นคลอนบ่อยครั้ง เนื่องจากองค์กรที่อยู่นอกระบบรัฐธรรมนูญสามารถเข้ามามีบทบาทกำหนดชะตากรรมประเทศได้ เขาจึงเห็นว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งที่มาของอำนาจ และกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดเจน เพื่อให้อำนาจจากการเลือกตั้งเป็นของประชาชน

“การปฏิรูประบบราชการ แม้อาจไม่ใช่ประเด็นที่เร้าใจในสายตาสังคมไทย แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญในมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีคุณภาพ

“ในทางตรงกันข้าม หากมีระบบที่คลุมเครือ นักลงทุนสีเทามักชอบเข้ามาหาผลประโยชน์ แต่นักลงทุนที่ดีจะมองหา Stability (เสถียรภาพ) และ Accountability (ความรับผิดรับชอบ) ของรัฐเป็นหลัก ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ตอบทั้ง 2 โจทย์เลย

“หมายความว่า การมีเสถียรภาพก็ยากมาก การจะมีนายกรัฐมนตรีปี 1 ได้ก็เก่งแล้ว ขณะที่ในมิติของ Accountability ปัญหายิ่งชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรอิสระ เป็นข้อครหาที่ว่าซื้อกันได้ง่ายกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอ ซึ่งเป็นที่มาของความไร้เสถียรภาพทางการเมือง”

สุดท้าย วีระยุทธกล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีเพียงมิติเดียว แต่ประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งกรณีเงินทุนไหลออก ปัญหาทุนสีเทา สินค้าแพลตฟอร์ม และสินค้านำเข้าไร้มาตรฐานที่เข้ามาตีตลาดภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึง ‘รูรั่ว’ ของระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจัยทางรัฐธรรมนูญและโครงสร้างทางการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาเหล่านี้เช่นเดียวกัน

เศรษฐกิจไทย-ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์การพัฒนา และเศรษฐศาสตร์การเมือง กล่าวถึงผลกระทบของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ภายในกิจกรรมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569

อภิชาตระบุว่า การเมืองและเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากกันได้ นโยบายสาธารณะทุกประเภทล้วนเกิดจากการตัดสินใจทางการเมือง ดังนั้นหากโครงสร้างการเมืองมีปัญหา ย่อมส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ เพราะยังคงอยู่ภายใต้ ‘ระบอบประยุทธ์’ แม้พลเอกประยุทธ์พ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ระบอบดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ผ่านกลไกและตัวแทนสำคัญ นั่นคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

เขาอธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลผลิตของชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่า Power Elite ซึ่งใช้อำนาจจากการรัฐประหารในการกำหนดกติกาทางการเมืองและกฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบได้ และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก เนื่องจากออกแบบตัวบทมาเพื่อล็อกสถานะเดิม (Status Quo) เอาไว้ ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ก่อนหน้านี้อภิชาตเปรียบเทียบสภาพเศรษฐกิจไทยว่าเป็น ‘เศรษฐกิจต้มกบ’ คือการเสื่อมถอยอย่างช้าๆ โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เปรียบเสมือนการเอาหินทับฝาหม้อ และล็อกกุญแจซ้ำหลายชั้น ทำให้ระบบการเมืองไม่เปิดโอกาสให้ประเทศกระโดดออกจากหม้อได้ เงื่อนไขทางการเมืองจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

หนึ่งในกลไกหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือวุฒิสภา ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับองค์กรอิสระต่างๆ จนทำให้การบริหารประเทศในประเด็นสำคัญถูกกำหนดผ่านกลไกที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน โดย สว.ทำหน้าที่เสมือน ‘คีย์แมน’ ของระบบการเมืองไทย ที่ต้องถูกปลดล็อกก่อนจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอื่นได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการมีนายกฯ ถึง 3 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ส่งผลให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ซึ่งการใช้กำลังฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรม จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและความต่อเนื่อง ไม่สามารถเห็นผลได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว

ขณะเดียวกันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ตหรือมาตรการแจกเงินในรูปแบบใด ล้วนไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เนื่องจากเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสุดท้ายจะไหลออกนอกประเทศ ผ่านการนำเข้าสินค้าของแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีฐานการผลิตและนวัตกรรมเป็นของตนเองที่มากพอ

เขาระบุทางออกของปัญหานี้ว่า ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รัฐบาลที่เข้มแข็ง และมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะปัญหาที่เผชิญอยู่ไม่ใช่ปัญหาเชิงนโยบายเฉพาะหน้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือระดับการผูกขาดทางเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในระดับสูง งานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า บริษัทขนาดใหญ่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์แรกของประเทศ ครอบครองส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 85 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประมาณ 500 คน ที่ถือครองมูลค่าหุ้นในระบบเศรษฐกิจไทยถึง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ รวมถึงกำไรของระบบเศรษฐกิจอีก 1 ใน 3

“ระดับการผูกขาดที่สูงส่งผลโดยตรงต่อการขาดนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น ตลาดเบียร์เสรีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากผู้ผูกขาดเดิมกลัวเสียผลประโยชน์ เลยสร้างกติกาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมขึ้้นมา เช่น การกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ส่งผลให้การแข่งขันและนวัตกรรมถูกปิดตาย”

เขาพูดถึงปัญหาในระบบการเมืองไทยว่า แม้บางพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่ได้รับความนิยม แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรง หรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถจัดการกับระบบราชการและโครงสร้างอำนาจเดิมได้

ท้ายที่สุดอภิชาตสรุปว่า หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจาก ‘วิกฤตเศรษฐกิจต้มกบ’ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ไม่มีใครรับประกันได้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นทันที แต่สิ่งที่แน่นอนคือ หากไม่แก้ไข ระบบทุกอย่างจะยังคงอยู่กับที่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

การเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีสถาบันทางการเมืองที่มั่นคง

งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบในระดับโลก Democracy Does Cause Growthผลงานของ ดารอน อาซีโมกลู (Daron Acemoglu), เจมส์ เอ. โรบินสัน (James A. Robinson) และไซมอน จอนห์สัน (Simon Johnson) สามนักวิชาการ AJR ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานว่าด้วยความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ประเทศที่มีสถาบันทางการเมืองแบบเอารัดเอาเปรียบ ขาดหลักนิติธรรม และไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

แนวคิดดังกล่าวถูกตอกย้ำอย่างเป็นรูปธรรมในงานวิจัย ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจาก 184 ประเทศ ในช่วงปี 1960-2010 หลังการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ผลการศึกษาพบว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตยสร้างความมั่งคั่งได้ทันที หากแต่เพราะประชาธิปไตยเอื้อต่อการก่อรูปของเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ระบบยุติธรรมที่เข้มแข็ง เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาทุนมนุษย์

งานวิจัยของอาซีโมกลูพบว่า เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 25 ปี ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าประเทศเผด็จการโดยเฉลี่ยราว 20% ความต่างนี้ไม่ได้เกิดจากความเร็ว แต่เกิดจาก ‘ทิศทาง’ ของการพัฒนา

จากผลการสำรวจด้านเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom Index) ปรากฏผลว่าประเทศที่มีเสรีภาพสูง ประชาชนจะมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากกว่าหลายเท่า

ในกรณีของประเทศไทย ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสรีภาพปานกลาง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวห่างจากประเทศเสรีสูงถึงประมาณ 4 เท่า และอยู่ในลำดับที่ 84 จาก 184 ประเทศ ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งคือ การขาดหลักนิติธรรมและการทุจริตของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองโดยตรง

เศรษฐกิจไทยภายใต้การรัฐประหาร

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยเชื่อมโยงและขึ้นตรงกับการบริหารทางการเมือง โดยเฉพาะการทำ ‘รัฐประหาร’ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แม้รัฐประหารมักถูกอ้างว่าเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนภาพตรงกันข้ามในระยะยาว

เมื่อปี 2557 การทำรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนหน้านั้น ในช่วง 2530-2550 ไทยเคยมีภาพของ ‘เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย’ ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเฉลี่ยปีละ 5-6% และความสามารถแข่งขันในระดับโลก เช่น การเป็นฐานการผลิตรถยนต์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่สำคัญของภูมิภาค

แต่หลังการรัฐประหาร เศรษฐกิจไทยกลับไม่สามารถกลับไปสู่ระดับการเติบโตเดิมได้อีก ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีหลังปี 2557 อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ และตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเห็นได้ชัด

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่สะสมตลอดภายใต้ คสช.คือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชน ในปี 2557 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 80% ของ GDP ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศอ่อนแรงและเปราะบาง เมื่อเศรษฐกิจเผชิญกับวิกฤต เช่น โควิด-19 ไทยจึงฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน

ตัวแปรสำคัญส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมืองหรือการเลือกตั้ง เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทิศทางสุดท้ายก็ดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเดิม วงจรเช่นนี้เป็นมานานเกือบ 20 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศจำเป็นต้องหยุดชะงัก หากแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา บ้านเมืองถูกกดทับไว้ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองที่สืบทอด ตั้งแต่วิกฤตการเมืองปี 2549 และอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

อำนาจจากประชาชนเท่านั้น ที่จะสามารถผลักประเทศให้ก้าวต่อไปได้ ประตูทางออกเดียวจากลูป 10 ปีนี้ คือการร่วมกันร่างกติกาที่เป็นธรรมและเท่าเทียม เพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นพื้นที่ของประชาชน ไม่ใช่กลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อค้ำจุนอำนาจเดิม

เพราะตราบใดที่กติกายังไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความหวังของผู้คนก็จะยังคงติดอยู่ในวงจรเดิม การเลือกตั้งไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรมซ้ำซาก แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงคืนอำนาจในการกำหนดอนาคต ให้กลับมาอยู่ในมือของประชาชนอีกครั้ง

อ้างอิง

https://themomentum.co/the-economics-of-the-2014-coup/

https://thematter.co/thinkers/how-coup-detat-affect-economic-development/135887

https://www.bbc.com/thai/thailand-39984556

https://www.the101.world/10-year-public-forum/

https://waymagazine.org/10th-national-council-for-peace-and-order/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...